เข้าสู่ระบบผ่าน

แม่ทัพหญิงปราบพยศฮ่องเต้ร้าย นิยาย บท 446

เซียวอวี้ที่เกือบจะเดินไปถึงประตูหน้าตำหนักแล้วนั้น พลันได้ยินเฟิ่งจิ่วเหยียนเอ่ยเรียกเขาขึ้นมา

“กษัตริย์ของแผ่นดินควรจักมีความใจเย็นและควบคุมสติอารมณ์ของตนเอง ยามนี้ท่านกำลังทำอันใดอยู่กัน?”

เมื่อเซียวอวี้หันกายกลับมานั้น พลันเห็นเฟิ่งจิ่วเหยียนยกฉากกั้นขึ้นมาแล้ว

ฉากกั้นที่หนักเช่นนั้น นางกลับ “ยก” มันขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย

เซียวอวี้จึงเอ่ยเยาะเย้ยออกมาด้วยความเย็นชา

“หากเรายังไม่ใจเย็นพอ นั่นก็เป็นเพราะถูกความเย็นชาของเจ้าบีบบังคับมัน”

ผู้ใดจักทนความเฉยเมยของนางได้กัน?

เฟิ่งจิ่วเหยียนมองดูเขาด้วยท่าทีสงบนิ่ง

“หากว่าข้าเอ่ยคำโกหกออกไป ท่านจักชอบฟังมันเช่นนั้นหรือ?”

เซียวอวี้พลันตวาดออกมาด้วยท่าทีไม่สบอารมณ์

“ใช่ เราชอบฟังเรื่องโกหก!”

“ได้ ข้าสนใจเรื่องนั้นเป็นอย่างมาก หากท่านไปโปรดปรานมู่หรงฉานแล้วไซร้ ข้าจะรู้สึกเจ็บปวดใจยิ่งนัก”

เฟิ่งจิ่วเหยียนเอ่ยคำพูดเหล่านี้ออกมาด้วยใบหน้าไร้อารมณ์

นางตั้งใจที่จะทำให้เขารู้ว่า คำโกหกนั้นหาได้ฟังดูดีเสมอไปไม่

เป้าหมายที่สำคัญที่สุดคือการทำให้เขาใจเย็นลง แล้วมานั่งหารือเรื่องจักทำเช่นไรถึงจะจัดการจับตัวผู้วางยาพิษให้ได้ไวที่สุด

เซียวอวี้ชะงักไปครู่หนึ่ง พลางเอ่ยเยาะเย้ยออกมาด้วยใบหน้าที่เย็นยะเยือกว่า

“หากคำโกหกที่เอ่ยออกมาลอยลมเช่นนั้น มิสู้มิต้องเอ่ยออกมาจักดีกว่า”

เขารู้ดีว่าคนเช่นนาง หากมิได้นึกสนใจเขาแล้ว ย่อมมิอาจเอ่ยคำหวานหูและซาบซึ้งออกมาได้อย่างแน่นอน

เป็นเขาที่เรียกร้องมากเกินไป

เมื่อคิดได้เช่นนี้ ภายในใจของเซียวอวี้ก็รู้สึกโล่งยิ่งนัก ทั้งยังทำให้เขาใจเย็นลงอีกด้วย

จู่ ๆ ก็ได้ยินเฟิ่งจิ่วเหยียนพูดขึ้นมาอีกว่า: “แท้จริงแล้วท่านมิจำเป็นต้องมาอธิบายเรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ ข้าเชื่อว่าท่านจะมิถูกผู้อื่นบังคับใจตนเองให้กระทำเรื่องในสิ่งที่ท่านมิต้องการจะทำ”

เซียวอวี้ขมวดคิ้วเป็นปม

“นี่เป็นเรื่องจริงหรือคำโกหก?”

“ความจริง”

หมอกควันมืดครึ้มระหว่างคิ้วของเซียวอวี้พลันอันตรธานหายไปในทันที

แม้ว่ามุมปากของเขาจะยังตึงอยู่ แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่อยากจะยกโค้งขึ้นมา

“เช่นนั้นเจ้าก็ควรเอ่ยออกมาตั้งนานแล้ว ที่แท้เจ้าก็เชื่อใจเรามากถึงเพียงนี้”

เฟิ่งจิ่วเหยียนถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ราวกับว่า ในที่สุดนางก็สามารถเกลี้ยกล่อมเด็กน้อยที่อารมณ์ร้ายออกมาได้สำเร็จ

ยามที่อยู่กับต้วนไหวซวี่นั้น นางหาได้ต้องเปลืองแรงเช่นนี้ไม่

เป็นเพราะอารมณ์ของเซียวอวี้มั่นคงอยู่ตลอดเวลา ส่วนใหญ่เป็นนางที่เป็นคนถูกเกลี้ยกล่อมแทน

“เช่นนั้นแล้ว ฝ่าบาทจักสามารถมาหารือเรื่องของเราได้หรือยังเพคะ?”

“หากเป็นเช่นนี้ สาวใช้ที่มีความคิดลึกซึ้งเก็บงำเรื่องราวเอาไว้ ย่อมมิอาจเก็บไว้ได้”

ท่าทางดูโง่ ๆ ซื่อ ๆ กลับเก็บงำชาติกำเนิดของตนเอาไว้อย่างแนบเนียน

เฟิ่งจิ่วเหยียนส่ายหัวไปมา

“นางมิได้ตั้งใจที่จะเก็บเป็นความลับเพคะ

“ยามที่ตระกูลเฉินถูกสั่งประหารชีวิตในปีนั้น หาใช่การลงโทษอย่างโจ่งแจ้งไม่

“ในวันนั้น ทหารรักษาพระองค์ล้อมเอาไว้ทั้งสี่ทิศ ทั่วทั้งตระกูลเฉินกลายเป็น ‘ลานประหาร’ เหลียนซวงที่พบเจอเหตุการณ์ระทึกขวัญด้วยตาของตนเอง ย่อมเลือกที่จะพยายามลบลืมความทรงจำเหล่านั้นไป

“ความทรงจำของนางจึงเริ่มขึ้นยามที่เป็นนางกำนัลภายในวัง หาได้จดจำผู้คนในตระกูลเฉินได้ไม่”

เซียวอวี้เองก็ยังจดจำราชครูเฉินผู้นั้นได้

ชายชราผู้นี้มีนิสัยหัวโบราณ ทว่า กลับเอาใจใส่บ้านเมืองและราษฎรยิ่งนัก ยามที่เขาสอนสั่งเหล่าองค์ชายทั้งหลายนั้น เมื่ออ่านถึงบทกวีฉู่ฉือเมื่อใดนั้น เขามักจะมีน้ำตาไหลออกมาอยู่เสมอ...

ในเมื่อเรื่องในอดีตได้ผ่านไปแล้ว เซียวอวี้ก็มิอยากรื้อฟื้นอีกต่อไป

เขาเพียงเอ่ยถามว่า “ในเมื่อนางสูญเสียความทรงจำไปแล้ว เช่นนั้นจักทำอย่างไรให้นางจำขึ้นมาได้เล่า?”

เฟิ่งจิ่วเหยียนกล่าวออกมาด้วยความมั่นใจ

“มีวิธีเพคะ”

แต่สิ่งที่นางเป็นกังวลมากที่สุดก็คือ เหลียนซวงจักให้ความร่วมมือหรือไม่

ถึงอย่างไร การรื้อฟื้นความทรงจำที่น่าเจ็บปวดเหล่านั้น ก็ถือเป็นการทรมานนางด้วยเช่นกัน

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: แม่ทัพหญิงปราบพยศฮ่องเต้ร้าย