ตอนที่ 1378 กลับบ้าน
………………..
เย่เชียนอยู่ที่ลัทธิมารไม่นานและหลังจากพักผ่อนหนึ่งคืนเขาก็ลงไปจากภูเขาในเช้าวันรุ่งขึ้น แน่นอนว่าเย่เชียนไม่ได้บอกหยานตงเกี่ยวกับเรื่องนั้นเพราะตอนนี้ลัทธิมารมีบางอย่างที่ต้องทำและเย่เชียนก็ไม่สะดวกที่จะพูดถึงเรื่องนี้และค่อยพูดถึงเรื่องนี้ในภายหลังและเดิมทีเย่เชียนก็วางแผนที่จะอยู่ช่วยลัทธิมารจัดการกับเรื่องของนักรบพราหมณ์แต่ถูกหยานตงปฏิเสธ
เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วเรื่องนี้ก็ไม่ร้ายแรงนักเพราะมันเป็นเพียงนักรบโบราณของศาสนาพราหมณ์ไม่กี่คนที่มาข่มขู่ให้ลัทธิมารยอมจำนนแล้วใช้อิทธิพลของลัทธิมารในประเทศจีนไปทำเรื่องที่เลวร้าย ซึ่งลัทธิมารก็อยู่ในประเทศจีนมาช้านานดังนั้นมันจะเป็นไปได้ยังไงที่นักรบพราหมณ์จะทำให้พวกเขายอมจำนนได้? นอกจากนี้หยานตงกับเหล่าสาวกของเขาก็ไม่ได้อ่อนแอและนี่คือค่ายของลัทธิมารดังนั้นเย่เชียนก็เชื่อว่านักรบพราหมณ์เหล่านั้นไม่สามารถมาสร้างปัญหาใดๆ ได้
หลังจากออกจากลัทธิมารแล้วเย่เชียนก็ขับรถกลับไปที่เมืองซีหนิงก่อนและทิ้งรถเอาไว้ที่สำนักม่อจื๊อแล้วบินกลับไปที่เมืองเซี่ยงไฮ้โดยตรงเพราะฉินหยู,เย่หลินและเย่ห่าวหรานได้กลับไปที่เมืองเซี่ยงไฮ้แล้วและถึงแม้ว่าถังซูหยานจะลังเลเล็กน้อยแต่เธอก็ไม่ได้ห้ามพวกเธอเพราะท้ายที่สุดสภาพการศึกษาในเมืองเซี่ยงไฮ้ก็ยังดีกว่าในมณฑลเหอหนานมาก ซึ่งถึงแม้ว่าตระกูลเย่จะร่ำรวยและพวกเขาสามารถจ้างครูสอนพิเศษสำหรับเด็กสองคนได้แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาต้องการเพราะเด็กๆ ควรติดต่อกับผู้คนให้มากขึ้นตั้งแต่อายุยังน้อย
ซึ่งหูวเค่อนั้นก็เชื่อฟังเย่เชียนมากและเข้าร่วมเครือน่านฟ้ากรุ๊ปตามคำแนะนำของและแน่นอนว่าซ่งหลันก็ไม่กล้าที่จะละเลยเธอและมอบตำแหน่งที่สูงและสำคัญมากให้กับเธอและแน่นอนว่าเป็นเพราะหูวเค่อมีความสามารถด้วย ดังนั้นเธอจึงประจำการที่สำนักงานใหญ่เครือน่านฟ้ากรุ๊ปของเมืองเซี่ยงไฮ้
ซึ่งหวังยู่ก็กลับไปที่เมืองเซี่ยงไฮ้หลังจากเหตุการณ์นั้นและยังคงเป็นตำรวจหญิงของเธอต่อไปแต่ใบหน้าของเธอไม่ได้บูดบึ้งเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไปแต่เต็มไปด้วยรอยยิ้มที่มีความสุขตลอดทั้งวัน อันที่จริงสำหรับเธอแล้วถึงแม้ว่าตอนนี้เย่เชียนจะไม่ได้อยู่เคียงข้างเธอบ่อยนักแต่เธอก็ยังรู้สึกอบอุ่นในใจหากเธอมีเรื่องต้องคิดและมีคนให้คิดถึงอยู่เป็นประจำ
