บทที่ 122 สวี่หยางต้องเป็นคนของหลินหวั่นชิงไม่ผิดแน่
หลายวันต่อมา
ในที่สุดร้านก็ซ่อมเสร็จ
เค้าโครงก่อนหน้านี้มีการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด ทำให้ร้านค้าดูสว่างขึ้นมาก
เสื้อคลุมส่วนใหญ่เป็นของมือหนึ่ง พวกมันถูกซื้อมาจากตระกูลขอบเขตกลั่นลมปราณซึ่งค้าขายเสื้อผ้าผ่านเส้นสายกับหลินหวั่นชิง
นอกจากขายเสื้อคลุมแล้ว ใบ้น้อยยังรับผิดชอบเรื่องการขายและซ่อมเสื้อคลุมอีกด้วย
ตอนใบ้น้อยยังเป็นเด็ก นางเคยเรียนรู้วิธีตัดเย็บเสื้อคลุมจากตระกูลตัวเอง ฝีมืออยู่ในขั้นยอดเยี่ยมจนสามารถทำงานด้วยตัวเองได้อย่างเต็มที่
สวี่หยางคาดเดาว่าเป็นเพราะฝีมือของใบ้น้อยที่ทำให้ฟ่านเสียวอวี่ยังคงเก็บนางไว้ข้างกายเพื่อใช้ทำงาน
ตอนนี้ใบ้น้อยกลายเป็นเถ้าแก่ร้านที่นี่ครึ่งหนึ่ง นางขยันทำงาน ค้าขายสินค้าดีราคาถูก นิสัยเป็นมิตร ทำให้ได้รับคำชมจากลูกค้าจำนวนมาก
เพื่อให้เกิดความปลอดภัย
สวี่หยางยังได้ติดตั้งค่ายกลขั้นสูงระดับหนึ่งกับค่ายกลรวมวิญญาณที่ตรงกันในบริเวณที่เขาอาศัยอยู่หลังร้าน
สิ่งนี้ทำให้ใบ้น้อยตื้นตันเป็นอย่างมาก
ด้วยค่ายกลรวมวิญญาณ ทำให้นางสามารถฝึกฝนได้เร็วขึ้นจนสามารถเข้าสู่ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับสองได้ไว ถึงตอนนั้น นางจะสามารถใช้ปราณวิญญาณเพื่อส่งกระแสจิตได้
…
ตกกลางคืน
สวี่หยางกับภรรยาทั้งสามอยู่รวมกันในห้องนอน ตรงหน้าพวกเขาล้วนเป็นของที่มาจากร้านของฟ่านเสียวอวี่
“แม้ฟ่านเสียวอวี่จะนิสัยไม่ดี แต่รสนิยมด้านเสื้อผ้ายังนับว่าดี ชุดชั้นในเอย ชุดตัวในเอย จุ๊ จุ๊ จุ๊ ข้าได้ยินมาว่ามันเสริมหน้าอกได้จริง ใครเอาบ้าง???”
รอยยิ้มบานปรากฏบนใบหน้าของสวี่หยางขณะมองพวกนางทั้งสามแล้วเอ่ยคำ
“ข้าเอา ข้าเอา!!”
