เข้าสู่ระบบผ่าน

ย่างก้าวสู่วิถีเซียน นิยาย บท 150

บทที่ 150 ถูกควบคุมโดยกู่

“นี่มันตัวบ้าอะไรเนี่ย??”

สวี่หยางรู้สึกว่าหนอนชนิดนี้ไม่ธรรมดา

ประกอบกับสายตาแปลกประหลาดของอสูรแมวและสีหน้าใสซื่อของผู้บำเพ็ญมนุษย์ สวี่หยางก็พลันนึกถึงคำหนึ่งขึ้นมา

“ยึดร่าง!!”

แน่นอนว่ามันไม่ได้อุกอาจเท่ากับการยึดร่างจริง แต่มันคล้ายกับการควบคุมรูปแบบหนึ่งมากกว่า

ในโลกเซียนมีเคล็ดแปลกประหลาดนับไม่ถ้วน

ยึดร่าง เกิดและสร้างใหม่ เคล็ดร่างจำแลงและมหาวิชาย้ายวิญญาณล้วนได้รับการบันทึกไว้

เช่นนั้น การใช้หนอนไปอยู่อาศัยในร่างของผู้อื่นเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ในการควบคุมอีกฝ่ายก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้!!

“ดูท่าว่าศิษย์คนนี้กับอสูรแมวของเขาจะถูกควบคุมมานานแล้ว!”

สวี่หยางยิ่งกังวล เพราะมันเป็นไปไม่ได้ที่จะป้องกันอุบายเช่นนี้!

ลองนึกภาพดูว่าจะหาวิธีป้องกันไม่ให้คนใกล้ตัวถูกควบคุมได้อย่างไร?

เพราะแม้แต่คนที่ถูกควบคุมก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองโดนควบคุมไปแล้ว

ราวกับมีเสียงกำลังบอกเขาว่าทุกสิ่งที่ทำคือสิ่งที่อยากทำและเป็นความจริงทั้งสิ้น

หลังจากเก็บศพแล้ว สวี่หยางก็พบมุมหนึ่งก่อนจะทำการเปลี่ยนรูปลักษณ์แล้วสวมหน้ากาก

หลังจากนั้น เขาจึงกลับไปที่สำนักชิงหยาง

ตกดึก

สวี่หยางเรียกหวงเสี่ยวเหมยผ่านกระแสจิต

สิ่งหนึ่งที่มั่นใจในตอนนี้ก็คือหวงเสี่ยวเหมยกับหลินไห่ถังจะต้องไม่เคยถูกกู่โจมตีมาก่อนอย่างแน่นอน

เพราะพวกนางยังทำตัวปกติอยู่

หลินไห่ถังสามารถกลั่นโอสถได้อย่างอิสระ หากหวงเสี่ยวเหมยถูกควบคุม การลอบโจมตีของนางย่อมมีประสิทธิภาพมากกว่า

แต่ทุกอย่างยังคงปกติ ดังนั้นสวี่หยางจึงสรุปได้ว่าทั้งสองยังคงปลอดภัยดี

เมืองเซียนสำนักชิงหยาง

หญิงชราผู้หนึ่งเข้าสู่โรงเตี๊ยม นางเดินขึ้นไปชั้นบนก่อนจะเคาะประตู

สวี่หยางเปิดประตูขณะเหลือบมองหญิงชรา เขาพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะเปิดทางให้อีกฝ่ายเข้ามา

“สวี่หยาง มีเรื่องอะไรหรือ?” เมื่อหญิงชราปริปาก เสียงที่เปล่งออกมากลับเป็นของหวงเสี่ยวเหมย

ขณะเอ่ยคำ นางก็ถอดหน้ากากเผยให้เห็นรูปลักษณ์เดิม

สวี่หยางไม่เสียเวลาแต่อย่างใดขณะโยนศพสองร่างออกมา

“ศิษย์น้องอวี๋ อสูรแมวสามหาง”

