นางคิดที่จะถามซูหวั่นมาตั้งนานแล้ว
เมื่อซูหวั่นเขียนใบสั่งยาในไม่กี่วันก่อน นางก็รู้สึกแปลกใจขึ้นมาแล้ว และยิ่งวันนี้ซูหวั่นยังคำนวณบัญชีเป็นอีก!
“นี่ก็เป็นเพราะท่านเซียนสอนเหมือนกันค่ะ ท่านเซียนบอกว่าหากตรวจรักษาคนไข้ก็ต้องเขียนใบสั่งยาเป็น ท่านก็เลยสอนข้าในความฝันค่ะ” ซูหวั่นยังคงรู้สึกละอายใจเล็กน้อยเมื่อพูดโกหก จึงก้มหน้าก้มตา และไม่กล้ามองมาที่นางหลี่
ยังดีที่นางหลี่ยังคงจดจ่ออยู่กับความซาบซึ้งใจต่อท่านเซียน จึงไม่ทันได้สนใจสิ่งที่ซูหวั่นพูดออกมาว่าเป็นจริงหรือไม่
“อาหวั่น ต่อไปเจ้าอย่าพูดแบบนี้ออกไปอีกนะ คนไม่เชื่อในศาสนาพุทธก็คงไม่เชื่อ ไม่แน่ว่าอาจจะคิดว่าเจ้าเป็นปีศาจและก็จับตัวไปก็เป็นไปได้”
ซูหวั่นพยักหน้า
แน่นอนว่านางรับรู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้ว ตอนนี้ก็เป็นเพราะช่วยไม่ได้แค่นั้น ขอแค่คนในบ้านเชื่อทักษะทางการแพทย์ของนางก็พอ ต่อไปนางก็จะหาวิธีมารับมือด้วยตัวเอง
หลังออกมาจากห้อง นางก็ได้ขอให้นางหลี่และซูลิ่วหลางมาช่วยทำสีย้อมอีกด้วย
ขั้นแรกนางต้องบดวัตถุดิบจนละเอียด จากนั้นก็นำไปนึ่งหนึ่งรอบ และยกไปตกบนหลังคาอีกรอบ
โดยที่ให้ซูลิ่วหลางคอยดูอยู่เท่านั้น พอตกตอนเย็นนางก็ได้เก็บวัตถุดิบกลับเข้าบ้าน นางหลี่ไม่รู้ว่าของพวกนี้มีประโยชน์อย่างไร แต่ซูหวั่นบอกให้ทำ นางก็ไม่ได้ถามอะไรออกไปด้วย
แค่ทำตามเท่านั้น
ซูลิ่วหลางก็คิดแบบนี้เช่นเดียวกัน ท่านพี่บอกให้ทำอะไรเขาก็ทำทั้งนั้น
ยังไงซะท่านพี่ก็เป็นคนที่ดีที่สุดในโลกอยู่แล้ว!
ทั้งห้องครัวและห้องน้ำสามารถใช้ได้แล้ว แต่ก่อนที่จะใช้ นางหลี่ได้วางเหล้า และเผากระดาษ โดยบอกว่ามันเป็นธรรมเนียมของหมู่บ้าน ซึ่งซูหวั่นก็ไม่ได้ถามอะไร เพราะเข้าใจดีว่าคนที่นับถือศาสนาพุทธมักจะมีพิธีกรรมเล็กๆน้อยๆแบบนี้เสมอ
วันรุ่งขึ้น เนื่องจากซูหวั่นจะต้องไปซื้อของมาเตรียมนิดหน่อย นางจึงไปยืมรถเทียมวัวของป้าหวังมา
จากนั้นก็พาซูลิ่วหลางไปด้วย
ป้าหวังดีใจมากเมื่อพบกับซูหวั่น ดึงมือของนางเอาไว้แน่น“อาหวั่น ท้องของพี่ฉ่ายอวิ๋นเจ้าเล็กลงไปนิดหนึ่งแล้วนะ เจ้าช่วยไปดูหน่อยจะได้หรือเปล่า?”
เพื่อให้ป้าหวังหมดกังวล ก่อนที่จะเข้าไปในเมือง ซูหวั่นก็ได้ไปตรวจชีพจรให้กับฉ่ายอวิ๋น
พี่น้องทั้งสองคนได้ขับรถเทียมวัวไปถึงตลาด และจอดรถเทียมวัวเอาไว้ในที่ให้จอดเฉพาะเสียก่อน
และก็ต้องจ่ายค่าจอดหนึ่งสตางค์อีกด้วย
ซูหวั่นหยิบเงินและเดินไปที่ร้านผ้าเป็นอันดับแรก โดยเด็กในร้านผ้าได้กวาดตามองไปที่ซูหวั่นตั้งแต่หัวจรดเท้า จากนั้นก็ผละสายตา และกล่าวทักทายอย่างขอไปที“พวกเจ้าซื้อของร้านนี้ไม่ไหวหรอก รีบออกไปซะ”
ใส่เสื้อผ้าแร้นแค้นขนาดนี้ ยังจะมีปัญญาซื้ออะไร?
ผ้าที่ขายในร้านของพวกเขามีราคาแพงที่สุด และล้วนนำมาจากเมืองหลวงด้วยกันทั้งนั้น
เขาไม่ไล่ตะเพิดออกไปก็ดีแค่ไหนแล้ว!
มันช่างทำให้ร้านสกปรกเสียจริงๆ
ไม่ใช่ว่าซูหวั่นจะมองไม่เห็นสายตาที่ดูแคลนของเด็กของร้าน แต่นางยังต้องการซื้อสิ่งของที่นี่ และก็คงต้องอดกลั้นเอาไว้เป็นธรรมดา“ไปเรียกเจ้าของร้านออกมาหน่อยได้หรือเปล่า? ข้ามีเรื่องที่จะต้องพูดกับเจ้าของร้านน่ะ”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ทะลุมิติมาเป็นสาวชาวนา