“ใช่ วินิจฉัยจากเมืองนอกแล้ว เขามีงานในประเทศเลยไม่สะดวกมาที่นี่ เธอรับรักษาได้ไหม? ราคาคุยกันได้”
ราคาคุยกันได้ที่ทังสุ่ยเซียนว่าก็คือคิดเป็นรายชั่วโมงจะสี่หลักห้าหลักก็ว่าไป
ค่ารักษาของเสี่ยวเชี่ยนถ้าจะใช้ภาษาแบบวงการเล่นของโบราณ สี่หลักก็คือราคาตั้งแต่6,000-9,900 ห้าหลักก็คือ 10,000-30,000 ราคาสามหลักเหมือนทำงานการกุศล ถ้าราคาสามหลักก็ 800-1,000 เก็บพอเป็นพิธี
ปกติเสี่ยวเชี่ยนชอบรับเงินแกะอ้วนอยู่แล้ว แต่พอได้ยินชื่อโรคนี้เธอก็ลังเล
ถ้าเป็นปกติเธอก็จะรับ แต่เสี่ยวเฉียงกลับมาแล้วก็ไม่แน่ว่าเธอจะมีเวลา โรคชนิดนี้รักษายากมาก ใช้เวลานาน ผลที่ได้ก็ใช่ว่าจะดี
“งั้นเอาอย่างนี้ ขอเวลาหน่อยแล้วฉันจะให้คำตอบ” เสี่ยวเชี่ยนมองอวี๋หมิงหลาง ยังไม่ได้ตอบตกลงหรือปฏิเสธ
“งั้นฉันจะไปบอกให้ทางนั้นรอก่อน เชี่ยนเอ๋อ เป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นเธอลังเล โรคนี้มันซับซ้อนเหรอ?” สุ่ยเซียนเองก็ไม่ค่อยรู้ว่านี่เป็นโรคจิตเวชแบบไหน รู้แค่ว่าถ้าฝ่ายนั้นถึงกับต้องไปรักษาที่ต่างประเทศก็แสดงว่าไม่ธรรมดา
“ฉันจะบอกแบบนี้แล้วกัน ถ้าจิตแพทย์อย่างพวกฉันเลือกคนไข้ได้เองล่ะก็ จิตแพทย์ทุกคนคงไม่มีใครเลือกรักษาผู้ป่วยโรคนี้ ภาวะบุคลิกภาพผิดปกติชนิดก้ำกึ่งมีอีกชื่อว่า ฆาตกรของผู้ให้คำปรึกษาด้านจิตวิทยา”
“รุนแรงขนาดนั้นเลยเหรอ?” ทังสุ่ยเซียนตกใจ
แม้แต่อวี๋หมิงหลางยังหันไปมองเสี่ยวเชี่ยน ฆาตกร? ฟังดูน่ากลัวชอบกล
“ใช่ ดังนั้นฉันถึงขอคิดก่อนว่าจะรับดีไหม”
“ก็ได้ เข้าใจแล้ว จริงสิเชี่ยนเอ๋อ อยากฝากฉันซื้ออะไรกลับไปไหม?”
เสี่ยวเชี่ยนกวาดตามองเสื้อผ้าของอวี๋หมิงหลางแล้วพูดกับสุ่ยเซียน
“ช่วงนี้งานเปิดตัวเสื้อผ้าคอลเลคชั่นฤดูใบไม้ร่วงฤดูหนาวไหม?”
“จะมีงานของเวอซาเช่ ฉันว่าจะไปดูอยู่”
“เอาเหมือนเดิม ถ่ายรายการส่งเข้าเมลให้ด้วย”
เสี่ยวเชี่ยนวางสาย อวี๋หมิงหลางเข้าไปโอบเอวเธอพลางพูด “ผู้หญิงอย่างพวกคุณ หน้าร้อนซื้อเสื้อผ้าหน้าหนาว หน้าหนาวซื้อเสื้อผ้าหน้าร้อน ซื้อกลับมาก็ยังใส่ไม่ได้ แขวนไว้ดูในตู้ เป็นนิสัยแบบไหนกัน?”
