เข้าสู่ระบบผ่าน

แม่ทัพหญิงปราบพยศฮ่องเต้ร้าย นิยาย บท 592

ด้านหลังประตูลับนั้น ภาพตรงหน้าที่ฉายเข้ามาในม่านตาเป็นสระยาขนาดใหญ่

ด้านในสระเต็มไปด้วยสิ่งมีพิษมากมาย รวมไปถึงร่างกายพิกลพิการที่กำลังส่งกลิ่นเน่าเหม็นออกมา

เมื่อเห็นสภาพตรงหน้านั้น ต่างก็สามารถจินตนาการได้ในทันทีว่าคนพวกนี้ก่อนตายจักต้องพบเจอกับการทรมานเช่นไรบ้าง

กำแพงโดยรอบนั้นเต็มไปด้วยภาพฝาผนังมากมาย ทั้งยังมีความรายละเอียดที่เห็นเรื่องราวได้ชัดมากเสียยิ่งกว่าด้านนอกเมื่อครู่เสียอีก

เฟิ่งจิ่วเหยียนพบเบาะแสสำคัญจากภาพวาดในทันที

ด้านบนพลันมีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เรียกว่า “หนอนผีเสื้อ”

หนอนผีเสื้อนั้น นับว่าเป็นโอสถวิเศษชนิดหนึ่งที่ใช้สำหรับร่างของผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว หากแต่วิญญาณยังคงสถิตอยู่ในร่างอยู่

โดยส่วนมากนั้น ผู้คนเหล่านี้มักจะได้รับบาดเจ็บสาหัสจนหมดสติไป หากแต่ยังมีลมหายใจอยู่ จึงจำเป็นต้องใช้หนอนผีเสื้อเพื่อชุบชีวิตพวกเขาขึ้นมา

การจะฝึกฝนเพื่อให้ได้โอสถชนิดนี้นั้น จำเป็นต้องใช้มนุษย์ที่มีชีวิตอยู่เป็นตัวทดลอง ใช้เลือดคนจริง ๆ มาผสมกับคนตายที่หมดสติไป เพื่อเป็นการถ่ายเลือดทุกเดือน

สิ่งที่โหดร้ายมากที่สุดก็คือ ผู้ที่เป็นตัวทดลองยานั้น บนร่างกายจักต้องถูกกรีดออกเป็นช่อง ๆ เพื่อหนอนกู่ให้นับร้อยนับพันตัวเข้าไปดูดเลือดออกมา

ผลัก!

ต้วนเจิ้งมิรู้ว่าตนเองไปชนกับอะไรเข้า

ทว่า ร่างกายของเขาในยามนี้กลับมิรู้ซึ้งถึงสิ่งใดอีกแล้ว

เขาเดินไปยังมุมโต๊ะมุมหนึ่ง ก่อนจะหยิบบันทึกคนทดลองยาขึ้นมาหนึ่งเล่ม พลางเปิดออกดูด้วยหัวใจที่เต้นตุ้ม ๆ ต่อม ๆ

ไม่นานนัก เขาก็เห็นชื่อที่ตนเองคุ้นเคยในทันที

หลังจากที่เห็นเนื้อหาที่อยู่ในสมุดบันทึกแล้วนั้น ต้วนเจิ้งพลันส่งเสียงคำรามออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยว

“สมควรตาย”

พวกเขาทำเช่นนี้กับพี่ชายของเขาได้อย่างไร!

เฟิ่งจิ่วเหยียนพอจะคาดเดาได้ในทันทีว่า มีเนื้อหาเช่นไรในบันทึกนั้นบ้าง

ทว่า เมื่อได้เห็นเนื้อหาด้านในกับตาของตนเองแล้วนั้น นางก็ยังมิอาจควบคุมอารมณ์โกรธเกรี้ยวของตนเองเอาไว้ได้

[ในวันที่สามของเดือนสิบ การทดลองใช้โอสถเป็นครั้งแรก มีเพียงต้วนไหวซวี่ที่ยังมีชีวิตอยู่ ภายในหนึ่งชั่วยามเขาหมดสติไปถึงสี่ครั้ง หนอนกู่รุมกัดเขา พร้อมทั้งตัดแขนข้างหนึ่งทิ้งไป]

[วันที่ยี่สิบเดือนสิบ ต้วนไหวซวี่เจ็บปวดมากเสียจนไม่อยากมีชีวิตอยู่ นับว่าโชคดีที่หลังจากหนอนกู่ได้เข้าไปในร่างของเขาทั้งหมด พร้อมทั้งได้เลือดออกมา]

[ในวันแรกของเดือนสิบเอ็ด ยามที่กำลังถ่ายเลือดอยู่นั้น เขาเกือบจะสิ้นใจตายไป หากแต่ปากกลับเอ่ยเรียกนามของคนสองคนขึ้นมา “อาเจิ้ง” และ “อาเหยียน” เพื่อเป็นการประคับประคองสติของตนเองเอาไว้…]

เฟิ่งจิ่วเหยียนมิอาจทนอ่านต่อไปได้ ก่อนจะเปิดไปหน้าสุดท้ายในทันที

หากดูตามวันเดือนปีในสมุดบันทึกแล้วนั้น การถ่ายเลือดหาได้ทำสำเร็จไม่ นั่นมีความเป็นไปได้ว่า ต้วนไหวซวี่น่าจะยังมีชีวิตอยู่!

เฟิ่งจิ่วเหยียนปิดสมุดบันทึกในทันที ก่อนจะหันไปกล่าวกับต้วนเจิ้งด้วยท่าทีจริงจังว่า

“หาคน!”

