“บุตรสาวของจู้กั๋วกง แสดงว่าเป็นองค์หญิงน้อย ลูกพี่ลูกน้องของฮ่องเต้องค์ปัจจุบันน่ะสิ?!” ฝานจิ้นตกตะลึง
ชาวยุทธภพ ไม่ชอบทุกเรื่องในราชสำนัก โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวพันกับราชวงศ์
หากองค์หญิงน้อยเป็นอะไรไปในถิ่นของพวกเขา ก็คงกลายเป็นเรื่องยุ่งยาก
คนอื่น ๆ ค่อนข้างสงสัย
“รองผู้นำพันธมิตร นางบอกเองกับปากหรือ?”
“ข้าเดาเอา” เฟิ่งจิ่วเหยียนพูดตามตรง
“เช่นนั้นท่านดูออกได้อย่างไร?”
ในตอนนี้เอง ตงฟางซื่อก็เอ่ยปากพูดขึ้นมา
“เสื้อผ้าอาภรณ์ของเด็กคนนั้นดูธรรมดาก็จริง แต่ลืมเปลี่ยนมาใส่รองเท้าธรรมดา
“ผ้ากำมะหยี่ ปักด้วยไหมฝูกวง ล้วนเป็นของพระราชทานในราชวงศ์
“เท้าของเด็กคนนั้นโตเร็ว แถมยังมีลีลาเช่นนี้ ก็คงต้องเป็นองค์หญิงน้อยแห่งจวนจู้กั๋วกงแล้วล่ะ”
เขาพูดจบ จากนั้นก็หันไปมองเฟิ่งจิ่วเหยียน ใช้สายตาถามว่าตัวเองพูดถูกหรือไม่
เฟิ่งจิ่วเหยียนพยักหน้าแทนคำตอบ
นางไม่ได้กล่าวสิ่งหนึ่ง จริง ๆ แล้ววินาทีแรกที่เจอองค์หญิงน้อย ก็รู้สึกว่าหน้าตาของนางกับเซียวอวี้ดูคล้ายคลึงกันอยู่บ้าง
ฝานจิ้นเสนอตัวเป็นอาสาสมัคร
“ข้าจะไปส่งนางเอง! ฝีเท้าข้าเร็ว แถมแรงเยอะ สามารถแบกนางวิ่งได้”
ตงฟางซื่อไม่เลือกคน
“เช่นนั้นก็เอาตามนี้ ให้เหล่าฝานไป ส่วนซูฮ่วนอยู่ที่นี่ต่อ เพื่อปรึกษาหารือแผนการกำจัดศัตรู
“แต่พูดก็พูดเถอะ ไม่ต้องใช้คำคมปลุกใจสักประโยคจริง ๆ หรือ? ข้าอุตส่าห์คิดไว้เชียวนะ สังหารมารคุ้มกันมังกร เป็นเกียรติยกย่องแด่ชาวเรา พายุก่อเกิดหมู่เมฆตั้งเค้า พันธมิตรอู่หลินชาวเรา…”
เฟิ่งจิ่วเหยียน:...
นางคว้าผ้าเช็ดโต๊ะที่วางอยู่ข้าง ๆ ขึ้นมาปาใส่ปากของตงฟางซื่อ
ต่อมานางก็ตีหน้าบูดบึ้งจนหน้าผากเป็นเส้น ย้ำเตือนเสียงเข้มว่า
“ข้าบอกแล้วไง ว่าไม่ต้อง”
แค่ท่องสัญญาณลับหน้าทางเข้า ก็นับว่าเป็นขีดความอดทนของนางสุด ๆ แล้ว
ตงฟางซื่อเหมือนจะน้อยใจ “คำคมนี้ไม่ดีหรือ?”
ทุกคนต่างทยอยหลบตาเขา มองไปยังทิศทางอื่นอย่างหลุกหลิก
ดีหรือไม่ดี ผู้นำพันธมิตรไม่รู้ตัวจริงหรือ?
แค่สัญญาณลับที่ต้องท่องหน้าทางเข้าหมู่บ้าน พวกเขาก็อดทนกับมันมาหลายปีแล้ว!
……
เซี่ยวเซี่ยวติดเฟิ่งจิ่วเหยียนมาก ตอนฝานจิ้นบอกจะไปส่งนางที่เมืองหลวง นางกลับต่อต้านอย่างรุนแรง
“ไม่เอา ข้าไม่ไปกับเจ้า! ข้าจะอยู่กับพี่ชายใหญ่!”