เย่เชียนยังบอกฉินหยูและสาวๆ คนอื่นๆ เกี่ยวกับเรื่องของหวังยู่ด้วยและพวกเธอก็ไม่ได้พูดอะไรมากเพราะเนื่องจากพวกเธอตัดสินใจติดตามเย่เชียนแล้วดังนั้นพวกเธอจึงรู้แล้วว่าเย่เชียนนั้นเป็นผู้ชายที่มีเสน่ห์และไม่สามารถเป็นของๆ ใครเพียงคนเดียวได้ ซึ่งซ่งหลันเองก็ไม่เคยมีข้อจำกัดใดๆ กับเย่เชียนในเรื่องนี้และเธอก็ไม่มีความคิดเห็นใดๆ กับการที่เย่เชียนชอบที่จะทรมานเธอ ส่วนหลินโรวโร่วนั้นก็อ่อนโยนและใจดีเสมอ ดังนั้นหลังจากที่หลินโรวโร่วได้ยินเรื่องราวของหวังยู่แล้วเธอก็ไม่ได้โกรธเคืองใดๆ ส่วนฉินหยูก็เป็นคนแรกที่ให้กำเนิดลูกของเย่เชียนดังนั้นสถานะของเธอในครอบครัวจึงดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อและไม่ใช่เพราะเธอถือว่าตัวเองเป็นภรรยาคนสำคัญของเย่เชียนแต่เป็นเพราะผู้หญิงคนอื่นๆ อดไม่ได้ที่จะยอมรับในตัวของฉินหยูมากขึ้นและรักเธอกับลูกของเธอเหมือนครอบครัว
ในความเป็นจริงเมื่อพูดถึงการที่เย่เชียนมีผู้หญิงมากมายรอบตัวและยังมีจ้าวหยากับซูเหว่ยที่อยู่ในไต้หวันอีกและเนื่องจากจ้าวหยาเป็นประธานของเดอะมัวร์กรุ๊ปประจำภูมิภาคเอเชียดังนั้นเธอจึงมักจะขึ้นเครื่องบินไปบินมา ส่วนซ่งหลันก็จัดการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของเครือน่านฟ้ากรุ๊ปดังนั้นเธอจึงยุ่งทุกวันและต้องไปๆ มาๆ ทั่วโลกเพื่อตรวจสอบสาขาต่างๆ ของเครือน่านฟ้ากรุ๊ป เป็นเพราะเรื่องนี้เองที่ทำให้เย่เชียนขอให้หูวเค่อไปทำงานบริหารที่เครือน่านฟ้ากรุ๊ปและจุดประสงค์คือเพื่อช่วยซ่งหลันบริหารงานนั่นเอง ซึ่งหลินโรวโร่วเองก็ยุ่งอยู่กับงานกองทุนมูลนิธิเพื่ออนาคตและต้องเดินทางบ่อยๆ จึงไม่ค่อยมีเวลาพบปะกันกับสาวๆ คนอื่นสักเท่าไหร่ ส่วนแม่ม่ายดำจือเหวินก็อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและเธอก็จำเป็นต้องจัดการทรัพย์สินและอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของเธอ ส่วนหลี่ซือก็ยังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยและไม่มีเวลาที่จะวิ่งไปวิ่งมาดังนั้นเย่เชียนจึงค่อนข้างเหงาในบางครั้ง
