เข้าสู่ระบบผ่าน

แม่ทัพหญิงปราบพยศฮ่องเต้ร้าย นิยาย บท 948

ในวังหลวง

หลังจากรับสำรับมื้อค่ำแล้วนั้น เซียวอวี้ก็มอบของขวัญให้กับตระกูลเฟิ่งมากมาย ทุกคนต่างก็ได้รับกันถ้วนหน้า รวมไปถึงเด็กน้อยวัยสองขวบด้วย

เฟิ่งเหยียนเฉินพลันลุกขึ้นยืน

“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท กระหม่อมนึกละอายใจยิ่งนัก!”

โจวซื่ออุ้มบุตรสาวของตนเองขึ้นมา ก่อนจะโค้งกายคำนับตามสามีของตนเอง

เซียวอวี้ที่มีงานราชกิจมากมายรออยู่นั้น หลังจากรับสำรับมื้อค่ำเสร็จเขาก็ต้องกลับไปที่ห้องทรงพระอักษร ก่อนจะสั่งการให้หลิวซื่อเหลียงส่งตระกูลเฟิ่งออกจากวังไป

หลิวซื่อเหลียงที่เป็นข้ารับใช้คนสนิทของฮ่องเต้ การที่ได้เขาช่วยนำออกจากวังหลวงนั้น ถือเป็นการแสดงให้เห็นว่า ฝ่าบาทให้ความสำคัญกับตระกูลเฟิ่งมากเพียงใด

เฟิ่งจิ่วเหยียนเหลือบมองหลานสาวตัวน้อยของนาง ก่อนจะหันกลับไปมองแผ่นหลังของฮ่องเต้ที่เดินจากไป

ทันใดนั้น แววตาที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกมากมายจึงฉายชัดขึ้นมาในทันที

ตลอดการรับสำรับมื้อค่ำในครานี้ เซียวอวี้ลอบมองดูเด็กน้อยอยู่หลายครั้ง พร้อมรอยยิ้มที่ฉายขึ้นในดวงตาของเขาเสมอ

สายตานั้น มิต่างอันใดกับเฟิ่งเหยียนเฉินที่มอบให้กับบุตรสาวของตนเองเลยแม้แต่น้อย

หากจะกล่าวว่าเฟิ่งจิ่วเหยียนมิได้ใส่ใจเลยนั้น ก็หาได้เป็นเช่นนั้นไม่

นางรู้ดีว่า ในฐานะองค์จักรพรรดินั้น เขาต้องการทายาทมากกว่าใคร ๆ

ทว่า ด้วยเพราะนางป่วยเป็นโรคนี้ ทำให้นางตั้งครรภ์ได้ยากนัก

พวกนางสองคนแทบจะยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดกันน้อยครั้ง หากแต่เรื่องนี้ก็ยังคงเป็นหนามยอกอกอยู่เสมอ

เฟิ่งจิ่วเหยียนรู้ดีว่า เซียวอวี้มิมีทางทอดทิ้งนางเพราะเรื่องนี้ ทั้งยังรู้สึกเห็นใจนางด้วยซ้ำ

ทว่า ความสัมพันธ์นี้จะรักษาเอาไว้ได้นานเท่าใดกัน?

เขาจักสามารถทนอยู่กับการที่ไม่บุตรเป็นของตนเองได้จริง ๆ หรือ?

คิ้วของเฟิ่งจิ่วเหยียนพลันขมวดเป็นปมเล็กน้อย ราวกับว่านางถูกความเศร้าเกาะกินเสียจนไม่อาจคลายความกังวลลงได้

……

ด้านนอกประตูวังหลวง

เมื่อตระกูลเฟิ่งขึ้นรถม้ากลับจวนแล้วนั้น

เฟิ่งเหยียนเฉินและภรรยานั่งรถม้าคันเดียวกัน ในขณะที่นายหญิงเฟิ่งนั่งอยู่บนรถม้าอีกคันหนึ่ง

ฝ่าบาทประทานของขวัญมาให้มากมายเสียจนต้องนำไปวางไว้บนรถม้าของนายหญิงเฟิ่ง

โจวซื่อที่อุ้มบุตรสาวที่หลับใหลของตนอยู่นั้น พลางเอ่ยถามออกมาด้วยสีหน้าที่เป็นกังวลว่า

“ท่านพี่ เป็นเรื่องจริงหรือที่ฮองเฮามิอาจมีทายาทได้?”