หวงเสี่ยวเหมยเงยหน้าด้วยความตกตะลึง “สวี่หยาง เจ้าทำอะไรลงไป เหตุใดถึงฆ่าคนแบบนี้ ช่างโหดร้ายนัก หากเรื่องที่ฆ่าคนจากสำนักชิงหยางถูกแพร่งพรายออกไป เจ้าเตรียมเจอกับโชคร้ายได้เลย”

“เอาแบบนี้แล้วกัน ทิ้งศพเอาไว้แล้วข้าจะหาทางจัดการให้ จะว่าไป มีคนเห็นอื่นแล้วหรือยัง? ต้องฆ่าปิดปากให้หมด”

สวี่หยาง “…”

ยอดเยี่ยมมาก สวี่หยางรู้สึกหวาดกลัวคำพูดของหวงเสี่ยวเหมยขึ้นมาแวบหนึ่ง

หวงเสี่ยวเหมยที่ดูธรรมดาแต่กลับอาจหาญถึงเพียงนี้!

หลังจากผ่านไปพักใหญ่ สวี่หยางก็พยักหน้า “ไม่ต้องห่วง ข้าจะอธิบายเหตุและผลให้ฟังเอง”

สวี่หยางเอ่ยเล่าโดยสังเขป แล้วในท้ายที่สุดก็นำศพของหนอนสีขาวสองตัวออกมาใส่ขวดหยกตามลำดับ

“นี่…”

เมื่อเห็นหนอนดังกล่าว สีหน้าของหวงเสี่ยวเหมยก็จริงจังขณะประสานมือที่หน้าอกแล้วเอ่ยคำ “หมายความว่าหนอนตัวนี้สามารถควบคุมผู้คนได้สินะ”

“ใช่ เจ้าพวกนี้คือกู่ แต่น่าจะต้องบอกว่ามันเปลี่ยนการรับรู้ของผู้คนเพื่อควบคุมมากกว่า! คนที่ถูกควบคุมจะคิดว่าสิ่งที่ทำนั้นถูกต้อง และสามารถบิดเบือนความทรงจำ ในตอนนั้นเขาบอกว่าได้รับคำสั่งจากเจ้าเพื่อมาส่งจดหมายให้ข้า แต่ในจดหมายมีกู่อยู่ข้างใน! ภายหลังข้าพบว่าศิษย์ผู้นี้ลืมเกี่ยวกับกู่และคิดว่าเขากำลังส่งจดหมายให้ข้าจริง ๆ”

ระหว่างเล่า สวี่หยางยังคงจับจ้องหวงเสี่ยวเหมย

ดวงตาของนางกระจ่างชัด สีหน้าจริงจัง เห็นได้ชัดว่านางไม่ได้รับผลกระทบอะไร

เมื่อได้ยินสวี่หยางพูดเช่นนั้น หวงเสี่ยวเหมยก็รู้สึกถึงความยุ่งยาก

“สวี่หยาง เจ้าคิดว่ามีคนในสำนักถูกกู่ควบคุมหรือไม่?”

“เป็นไปได้มาก!”

หวงเสี่ยวเหมยนวดขมับ “เหตุใดผู้บงการถึงอยากจัดการกับเจ้า?”

“ข้าไม่รู้ เขาอาจจะคิดว่าการควบคุมข้าที่สร้างรากฐานสำเร็จจะเป็นประโยชน์หรืออาจจะคิดว่าข้ามีสมบัติล้ำค่าอยู่กับตัวก็ได้”

สวี่หยางคาดเดา

“น่าเสียดายที่ไม่มีทางรู้ได้เลยว่าใครมีกู่อยู่ในสมองบ้าง”

หวงเสี่ยวเหมยพึมพำ

เนื่องจากกู่จะอยู่ในภวังค์จิต หากไม่เชื่อใจกันมากพอ ใครจะปล่อยให้คนแปลกหน้าตรวจสอบกันเล่า?