เสิ่นม่านอวิ๋นเป็นคนแรกที่พูดขึ้น
หลินอวี้พยักหน้าอย่างกระตือรือร้นเช่นกัน “ข้าเองก็อยากได้”
“ข้าไม่เป็นไร”
หลินหวั่นชิงก้มศีรษะมองเนินอกขนาดใหญ่ทั้งสองด้วยใบหน้าเศร้าสร้อย
มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ ด้วยขนาดที่ใหญ่เกินไป ยามออกไปข้างนอกก็มักตกเป็นเป้าสายตาได้ง่าย ทำให้บางครั้งนางถึงขั้นต้องสวมหน้ากาก
นางต้องเลือกใส่เสื้อคลุมที่หลวมกว่าปกติ แต่คุณภาพของพวกมันไม่ดีนัก
“หวั่นชิง เจ้าไม่ชอบหรือ?” สวี่หยางฉงน
หลินหวั่นชิงแสดงความกังวลออกมา แล้วหลินอวี้กับเสิ่นม่านอวิ๋นก็ตกตะลึง
ยอดเยี่ยมมาก พวกนางล้วนไม่พอใจที่ของตัวเองเล็กเกินไป แต่หลินหวั่นชิงกังวลว่าของตัวเองมีขนาดใหญ่เกินไปงั้นหรือ
ความต่างนี้…
“เอาละ เช่นนั้นม่านอวิ๋นกับอวิ๋นเอ๋อร์ไปเลือกกันตามสบาย หลังจากเลือกได้แล้ว พวกเจ้าต้องมาแสดงความขอบคุณกับข้าด้วย”
สวี่หยางเอ่ย สายตาเต็มไปด้วยประกายวาววับ
หลินอวี้กลอกตา “สามี เจ้าคิดจะทำเรื่องไม่ดีอีกแล้ว”
“หลังจากนี้ข้าจะดูแลเจ้าเอง”
สวี่หยางสวมกอดหลินอวี้พลางโบกมือ “เอาละ ไปเปลี่ยนได้แล้ว”
หลินอวี้กับเสิ่นม่านอวิ๋นไปห้องด้านข้าง
ส่วนหลินหวั่นชิง แก้มของนางแดงระเรื่อเพราะสายตาของสวี่หยางที่จับจ้องมาเต็มไปด้วยความคาดหวัง ทำให้นางรู้สึกถึงความยินดีที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง
…
ในตอนเช้า หลินหวั่นชิงจากไปอีกครั้ง
สวี่หยางตื่นขึ้นมาทำอาหารเช้า
มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ หลินอวี้กับเสิ่นม่านอวิ๋นรับศึกหนักเมื่อคืนนี้ และเป็นฝ่ายปราชัยจนต้องร้องขอความเมตตา
สวี่หยางจะไว้ชีวิตพวกนางได้อย่างไร??
ด้วยเหตุนี้ ทั้งสองจึงเหนื่อยล้ามากจนผล็อยหลับไป
…
ขณะสวี่หยางกำลังรับประทานอาหารเช้าตามลำพังในร้าน ปราณของขอบเขตสร้างรากฐานก็เคลื่อนเข้ามา
หัวใจของสวี่หยางสั่นไหว อีกฝ่ายคือเฉินหู่ซึ่งเป็นผู้นำของสมาคมหู่เวย
“ผู้อาวุโสเฉิน!” สวี่หยางทักทาย
“ขอแสดงความยินดีด้วย ร้านของฟ่านเสียวอวี่นับว่ามีทำเลดียิ่ง ตอนนี้มันเป็นของเจ้าแล้ว” ดวงตาของเฉินหู่ทอประกายแปลกประหลาด
ยิ่งรู้ว่าสวี่หยางได้รับสิทธิ์ในการดูแลร้าน เขาก็ยิ่งมั่นใจว่าอีกฝ่ายต้องเป็นคนของหลินหวั่นชิงแน่นอน
สิ่งนี้ทำให้ความคิดที่อยากผูกมิตรกับสวี่หยางลึกล้ำขึ้น
สวี่หยางถอนหายใจ “ทุกขลาภ มันเป็นทุกขลาภ”
“สหายเต๋าสวี่ช่างถ่อมตัวนัก” เฉินหู่หัวเราะคิกคักพลางอธิบายเป้าหมายของตัวเอง “สหายเต๋าสวี่ ข้าจะจัดงานเลี้ยงอาหารค่ำที่บ้านคืนนี้ ข้าจึงอยากเชิญสหายเต๋าสวี่ไปร่วมงานด้วย”
“เอ๋… เชิญข้าหรือ??”
สวี่หยางตกตะลึง เขากับเฉินหู่พบหน้ากันเพียงหน ตนจึงไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายมีแผนอะไรถึงได้มาเชิญเช่นนี้
เฉินหู่คล้ายกับสัมผัสถึงความกังวลของสวี่หยางได้ก่อนจะเริ่มอธิบาย “ข้าได้ยินมาว่าที่สามารถหาตัวมือขลุ่ยพบเป็นเพราะสหายเต๋าสวี่ ในฐานะผู้ดูแลถนนสายนี้ ข้าจึงอยากแสดงความขอบคุณ หวังว่าเจ้าจะไม่ปฏิเสธ”
สวี่หยางรีบโบกมือ “มือขลุ่ยถูกคุณหนูหลินหวั่นชิงพบ หาได้เกี่ยวกับข้าไม่ ผู้อาวุโสเฉินอย่าพูดจาเหลวไหลเลย เดี๋ยวคนอื่นมาได้ยินเข้ามันจะไม่ดี”
กำแพงโดยรอบสูงโอ่อ่า ทางเข้าหลักมียามสองคนคอยคุ้มกัน
เมื่อทั้งสองเห็นสวี่หยาง พวกเขาก็รีบเข้ามาต้อนรับ
“เถ้าแก่สวี่ ท่านหู่กำลังรออยู่ เชิญ!”