ต้วนเจิ้งพลันเงยหน้าขึ้นมา ก่อนจะเอ่ยถามด้วยริมฝีปากที่สั่นเทาว่า

“พี่ชายของข้า...ยังมีชีวิตอยู่ใช่หรือไม่?”

เขานึกเสียใจยิ่งนัก ที่มิได้ล่วงรู้สถานการณ์ของพี่ชายตนเองให้เร็วกว่านี้ มิสามารถช่วยเขาให้ไวกว่านี้

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้นั้น เป็นเพราะว่าตัวเขามิแข็งแกร่งมากพอ

น้ำเสียงของเฟิ่งจิ่วเหยียนพลันเจือไปด้วยความเย็นชา หากแต่นางพยายามสงบสติอารมณ์ของตนเองอย่างเต็มที่

“หากว่าหนอนผีเสื้อมิอาจทำให้สำเร็จได้ พวกเขาย่อมมิมีทางปล่อยให้ต้วนไหวซวี่ตกตายไปอย่างแน่นอน”

ต้วนเจิ้งพึมพำกล่าวออกมา

“ใช่แล้ว ในเมื่อบุตรชายของประมุขพรรคยังไม่ฟื้นขึ้นมา ย่อมมิมีเรื่องอันใดเกิดขึ้นกับพี่ชายของข้า… ตามหาคน! คืนนี้ พวกเราจักต้องช่วยพี่ชายของข้าออกมาให้ได้!”

ทว่า หลังจากที่ทั้งสองคนพากันออกค้นหาไปทั่วถ้ำหินแล้วนั้น ก็หาได้พบเจอกับเส้นทางลับใด ๆ อีกไม่ กลับไปเจอลูกศิษย์ของพรรคเทียนหลงที่มิอาจหลบหนีได้สำเร็จแทน

หลังจากที่เอ่ยซักถามแล้วนั้น ถึงได้รู้ว่าเขามีหน้าที่เฝ้าเวรยามอยู่ในสระยานี้เท่านั้น

“ไม่ อย่าฆ่าข้าเลย ข้ามิรู้จริง ๆ ว่าต้วนไหวซวี่อยู่ที่ใด หลังจกที่ประมุขพรรคออกไปก่อนหน้านั้นไม่กี่เดือน คนก็ถูกนำตัวออกไปแล้ว ทว่า ถูกพาไปที่ใดนั้น ข้าไม่รู้ด้วยจริงๆ!”

“ถูกนำตัวออกไปแล้วงั้นหรือ?” ต้วนเจิ้งยกกำปั้นชกเข้าไปที่กำแพงหินในทันที

เขาหมดความอดทนลงแล้ว ก่อนจะโยนคนผู้นั้นลงไปในสระยา

นั่นคือสัญญาณระฆังถอยทัพ!

ทุกคนต่างพากันมองตามเสียงนั่นไปในทันที พลันพบว่าผู้ที่เป่าเสียงนั้นคือหัวหน้ากองทัพกบฏหวงปั้ว!

หวงปั้วพลางกล่าวออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยวว่า

“พี่น้องทั้งหลาย คุ้มกันผู้คน! สังหารเหล่าปีศาจเจ้าเล่ห์เหล่านี้เสีย! ปกป้องผู้คนในเมืองหลวง!”

กองกำลังพลที่ได้ยินคำสั่งนั้น เพียงพริบตาเดียวก็หันกลับมาต่อสู้ในทันที

เหล่าผู้พิทักษ์ของพรรคเทียนหลงที่เห็นท่าไม่ดีนั้น พลันคว้าเข้าที่คอเสื้อของเซียวจั๋ว

“เจ้าคิดหักหลังพวกข้างั้นหรือ!”

เซียวจั๋วที่มิเกรงกลัวความตายนั้น พลางเผยรอยยิ้มอันอบอุ่นออกมา

“พรรคเทียนหลงมิอาจฝ่าฝืนลิขิตของสวรรค์ไปได้”

พูดจบ ลูกศรอันแหลมคมพลันถูกยิงออกมาในทันที

ผู้พิทักษ์ที่พยายามหลบลูกธนูนั้น จึงต้องปล่อยมือออกจาเซียวจั๋วอย่างช่วยไม่ได้

บนกำแพงเมืองนั้น เซียวอวี้รีบตั้งลูกศรลูกที่สองขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

ในขณะเดียวกัน เซียวจั๋วก็ชักดาบออกมาพร้อมโจมตีไปที่ผู้พิทักษ์พรรคเทียนหลงในทันที

ไม่ไกลกันนั้น มีรถม้าจอดอยู่

ประมุขพรรคเทียนหลงนั่งดูสถานการณ์โดยรอบอยู่ด้านใน

“ท่านประมุขพรรคขอรับ! กองทัพของหวงปั้วเปลี่ยนข้างแล้วขอรับ!”

ยามที่กำลังพูดอยู่นั้น พลันมีดาบด้ามยาวเข้ามาฟันที่หัวของลูกศิษย์พรรคเทียนหลงในขณะที่เขากำลังรายงานอยู่ในทันที พร้อมเลือกที่สาดกระเซ็นไปทั่วทุกที่

ผู้ที่ถือดาบอยู่นั้น คือเฟิ่งจิ่วเหยียน

ทั่วร่างของนางเต็มไปด้วยกลิ่นอายความอาฆาต ราวกับพญามัจจุราชที่อยู่ใต้แสงจันทร์

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: แม่ทัพหญิงปราบพยศฮ่องเต้ร้าย