หัวคิ้วของเฟิ่งเหยียนเฉินหม่นลงราวกับกำลังคิดตำหนิ

“เจ้าไปฟังใครพูดมา?”

โจวซื่อจึงเอ่ยออกมาตามตรงว่า: “ผู้คนที่อยู่ด้านนอกต่างก็ร่ำลือกันเช่นนี้”

นางมิเชื่อว่า เฟิ่งเหยียนเฉินจักมิเคยได้ยินข่าวลือเช่นนี้เหมือนกัน

ทว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง

แววตาของเฟิ่งเหยียนเฉินที่เต็มไปด้วยความลึกล้ำนั้น พลันหันไปกล่าวกับภรรยาของตนเองว่า “ผู้อื่นจักพูดเช่นไร พวกเราคงมิอาจไปบังคับได้ แต่เจ้าที่เป็นถึงคนของตระกูลเฟิ่ง มิสมควรไปเชื่อคำพูดลอยลมเช่นนั้น”

“ข้ารู้” โจวซื่อก้มหน้าลงเล็กน้อย ก่อนจะยกบุตรสาวของตนเองขึ้นมา เพื่อคลายอาการปวดแขนของนาง

ใบหน้าของเฟิ่งเหยียนเฉินพลันเต็มไปด้วยความเศร้าใจ

น้องสาวมิอาจมีบุตรได้เช่นนี้ เกรงวว่านางจักต้องถูกครหาเอาไม่น้อยเลย

ความสัมพันธ์ของสามีภรรยานั้น เขาพอจะเข้าใจนางในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี

เฟิ่งจิ่วเหยียนเอ่ยออกมาตามตรง

“เพคะ เรื่องของทายาท”

เซียวอวี้ขมวดคิ้วเป็นปมเล็กน้อย

เฟิ่งจิ่วเหยียนจึงเอ่ยขึ้นมาว่า “เรื่องของทายาทมีความสำคัญยิ่งนัก หม่อมฉันกลัวว่า...”

เมื่อเอ่ยไปได้ครึ่งประโยคนั้น เซียวอวี้จึงลุกขึ้นยืนก่อนจะกอดนางเอาไว้ในอ้อมแขนของตนเอง

“กลัวอะไร?”

“จิ่วเหยียน เจ้าคือฮองเฮาของเรา เราต้องการเคียงคู่กับเจ้าไปตลอดชีวิต เจ้าจักสามารถมีทายาทออกมาได้หรือไม่นั้นหาได้สำคัญไม่

“เรารอได้

“หากว่ารอไม่ได้จริง ๆ ก็ยังสามารถเลือกผู้ที่มีความสามารถจากคนในราชวงศ์ขึ้นมาได้เช่นกัน

“หาใช่ว่าเราไม่มีทางออกไม่

“เพราะฉะนั้น เจ้ามิต้องเป็นกังวลไป”

เฟิ่งจิ่วเหยียนที่ถูกเซียวอวี้โอบกอดนั้น นางรู้สึกอบอุ่นหัวใจยิ่งนัก

ก่อนจะยกมือขึ้นมากอดตอบเขา

ในขณะเดียวกัน หลิวซื่อเหลียงพลันกลับมาถึงพอดี

เมื่อเขาเห็นฝ่าบาทและฮองเฮายืนกอดกันอยู่นั้น สีหน้าที่ตื่นตระหนกพลันรีบร้อนถอยออกไปยืนรอนอกตำหนักในทันที แต่กลับถอยไปชนเข้ากับเฉินจี๋ที่เข้ามารายงานฝ่าบาทเสียก่อน

“ฝ่าบาท! ทูตจากเป่ยเหยียนขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ!”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: แม่ทัพหญิงปราบพยศฮ่องเต้ร้าย