ยามคนหนึ่งรับหน้าที่นำทาง
เมื่อก้าวเข้าไปในลานบ้าน พบว่าการตกแต่งที่นี่ไม่ได้หรูหรา ค่อนไปทางเรียบง่าย
ในลานบ้านมีเพียงก้อนหินวางเรียงราย ทันทีที่เข้าไปก็พบกับห้องโถงหลัก
“ฮ่าฮ่าฮ่า…”
ทันทีที่เขามาถึง เฉินหู่ก็เข้ามาหาพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง
“สหายเต๋าสวี่! ยินดีต้อนรับ ยินดีต้อนรับ…”
สวี่หยางสังเกตเห็นว่ามีผู้บำเพ็ญมนุษย์จำนวนมากอยู่ในห้องโถงนี้
บางคนคือผู้นำระดับสูงของสมาคมผู้บำเพ็ญไร้สังกัด
บางคนคือตัวตนโดดเด่นในหมู่ผู้บำเพ็ญธรรมดาที่นี่
ยกตัวอย่างเช่นเจ้าของหอการค้าหรือผู้นำของผู้บำเพ็ญธรรมดา
แม้สวี่หยางจะไม่รู้จักคนเหล่านี้ เขาก็สามารถบอกได้จากปราณว่าพวกเขาไม่ได้ต่ำต้อย ทุกคนต่างอยู่ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับแปด
“สหายเต๋าสวี่!”
กลุ่มคนภายในห้องพยักหน้าไปทางสวี่หยางด้วยท่าทางเป็นมิตร
มีคนจำนวนทั้งสิ้นสิบแปดคนนั่งอยู่รอบโต๊ะใหญ่
สวี่หยางทักทายทีละคน ไร้ท่าทีหยาบกระด้างหรือประจบประแจงจนเกินไป
“สหายเต๋าสวี่ เชิญนั่ง!”
เฉินหู่ยิ้มขณะปล่อยให้สวี่หยางนั่งข้างเขาเพื่อแสดงถึงความสำคัญกลาย ๆ
จากนั้น เขาแนะนำผู้บำเพ็ญทีละคน “สหายเต๋าสวี่ นี่คือรองผู้นำกลุ่มพวกข้า อวี๋ซื่อหลิน เขาได้บอกเล่าเรื่องราวของเจ้าให้ข้าฟังมานานแล้ว เขาบอกว่าเจ้าเป็นผู้ปลูกถ่ายวิญญาณระดับสองตั้งแต่อายุยังน้อย ทั้งยังมีกิจการใหญ่โต นับว่าน่าอิจฉานัก”
นี่เป็นการสรรเสริญที่หาได้ยาก
สำหรับคนนอก ผู้ปลูกถ่ายวิญญาณระดับสองไม่ได้แย่อะไร ซึ่งในหมู่พวกเขาก็มีอยู่ไม่น้อย
สวี่หยางมองไปทางอวี๋ซื่อหลิน
แม้ปราณการบำเพ็ญของคนผู้นี้จะธรรมดา แต่บรรยากาศทั่วร่างและแววตากลับลึกล้ำ มองเพียงปราดเดียวก็พอบอกได้ว่าอีกฝ่ายคล้ายกับอยู่ในตำแหน่งสูงมานานจนทำให้มีปราณเช่นนี้
‘ข้าเคยได้ยินมาว่ารองผู้นำสมาคมหู่เวยคือกุนซือของเฉินหู่ ซึ่งมีความสามารถทำนายอนาคต…’
สวี่หยางลอบครุ่นคิดเกี่ยวกับข้อมูลที่เคยได้รับมา

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ย่างก้าวสู่วิถีเซียน