ถึงอย่างไรภวังค์จิตก็เป็นสถานที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้บำเพ็ญมนุษย์ อีกทั้งยังเปราะบางมาก

หากประมาทเพียงเล็กน้อย ภวังค์จิตก็จะถูกโจมตี มันสามารถทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส ขอบเขตพลังล่มสลายหรือถึงขั้นกลายเป็นคนวิปลาส!

ทันใดนั้น หวงเสี่ยวเหมยก็ขมวดคิ้วพลางเอ่ยอย่างเป็นกังวล “สวี่หยาง ข้ามีเรื่องจะรบกวนเจ้าหน่อย”

“ว่ามาได้เลย”

“ตรวจสอบภวังค์จิตของข้าที”

“ว่าอะไรนะ?”

สวี่หยางตัวแข็งทื่อ

“สวี่หยาง ข้าเชื่อใจเจ้า หากไม่ตรวจสอบข้าคงไม่อาจสงบใจได้เลย”

สิ้นคำ หวงเสี่ยวเหมยก็ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้อย่างสง่างาม จากนั้นยืดอก “เอาเลย”

สวี่หยางสงบสติก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อย “เอาละ หวงเสี่ยวเหมย ขออภัยที่เสียมารยาท”

สิ้นคำ เขาก็วางมือบนหน้าผากของหวงเสี่ยวเหมยขณะถ่ายทอดพลังวิญญาณพฤกษาส่วนหนึ่งเข้าไปล้อมรอบภวังค์จิตของนาง จากนั้นจึงเริ่มตรวจสอบ

“อึ้ก!”

ในตอนนี้ หวงเสี่ยวเหมยส่งเสียงครวญคราง สัมผัสได้ถึงบางสิ่งล่วงล้ำเข้าสู่จิตใจ มันทำให้นางอยากผลักไสพลังของสวี่หยางออกไปตามสัญชาตญาณ

โชคดีที่นางฝืนทนได้

“สะอาดมาก ไม่มีอะไรผิดปกติ”

สวี่หยางดึงพลังกลับ พลางเอ่ยอย่างโล่งใจ

“โล่งอกไปที”

“แล้วจะทำอย่างไรกับศพพวกนี้ต่อดี? เจ้าควรไปคุยกับอาจารย์หรือไม่?”

“ได้ ข้าจะหาโอกาสไปคุยทีหลัง แต่ต้องแน่ใจก่อนว่าอาจารย์ของข้าไม่อยู่ภายใต้การควบคุม”

ระหว่างทางกลับ สวี่หยางติดต่อหาหลินหวั่นชิงเพื่อบอกว่าแจ้งการกลับมาของตน

ห้องโถงใหญ่ตระกูลหลิน

กลุ่มคนจากตระกูลหลินกำลังสนทนาเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ หลังจากหลินหวั่นชิงได้รับข้อความจากสวี่หยาง ดวงตาของนางก็ทอประกายก่อนจะรีบตอบกลับ “เข้าใจแล้ว ข้าอยู่ที่ห้องโถงใหญ่เพื่อหารือกับตระกูล เจอกันตอนเย็น! ว่าแต่ เจ้าสร้างรากฐานแล้วหรือ?”

“สร้างรากฐานสำเร็จแล้ว”

คำตอบนี้ทำให้หลินหวั่นชิงคลี่ยิ้ม

“หวั่นชิง เมื่อไม่นานมานี้ผู้บำเพ็ญมนุษย์ตระกูลลู่เริ่มเคลื่อนไหวแล้ว พวกเขามีท่าทีจะโจมตีที่มั่นบางส่วนของพวกเรา เจ้าคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้?”