อย่างไรก็ตามเมื่อเขากลับถึงบ้านและเห็นฉินหยู,เย่หลินและเย่ห่าวหรานแล้วเย่เชียนก็รู้สึกถึงความสุขในใจของเขาและไม่ว่าเย่เชียนจะเหนื่อยแค่ไหนแต่ตราบใดที่เขาเห็นเด็กสองคนนี้หัวใจของเย่เชียนก็จะเต็มไปด้วยความสุขสุดจะพรรณนาทันทีและถึงแม้ว่าเย่หลินจะไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของเย่เชียนก็ตามแต่เย่เชียนก็ไม่ได้รู้สึกแปลกแยกกับเธอเลยและยิ่งไปกว่านั้นเย่เชียนยังรู้สึกว่าเย่หลินนั้นคล้ายกับเขามากส่วนเย่ห่าวหรานลูกชายแท้ๆ ของเขานั้นแตกต่างจากเขามากเกินไปเพราะเขาเอาแต่ถือหนังสือและอ่านมันตลอดทั้งวันจนน่าเบื่อและเย่เชียนก็กังวลมากว่าเด็กคนนี้จะกลายเป็นเด็กเนิร์ดในอนาคต
เมื่อเห็นเย่เชียนแล้วเย่หลินก็วิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วและกระโดดกอดเย่เชียนจากนั้นเย่เชียนก็อุ้มเธอขึ้นมาแล้วเย่หลินก็จูบแก้มของเย่เชียนเบาๆ แล้วพูด “พ่อคะ..พ่อไม่ได้กลับมาหาพวกเรานานมากเลยรู้ไหมว่าพวกเราคิดถึงพ่อมากน่ะ?”
เย่เชียนก็ตกตะลึงและอดไม่ได้ที่จะยิ้มและพูดว่า “เป็นเพราะพ่องานยุ่งน่ะแต่พ่อจะกลับมาหาหนูบ่อยๆ นะ..แล้วหนูเป็นยังไงบ้างล่ะ..หนูคงไม่ได้ไปสร้างปัญหาที่มณฑลเหอหนานเอาไว้หรอกใช่ไหม?”
เย่หลินก็ฉีกยิ้มแล้วโน้มตัวเข้าไปข้างๆ หูของเย่เชียนและกระซิบว่า “พ่อคะเด็กๆ ที่นั่นน่ะอ่อนแอมากเพราะหนูกำราบพวกเขาได้ภายในเวลาสองวันเท่านั้นเองและทุกคนก็เรียกหนูว่าหัวหน้ากันหมดเลย”
เย่เชียนไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดีแต่ก็อดไม่ได้ที่จะฉีกยิ้มแล้วพูดว่า “ไร้สาระหน่า..อย่าไปทำแบบนี้อีกในอนาคตเพราะลูกยังเด็กอยู่และการตั้งใจเรียนก็เป็นวิธีที่ถูกต้อง”
เมื่อได้ยินแบบนั้นเย่หลินก็เม้มปากและชี้ไปที่เย่ห่าวหรานแล้วพูดว่า “ปล่อยให้การศึกษาเป็นหน้าที่ของเจ้าน้องชายเถอะ..เขาเป็นอัจฉริยะตัวจริงและหนูก็ไม่มีความสามารถในด้านนี้เลย”
เมื่อเย่เชียนหันไปมองเย่ห่าวหรานแล้วเด็กคนนี้ดูเหมือนจะไม่ได้คิดว่าเขามีตัวตนเลยเพราะตั้งแต่กลับมาเย่ห่าวหรานไม่ได้มาหาเขาหรือทักทายใดๆ และเอาแต่อ่านหนังสืออย่างใจจดใจจ่อ จากนั้นเย่เชียนก็มองไปที่ฉินหยูแล้วฉินหยูก็พูดว่า “ฉันบอกแล้วว่าถ้าเธอว่างๆ และถ้าไม่มีอะไรทำก็ให้เธอโทรมาหาบ้างแต่เธอก็ไม่โทรมาเลย..เด็กๆ พวกนี้ยังเล็กอยู่และพวกเขาก็ต้องการเธอ..ฉันน่ะรู้ว่าเธอยุ่งมากแต่เธอก็ควรโทรมาหาพวกเราบ้าง”



VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดนักรบจอมราชัน