ด้านหลังประตูลับนั้น ภาพตรงหน้าที่ฉายเข้ามาในม่านตาเป็นสระยาขนาดใหญ่
ด้านในสระเต็มไปด้วยสิ่งมีพิษมากมาย รวมไปถึงร่างกายพิกลพิการที่กำลังส่งกลิ่นเน่าเหม็นออกมา
เมื่อเห็นสภาพตรงหน้านั้น ต่างก็สามารถจินตนาการได้ในทันทีว่าคนพวกนี้ก่อนตายจักต้องพบเจอกับการทรมานเช่นไรบ้าง
กำแพงโดยรอบนั้นเต็มไปด้วยภาพฝาผนังมากมาย ทั้งยังมีความรายละเอียดที่เห็นเรื่องราวได้ชัดมากเสียยิ่งกว่าด้านนอกเมื่อครู่เสียอีก
เฟิ่งจิ่วเหยียนพบเบาะแสสำคัญจากภาพวาดในทันที
ด้านบนพลันมีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เรียกว่า “หนอนผีเสื้อ”
หนอนผีเสื้อนั้น นับว่าเป็นโอสถวิเศษชนิดหนึ่งที่ใช้สำหรับร่างของผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว หากแต่วิญญาณยังคงสถิตอยู่ในร่างอยู่
โดยส่วนมากนั้น ผู้คนเหล่านี้มักจะได้รับบาดเจ็บสาหัสจนหมดสติไป หากแต่ยังมีลมหายใจอยู่ จึงจำเป็นต้องใช้หนอนผีเสื้อเพื่อชุบชีวิตพวกเขาขึ้นมา
การจะฝึกฝนเพื่อให้ได้โอสถชนิดนี้นั้น จำเป็นต้องใช้มนุษย์ที่มีชีวิตอยู่เป็นตัวทดลอง ใช้เลือดคนจริง ๆ มาผสมกับคนตายที่หมดสติไป เพื่อเป็นการถ่ายเลือดทุกเดือน
สิ่งที่โหดร้ายมากที่สุดก็คือ ผู้ที่เป็นตัวทดลองยานั้น บนร่างกายจักต้องถูกกรีดออกเป็นช่อง ๆ เพื่อหนอนกู่ให้นับร้อยนับพันตัวเข้าไปดูดเลือดออกมา
ผลัก!
ต้วนเจิ้งมิรู้ว่าตนเองไปชนกับอะไรเข้า
ทว่า ร่างกายของเขาในยามนี้กลับมิรู้ซึ้งถึงสิ่งใดอีกแล้ว
เขาเดินไปยังมุมโต๊ะมุมหนึ่ง ก่อนจะหยิบบันทึกคนทดลองยาขึ้นมาหนึ่งเล่ม พลางเปิดออกดูด้วยหัวใจที่เต้นตุ้ม ๆ ต่อม ๆ
ไม่นานนัก เขาก็เห็นชื่อที่ตนเองคุ้นเคยในทันที
หลังจากที่เห็นเนื้อหาที่อยู่ในสมุดบันทึกแล้วนั้น ต้วนเจิ้งพลันส่งเสียงคำรามออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยว
“สมควรตาย”
พวกเขาทำเช่นนี้กับพี่ชายของเขาได้อย่างไร!
เฟิ่งจิ่วเหยียนพอจะคาดเดาได้ในทันทีว่า มีเนื้อหาเช่นไรในบันทึกนั้นบ้าง
ทว่า เมื่อได้เห็นเนื้อหาด้านในกับตาของตนเองแล้วนั้น นางก็ยังมิอาจควบคุมอารมณ์โกรธเกรี้ยวของตนเองเอาไว้ได้
[ในวันที่สามของเดือนสิบ การทดลองใช้โอสถเป็นครั้งแรก มีเพียงต้วนไหวซวี่ที่ยังมีชีวิตอยู่ ภายในหนึ่งชั่วยามเขาหมดสติไปถึงสี่ครั้ง หนอนกู่รุมกัดเขา พร้อมทั้งตัดแขนข้างหนึ่งทิ้งไป]
[วันที่ยี่สิบเดือนสิบ ต้วนไหวซวี่เจ็บปวดมากเสียจนไม่อยากมีชีวิตอยู่ นับว่าโชคดีที่หลังจากหนอนกู่ได้เข้าไปในร่างของเขาทั้งหมด พร้อมทั้งได้เลือดออกมา]
[ในวันแรกของเดือนสิบเอ็ด ยามที่กำลังถ่ายเลือดอยู่นั้น เขาเกือบจะสิ้นใจตายไป หากแต่ปากกลับเอ่ยเรียกนามของคนสองคนขึ้นมา “อาเจิ้ง” และ “อาเหยียน” เพื่อเป็นการประคับประคองสติของตนเองเอาไว้…]
เฟิ่งจิ่วเหยียนมิอาจทนอ่านต่อไปได้ ก่อนจะเปิดไปหน้าสุดท้ายในทันที
หากดูตามวันเดือนปีในสมุดบันทึกแล้วนั้น การถ่ายเลือดหาได้ทำสำเร็จไม่ นั่นมีความเป็นไปได้ว่า ต้วนไหวซวี่น่าจะยังมีชีวิตอยู่!
เฟิ่งจิ่วเหยียนปิดสมุดบันทึกในทันที ก่อนจะหันไปกล่าวกับต้วนเจิ้งด้วยท่าทีจริงจังว่า
“หาคน!”
ต้วนเจิ้งพลันเงยหน้าขึ้นมา ก่อนจะเอ่ยถามด้วยริมฝีปากที่สั่นเทาว่า
“พี่ชายของข้า...ยังมีชีวิตอยู่ใช่หรือไม่?”
เขานึกเสียใจยิ่งนัก ที่มิได้ล่วงรู้สถานการณ์ของพี่ชายตนเองให้เร็วกว่านี้ มิสามารถช่วยเขาให้ไวกว่านี้
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้นั้น เป็นเพราะว่าตัวเขามิแข็งแกร่งมากพอ
น้ำเสียงของเฟิ่งจิ่วเหยียนพลันเจือไปด้วยความเย็นชา หากแต่นางพยายามสงบสติอารมณ์ของตนเองอย่างเต็มที่
“หากว่าหนอนผีเสื้อมิอาจทำให้สำเร็จได้ พวกเขาย่อมมิมีทางปล่อยให้ต้วนไหวซวี่ตกตายไปอย่างแน่นอน”
ต้วนเจิ้งพึมพำกล่าวออกมา
“ใช่แล้ว ในเมื่อบุตรชายของประมุขพรรคยังไม่ฟื้นขึ้นมา ย่อมมิมีเรื่องอันใดเกิดขึ้นกับพี่ชายของข้า… ตามหาคน! คืนนี้ พวกเราจักต้องช่วยพี่ชายของข้าออกมาให้ได้!”
ทว่า หลังจากที่ทั้งสองคนพากันออกค้นหาไปทั่วถ้ำหินแล้วนั้น ก็หาได้พบเจอกับเส้นทางลับใด ๆ อีกไม่ กลับไปเจอลูกศิษย์ของพรรคเทียนหลงที่มิอาจหลบหนีได้สำเร็จแทน
หลังจากที่เอ่ยซักถามแล้วนั้น ถึงได้รู้ว่าเขามีหน้าที่เฝ้าเวรยามอยู่ในสระยานี้เท่านั้น
“ไม่ อย่าฆ่าข้าเลย ข้ามิรู้จริง ๆ ว่าต้วนไหวซวี่อยู่ที่ใด หลังจกที่ประมุขพรรคออกไปก่อนหน้านั้นไม่กี่เดือน คนก็ถูกนำตัวออกไปแล้ว ทว่า ถูกพาไปที่ใดนั้น ข้าไม่รู้ด้วยจริงๆ!”
