เมื่อศิษย์พี่ศิษย์น้องมาพบหน้ากัน หาได้มีความอบอุ่นเหมือนเช่นเดิมอีกต่อไปไม่
เฉียวม่อเอ่ยถามทั้ง ๆ ที่รู้เป็นอย่างดีอยู่แล้วว่า
“ฮองเฮาเอ่ยเรียกตัวหม่อมฉันเข้าวังมาด้วยเรื่องอันใดกันหรือเพคะ?”
ภายในตำหนักที่มีเพียงคนสองคนเท่านั้น เฟิ่งจิ่วเหยียนจึงเอ่ยออกมาอย่างตรงไปตรงมาว่า
“เรื่องราวในวันนี้ เป็นฝีมือของเจ้าใช่หรือไม่?”
ใบหน้าเฉียวม่อที่ดูไร้เดียงสา “ฮองเฮาว่าอย่างไรนะเพคะ?”
ทันทีที่เฉียวม่อพูดจบ ฝ่ามืออันรุนแรงของนางก็พุ่งโจมตีไปที่หน้าอกของเฉียวม่อในทันที...
ผลัวะ
เฉียวม่อที่ถูกโจมตีนั้น ทั่วร่างของนางกระเด็นออกไปไหล แผ่นหลังของนางพุ่งไปชนกับเสากลมในทันที พร้อมทั้งคิ้วที่ขมวดเป็นปมไปด้วยความเจ็บปวด
ทว่า เมื่อได้เห็นท่าทีศิษย์พี่กำลังโกรธเกรี้ยวนั้น นางจึงหัวเราะออกมา
“ศิษย์พี่ เป็นท่านที่ทำร้ายข้าก่อน
“เป็นท่านที่เอาแต่กัดข้าไม่ปล่อย ทั้งยังจับตัวคนของข้าไป
“เช่นนี้ ข้าเพียงแต่ขอให้ท่านรับรู้เอาไว้ว่า ข้าหาใช่ลูกพลับนิ่มไม่… เรื่องราวในวันนี้ เป็นเพียงคำเตือนเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น
“หากว่าท่านยังมิคิดคืนคนของข้ามาละก็ ในคราหน้าข้ามิรับประกัน ว่าจักทำอะไรกับคนของตระกูลเฟิ่งอีก
“ว่ากันตามตรง ข้าเองก็อยากจะรู้นัก หากว่าพวกนางได้พบเจอประสบการณ์เช่นเดียวกันกับเฟิ่งเวยเฉียงแล้ว ฮูหยินเฟิ่งและพี่สะใภ้ของท่านผู้นั้น จักแข็งแกร่งบ้างหรือไม่”
วาจาของเฉียวม่อเต็มไปด้วยความยั่วยุ
นางพูดจริงทำจริง
สายตาของเฟิ่งจิ่วเหยียนเต็มไปด้วยความเย็นชา
เมื่อมองดูคนบ้าที่อยู่ตรงหน้านั้น แววตาของนางเต็มไปด้วยความโหดร้าย
“คนของเจ้า ข้าทำการสังหารไปหมดแล้ว”
ใบหน้าของเฉียวม่อพลันมืดครึ้มลงไปในทันที พลางส่งเสียงเยาะเย้ยออกมาว่า
“ศิษย์พี่ ท่านคิดว่า ข้ามีคนใช้งานในมือของตนเองเพียงแค่สามคนงั้นหรือ? ท่านจักดูถูกข้าไปหน่อยกระมัง”
แววตาที่เฉียบคมพลันปรากฏขึ้นในนัยน์ตาของเฟิ่งจิ่วเหยียนในทันที
เฉียวม่อจึงเอ่ยขึ้นมาอีกว่า
“ถึงแม้ท่านจักทำการสังหารสามคนนั้นไป เรื่องที่ท่านแต่งเข้ามาแทนผู้อื่นนั้น ข้ารับใช้ในมือของข้ายังมีคนรู้เรื่องนี้อีกมาก นอกเสียจากว่า ศิษย์พี่จะตามหาพวกเขาออกมาให้หมด มิเช่นนั้นก็คงมิอาจปิดบังความลับนี้เอาไว้ได้
“ท่านคิดว่าตนเองกำจัดผู้ช่วยของข้าไปแล้ว แท้จริงแล้วข้ายังมีคนอื่นอีกมาก…”
เฟิ่งจิ่วเหยียนมองดูเฉียวม่อด้วยท่าทีเย็นชา
“ที่เจ้าเอ่ยถึงผู้ช่วยนั้น หมายถึงสิ่งเหล่านี้นะหรือ?”
ยามที่พูดอยู่นั้น เฟิ่งจิ่วเหยียนจึงหยิบจดหมายออกมาหนึ่งปึก
เมื่อเห็นภาพที่อยู่ตรงหน้า สีหน้าของเฉียวม่อจึงเปลี่ยนไปในทันที
เมื่อครู่ยังเอ่ยเจื้อยแจ้ว กล่าวออกมาอย่างเป็นเหตุเป็นผล ทั้งยังเต็มไปด้วยความน่าเชื่อถือยิ่งนัก ในยามนี้กลับแสดงท่าทีตกตะลึงออกมา
ศิษย์พี่เจอจดหมายพวกนี้ได้อย่างไร!
เพียงชั่วพริบตาเดียว จดหมายเหล่านั้นพลันกลายเป็นผุยผงภายในมือของเฟิ่งจิ่วเหยียนไปในทันที
“ไม่!” เฉียวม่อร้องตะโกนออกมาโดยไม่รู้ตัว ทั้งพยายามจะเข้ามาห้ามปราม
ทว่า ทุกอย่างมันสายเกินไปแล้ว
น้ำเสียงของเฟิ่งจิ่วเหยียนพลันเต็มไปด้วยความเย็นชา ทำให้ผู้คนที่ได้ยินราวกับกำลังตกลงไปอยู่ในสระน้ำเย็น ๆ
“ไม่ว่าผู้ช่วยของเจ้าจักมีมากเพียงใด หากต้องการพิสูจน์ความจริงในเรื่องนี้ อย่างไรย่อมต้องมีหลักฐาน
“เฉียวม่อ เป็นเพราะข้าเชื่อใจเจ้า จึงมิคิดเฝ้าระวังเจ้าเลยแม้แต่นิด หากแต่เจ้ากลับลอบขโมยจดหมายของข้าและเวยเฉียงที่ส่งติดต่อหากัน เพื่อเป็นช่องทางในการนำมาข่มขู่ข้า
“ข้าจักบอกเจ้าตามตรง คนของเจ้าทั้งสามคนนั้น ข้าสังหารไปเพียงหนึ่งเท่านั้น
“อีกสองคนนั้น ข้าเลี้ยงดูปูเสื่อเป็นอย่างดี ทว่า บังเอิญยิ่งนัก เมื่อคืนวานนี้มีหนึ่งคนที่ทนต่อความทรมานไม่ไหว”
เฉียวม่อพลันกัดฟันจนมีเสียงดังออกมา
นางมิยอมล่าถอยไปเช่นนี้แน่ ยังคงปากแข็งเอ่ยออกมาอีกว่า
“ศิษย์พี่ ท่านรู้ได้อย่างไร ว่าข้ามิได้แยกหลักฐานเหล่านั้นส่งให้กับผู้อื่น…”
สายตาที่เจือไปด้วยความเย็นชาและความเฉียบคมของของเฟิ่งจิ่วเหยียนนั้น
“หากเจ้ามีคนเอาไว้ใช้การมากมายจริง ๆ เจ้าก็คงมิใช้พิษคอยควบคุมคนชั่วร้ายทั้งสามคนเอาไว้ เฉียวม่อ ในมือของเจ้า มิได้มีคนที่สามารถยอมถวายชีวิตให้กับเจ้าอีกแล้ว”
อีกทั้งเมิ่งเฉียวม่อมีเหตุผลอันใดที่จะต้องมาลอบสังหารฮองเฮาด้วย?