ในตอนนี้ ผู้อาสวุโสใหญ่หลินเวยเห็นหลินหวั่นชิงยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เขาจึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงลุ่มลึก

“เอ่อ…”

ก่อนที่หลินหวั่นชิงจะได้พูดอะไร หลินเวยก็เปลี่ยนเรื่อง “ในช่วงเวลาวิกฤตเช่นนี้ ข้าหวังว่าเจ้าจะจริงจังให้มากขึ้น แม้เจ้าจะไม่ใช่ผู้มีคุณสมบัติในตระกูลอีกแล้ว แต่ก็ยังถือเป็นสมาชิกของตระกูลหลิน! ให้ความสนใจกับตัวตนของเจ้าเสียบ้าง”

‘ตาเฒ่านี่แซะข้าอีกแล้ว’

หลินหวั่นชิงฮึดฮัดอยู่ในใจก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ตอนนี้ข้าอารมณ์ดี เพราะงั้นข้ายินดีที่จะให้ความสนใจ”

“แล้วเจ้ามีวิธีจัดการกับตระกูลลู่หรือไม่?” ผู้อาวุโสเอ่ยถาม

“ผู้นำตระกูลลู่ในตอนนี้คือผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตาน พวกเราไม่มีทางเทียบเขาได้อย่างแน่นอน ดังนั้นจึงเหลือแค่ลดแนวป้องกันชั่วคราวเท่านั้น!”

“เหอะ นั่นคือวิธีของเจ้าหรือ?”

หลินเวยเอ่ยอย่างเหยียดหยัน

“ยามเผชิญหน้ากับผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตาน พวกเราจะทำอะไรได้? ยอมเสียผลประโยชน์บางส่วนแลกกับรักษาชีวิตไม่ดีกว่าหรือ” หลินหวั่นชิงกล่าว

ตระกูลหลินหารือมาครึ่งค่อนวัน แต่ก็ไม่ได้ข้อสรุป

หลินหวั่นชิงยกยิ้ม นางรู้อยู่แล้วว่ามันจะเป็นแบบนี้ เสียเวลายิ่งนัก

นางจงใจไม่เอ่ยถึงขอบเขตของสวี่หยาง นั่นเพราะหลินเวยยังมีชีวิตอยู่

หากรู้ว่าสวี่หยางสร้างรากฐานได้แล้ว ภายภาคหน้าเขาต้องวิตกกังวลอย่างแน่นอน

ยิ่งกว่านั้น ตอนนี้อาจมีสงครามกับตระกูลลู่ก็เป็นได้

ดังคำกล่าวที่ว่ายิ่งมีความสามารถก็ยิ่งมากความรับผิดชอบ หากมีคนรู้ถึงพละกำลังของสวี่หยาง เขาอาจถูกส่งไปปฏิบัติภารกิจอันตรายก็เป็นได้!

ด้วยเหตุนี้ นางจึงเลือกเก็บเรื่องนี้ไว้ให้ลึกที่สุด

ถึงอย่างไร หลินหวั่นชิงก็แยกจากตระกูลมานานจนไม่รู้สึกถึงสายสัมพันธ์อีกต่อไป

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อผู้นำตระกูลหลินอีหลุนปลดนางจากตำแหน่งผู้สืบทอดเพราะสวี่หยาง ความรู้สึกในใจนางก็ยิ่งต่ำลง

สวี่หยางก้าวเข้าสู่เกาะหงเยี่ย พลางสูดอากาศเข้าปอดเฮือกใหญ่

ในที่สุดก็ได้กลับมาแล้ว

ปราณของเขายังคงเป็นขอบเขตกลั่นลมปราณระดับเก้า

“สหายเต๋าสวี่กลับมาแล้ว”

“สหายเต๋าสวี่ไปไหนมาหรือ?”

สวี่หยางยิ้มขณะทักทายเพื่อนบ้าน จากนั้นตอบไปว่าเขาไปคุยเรื่องธุรกิจมา

“สหายเต๋าสวี่ มีข่าวลือว่าผู้บำเพ็ญเซียนแห่งตระกูลลู่อาจจะกำลังมา ตอนนี้ผู้คนเริ่มคิดย้ายออกกันแล้ว”

“สหายเต๋าสวี่ เจ้าคิดเห็นเช่นไร?”

ลวี่โส่วอี้ เถ้าแก่โรงเตี๊ยมด้านข้างคว้าตัวสวี่หยางมาสอบถาม

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ย่างก้าวสู่วิถีเซียน