นางกอดย่ามสีชมพูไว้แน่นพร้อมร้องไห้ออกมา จากนั้นก็วิ่งเข้ามาในบ้าน มองมาทางเฟิ่งจิ่วเหยียนด้วยน้ำตาไหลอาบหน้า
“พี่ชาย เจ้าจะทิ้งข้าหรือ? เจ้าจะขายข้าอีกใช่ไหม?”
ทุกคนที่กำลังปรึกษากันพลันเงียบกริบ
เฟิ่งจิ่วเหยียนจูงมือนางออกมาข้างนอก พูดอย่างมีเหตุผลว่า
“ข้ามีเรื่องต้องจัดการ ไม่สามารถไปส่งเจ้าที่เมืองหลวงได้…”
“ส่งจดหมายไปหาฮ่องเต้ก่อน บอกเขาว่า องค์หญิงปลอดภัยดี”
“รับทราบ!”
ด้วยเหตุนี้ องค์หญิงน้อยจึงได้อยู่ในพันธมิตรอู่หลินต่อ
หลายวันต่อมา
ตงฟางซื่อกลับมาจากข้างนอก สีหน้าดูหนักอึ้ง
“กองทัพกบฏเมืองเซวียนปิดประตูเมือง ห้ามให้ประชาชนเข้าออก อีกอย่างหัวหน้ากบฏยังยื่นคำขาด ให้ฝ่าบาทเสด็จไปที่เมืองเซวียน ถึงจะยอมปล่อยประชาชนในเมืองไป มิเช่นนั้นจะทำการสังหารหมู่ทิ้งทั้งเมือง”
แววตาของเฟิ่งจิ่วเหยียนเย็นเหยียบ
“ทางราชสำนักได้ตอบกลับหรือไม่?” นางถาม
ตงฟางซื่อหยิบสารลับฉบับหนึ่งออกมา
“เพื่อไม่ให้กองทัพกบฏเคลื่อนไหว เบื้องหน้าทางราชสำนักได้มีการตอบรับไปแล้ว และอยากให้พวกเราชาวพันธมิตรอู่หลินลงแรงช่วยอยู่เบื้องหลัง คอยคุ้มกันความปลอดภัยให้ฝ่าบาท”
สิ่งที่ราชสำนักเล็งเห็น คือการที่พันธมิตรอู่หลินมีหน่วยสอดแนมคอยเป็นหูเป็นตากระจายอยู่ทุกสารทิศ เมื่อเข้าไปในเมืองเซวียนก็จะมีคนข้างในคอยส่งข่าวออกมาข้างนอก
เฟิ่งจิ่วเหยียนขมวดคิ้วฉับ
“ฝ่ายบาทตัดสินใจไปที่เมืองเซวียนหรือไม่”
ตงฟางซื่อพยักหน้าอย่างระมัดระวัง “น่าจะเป็นเช่นนี้ มิเช่นนั้นคงไม่ให้พวกเราเตรียมการหรอก”
เฟิ่งจิ่วเหยียนขบคิดอยู่ครู่ใหญ่ จากนั้นก็กล่าวอย่างแน่วแน่
“ถึงจะมีกองกำลังจากพันธมิตรอู่หลินคอยคุ้มกันอย่างลับ ๆ แต่ฝ่าบาทก็ไม่ควรต้องมาเสี่ยงเช่นนี้
“ข้าว่า ให้ข้าปลอมตัวเป็นฮ่องเต้ เข้าไปในเมืองเซวียนแทนเขา น่าจะปลอดภัยมากกว่า”
ตงฟางซื่อได้ยินเช่นนั้น คิ้วคมพลันขมวดแน่น

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: แม่ทัพหญิงปราบพยศฮ่องเต้ร้าย
ในกระเป๋ายังมีเหรียญเหลิออยู่ 220 เหรียญแต่ทำไมปลดล็อกไม่ได้คะ แก้ไขให้หน่อยค่ะ...
ในกระเป๋ายังมีเหรียญเหลืออยู่ 220 เหรียญแต่ปลดล็อกไม่ได้ แก้ไขให้หน่อยค่ะ...
เติมเหรียญไปแล้ว แต่ปลดล็อกไม่ได้ มีข้อความว่าเกิดข้อผิดพลาด กรุณาลองใหม่อีกครั้ง...
เติมเหรีญญไป 500 เหรียญ เริ่มกดซื่อตอน จาก 223 มาถึงตอน 227 = 5 ตอน 40 เหรัยญ แต่ตอนนี้มีเหรียญคงเหลือ 444 เหรียญ และเปิดอ่านย้อนหลังไม่ได้ ช่วยแก้ไขด้วยค่ะ...
สนุกดี แต่ใช้บัตร์เติมเงินเอไอเอสไม่ได้ ขอบคุที่ให้อ่าน...