“ถูกนำตัวออกไปแล้วงั้นหรือ?” ต้วนเจิ้งยกกำปั้นชกเข้าไปที่กำแพงหินในทันที
เขาหมดความอดทนลงแล้ว ก่อนจะโยนคนผู้นั้นลงไปในสระยา
นั่นคือสัญญาณระฆังถอยทัพ!
ทุกคนต่างพากันมองตามเสียงนั่นไปในทันที พลันพบว่าผู้ที่เป่าเสียงนั้นคือหัวหน้ากองทัพกบฏหวงปั้ว!
หวงปั้วพลางกล่าวออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยวว่า
“พี่น้องทั้งหลาย คุ้มกันผู้คน! สังหารเหล่าปีศาจเจ้าเล่ห์เหล่านี้เสีย! ปกป้องผู้คนในเมืองหลวง!”
กองกำลังพลที่ได้ยินคำสั่งนั้น เพียงพริบตาเดียวก็หันกลับมาต่อสู้ในทันที
เหล่าผู้พิทักษ์ของพรรคเทียนหลงที่เห็นท่าไม่ดีนั้น พลันคว้าเข้าที่คอเสื้อของเซียวจั๋ว
“เจ้าคิดหักหลังพวกข้างั้นหรือ!”
เซียวจั๋วที่มิเกรงกลัวความตายนั้น พลางเผยรอยยิ้มอันอบอุ่นออกมา
“พรรคเทียนหลงมิอาจฝ่าฝืนลิขิตของสวรรค์ไปได้”
พูดจบ ลูกศรอันแหลมคมพลันถูกยิงออกมาในทันที
ผู้พิทักษ์ที่พยายามหลบลูกธนูนั้น จึงต้องปล่อยมือออกจาเซียวจั๋วอย่างช่วยไม่ได้
บนกำแพงเมืองนั้น เซียวอวี้รีบตั้งลูกศรลูกที่สองขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
ในขณะเดียวกัน เซียวจั๋วก็ชักดาบออกมาพร้อมโจมตีไปที่ผู้พิทักษ์พรรคเทียนหลงในทันที
ไม่ไกลกันนั้น มีรถม้าจอดอยู่
ประมุขพรรคเทียนหลงนั่งดูสถานการณ์โดยรอบอยู่ด้านใน
“ท่านประมุขพรรคขอรับ! กองทัพของหวงปั้วเปลี่ยนข้างแล้วขอรับ!”
ยามที่กำลังพูดอยู่นั้น พลันมีดาบด้ามยาวเข้ามาฟันที่หัวของลูกศิษย์พรรคเทียนหลงในขณะที่เขากำลังรายงานอยู่ในทันที พร้อมเลือกที่สาดกระเซ็นไปทั่วทุกที่
ผู้ที่ถือดาบอยู่นั้น คือเฟิ่งจิ่วเหยียน
ทั่วร่างของนางเต็มไปด้วยกลิ่นอายความอาฆาต ราวกับพญามัจจุราชที่อยู่ใต้แสงจันทร์

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: แม่ทัพหญิงปราบพยศฮ่องเต้ร้าย
ในกระเป๋ายังมีเหรียญเหลิออยู่ 220 เหรียญแต่ทำไมปลดล็อกไม่ได้คะ แก้ไขให้หน่อยค่ะ...
ในกระเป๋ายังมีเหรียญเหลืออยู่ 220 เหรียญแต่ปลดล็อกไม่ได้ แก้ไขให้หน่อยค่ะ...
เติมเหรียญไปแล้ว แต่ปลดล็อกไม่ได้ มีข้อความว่าเกิดข้อผิดพลาด กรุณาลองใหม่อีกครั้ง...
เติมเหรีญญไป 500 เหรียญ เริ่มกดซื่อตอน จาก 223 มาถึงตอน 227 = 5 ตอน 40 เหรัยญ แต่ตอนนี้มีเหรียญคงเหลือ 444 เหรียญ และเปิดอ่านย้อนหลังไม่ได้ ช่วยแก้ไขด้วยค่ะ...
สนุกดี แต่ใช้บัตร์เติมเงินเอไอเอสไม่ได้ ขอบคุที่ให้อ่าน...