เมื่อเข้ามาถึงตำหนักหย่งเหอนั้น ยามที่เห็นบาดแผลที่อยู่บนแขนของเฟิ่งจิ่วเหยียนแล้ว ภายในใจของเซียวอวี้พลันรู้สึกได้ถึงอารมณ์แปลก ๆ ในทันที
บาดแผลมีความลึกมาก ทำให้ยังเปิดให้เห็นเนื้อที่อยู่ด้านอีก ทำเอาผู้ที่ได้พบเห็นย่อมรู้สึกตกใจ
เฉียวม่อที่ถูกทหารองครักษ์ควบคุมตัวเอาไว้ด้านนอกตำหนักนั้น เมื่อเห็นฝ่าบาทเสด็จมา ราวกับเห็นหนทางรอด
ทว่า เมื่อครู่ฝ่าบาทหาได้เหลือบมองนางไม่ พลางรีบก้าวเท้าเข้าไปด้านในตำหนักอย่างรวดเร็ว
เฉียวม่อในยามนี้จึงได้แต่ส่งเสียงร้องตะโกนออกมา
“ฝ่าบาทเพคะ กระหม่อมเป็นผู้บริสุทธิ์เพคะ! เป็นฮองเฮาที่ทำร้ายตนเองเพคะ!”
ด้านในตำหนักนั้น เฟิ่งจิ่วเหยียนกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ พร้อมทั้งมีหมอหลวงที่โค้งกายทำแผลให้กับนาง
เซียวอวี้ยืนอยู่ตรงหน้าของนาง ด้วยใบหน้าที่เจือไปด้วยความเย็นชา
“เรื่องเกิดขึ้นได้อย่างไร?”
เซียวอวี้ได้ยินเสียงตะโกนของเฉียวม่ออย่างชัดเจน ทว่า เขาต้องการให้เฟิ่งจิ่วเหยียนเอ่ยออกมา
น้ำเสียงของเฟิ่งจิ่วเหยียนเต็มไปด้วยความสงบนิ่ง
“เมื่อนางรู้ว่าเป็นเพราะหม่อมฉันทำให้นางถูกโยกย้ายมาที่เมืองหลวงนั้น จึงเกิดอาละวาดขึ้นมาเพคะ ทั้งยังตอบแทนพระคุณของหม่อมฉันด้วยความแค้นเช่นนี้อีก”
คิ้วของเซียวอวี้ขมวดเข้าหากันเป็นปมไปในทันที สายตาพลันมีเปลวเพลิงลุกโชนอยู่ในนั้น
มิรู้ว่าความโกรธมเกรี้ยวมาจากที่ใด
หลังจากที่รั้งรอจนหมอหลวงพันแผลเสร็จ เซียวอวี้ก็สั่งให้เหลียนซวงและหมองหลวงถอยกายจากไป
เมื่อมิมีบุคคลที่สามอยู่ในเหตุการณ์แล้วนั้น เซียวอวี้จึงเอ่ยถามขึ้นมาอีกว่า
“เป็นเรื่องจริงงั้นหรือ?
“อาการบาดเจ็บของเจ้า เป็นนางที่แทงใช่หรือไม่?”
ฮ่องเต้นึกสงสัยมากมาย
เฟิ่งจิ่วเหยียนจึงเงยหน้าขึ้นไปสบตาเขา พร้อมพยักหน้าลง
“เพคะ”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: แม่ทัพหญิงปราบพยศฮ่องเต้ร้าย
สนกมากค่ะ...
ขึ้นแต่โฆษณาบัง ออกไม่ได้ ต้องทำยังไงคะ...
มีเหรียญอยู่ 1000 เหรียญ แต่ปลดล็อกตอนไม่ได้ค่ะ ช่วยบอกวิธีแก้ไขด้วยค่ะ...
ช่วยแกปัญหาให้ด้วยค่ะ...
ปลดล็อกตอนไม่ได้ค้ะ...
แก้ปัญหาด้วยค่ะ...
มีเหรียญแต่ปลดล็อกตอนไม่ได้ค่ะ...
ปลดล็อกไม่ได้ค่ะ...
ปลดล็อกตอนไม่ได้ค่ะ...
ปลดล็อกตอนไม่ได้ค่ะ ช่วยบอกวิธีแก้ปัญหาให้ด้วยค่ะ...