“งานเปิดตัวเสื้อผ้าแบรนด์เนมจะมีก่อนถึงฤดูทั้งนั้น ถ้าอยากซื้อคอลเลคชั่นใหม่ก็ต้องซื้อเวลานี้เนี่ยแหละ”
ชุดที่อวี๋หมิงหลางใส่ตอนนี้เธอก็ซื้อตอนต้นฤดูใบไม้ผลิ ตอนนี้เธอรับหน้าที่ดูแลตู้เสื้อผ้าของเขา เวลาเธอซื้อเสื้อผ้าเปลี่ยนฤดูก็จะซื้อให้เขาด้วย
“ไม่ต้องซื้อให้ผมแล้ว เสื้อผ้าผมพอใส่” อวี๋หมิงหลางเป็นผู้ชายที่ว่าซื้อเสื้อผ้าแบบเดียวหลายๆตัวเปลี่ยนกันใส่
นับตั้งแต่หมั้นกับเสี่ยวเชี่ยน ตู้เสื้อผ้าของเขาก็เริ่มมีสีสันหลากหลาย เขาไม่ได้อะไรกับการแต่งตัวมาก มีใส่ก็พอ อย่างไรเสียเวลาส่วนใหญ่ก็อยู่แต่ในค่ายทหาร ไม่ค่อยได้ใส่ชุดลำลองเท่าไร
แต่เสี่ยวเชี่ยนเป็นผู้หญิงที่พิถีพิถัน ไม่เพียงแต่ตัวเธอจะพิถีพิถัน ผู้ชายของเธอก็ต้องด้วย อวี๋หมิงหลางบอกว่าไม่เอาเธอก็ทำเหมือนไม่ได้ยิน
อย่างไรเสียซื้อกลับมาเธอก็เอาไปแขวนในตู้เสื้อผ้าเขา ตาขี้เกียจคนนี้ยังไงก็ใส่
“เสียวเหม่ย เมื่อกี้คุณพูดว่าฆาตกรอะไรเหรอ?”
“แอบฟังคนอื่นคุยโทรศัพท์สำเร็จภูมิใจมากไหม?”
“ผมก็แค่สงสัย รู้ว่าคุณต้องเก็บความลับคนไข้น่า ผมแค่แปลกใจว่าโรคอะไรที่ทำให้เบบี๋ของผมลำบากใจ ผมจำได้ตอนที่คุณคุยกับหวางย่าเฟยก็พูดถึงชื่อโรคนี้”
อวี๋หมิงหลางความจำดีมาก ฟังครั้งเดียวก็จำได้
“ฉันไม่ได้ลำบากใจและก็ใช่ว่าจะรักษาไม่ได้ เพียงแต่โรคนี้ไม่เหมือนโรคจิตเวชชนิดอื่น ความยากกับความซับซ้อนในการรักษามันเกินกว่าจะจินตนาการ ดังนั้นคนในวงการถึงได้เรียกโรคนี้ว่า ฆาตกรของผู้ให้คำปรึกษาด้านจิตวิทยา นายก็รู้ว่าคนที่เรียนด้านเดียวกับฉันกว่าจะเรียนจนเป็นไม่ง่าย ต้องใช้เวลาหลายปี พวกเราไม่แนะนำให้นักศึกษาจบใหม่รับเคสแบบนี้หรอก”
“เมื่อคืนผมฝันว่าตีเทนนิสกับเพื่อนมอปลาย แล้วก็คิดได้ว่าตัวเองไม่ได้ไปตีเทนนิสนานแล้ว ไปเล่นเถอะนะเสียวเหม่ย?” เขาอ้อนวอน
เสี่ยวเชี่ยนกวาดตามองโซนผลไม้ เป้าหมายอยู่ที่แตงโมลูกสุดท้ายนั้น เธอเดินคุยกับเขาแบบไม่ใส่ใจ
“เพื่อนคนที่เรียนเก่งชื่อเสียวอวี่นั่นอะเหรอ คนที่มีคุณสมบัติโดดเรียนได้แบบนาย?”
ตอนมอปลายอวี๋หมิงหลางหน้าด้านมาก อาศัยว่าตัวเองเรียนเก่งเลยโดดคาบเรียนด้วยตัวเองตอนเย็นไปเล่นกีฬาที่โรงยิม เขาเคยเล่าให้เสี่ยวเชี่ยนฟัง ตอนนั้นมีเพื่อนที่ผลการเรียนพอๆกับเขาด้วยอีกคน ทั้งสองคนเลยโดดเรียนไปตีเทนนิสกัน
“ใช่ๆ เสียวอวี่นั่นแหละ ไม่เจอกันนานแล้ว ไม่รู้ทำไมเมื่อคืนถึงฝันถึงเรื่องสมัยมอปลาย”
สมัยเรียนมอปลายเป็นช่วงเวลาที่แสนมีความสุข อวี๋หมิงหลางเลยอยากพาเสียวเหม่ยของเขาไปร่วมรำลึกความสุขสมัยวัยรุ่น
เสี่ยวเชี่ยนยื่นมือไปหยิบแตงโม มีมืออีกข้างยื่นมาจับจากอีกทาง เธอเงยหน้า หันไปจ้องคนที่จะมาแย่งแตงโม
“พิธีกรเย่?”
“เหม่ยเหวย?”
ผู้หญิงคนที่แย่งแตงโมใส่ชุดนอนสวมรองเท้าแตะ ดูเหมือนจะอาศัยอยู่แถวนี้ แต่ทรงผมหวีเรียบร้อยมาก ใบหน้าก็จัดเต็ม ใส่ขนตาปลอมด้วย
เดิมอวี๋หมิงหลางอยากจะขอดูหน้าคนที่กล้ามาแย่งแตงโมคู่หมั้นเขา ปรากฏว่าพอเงยหน้าก็อึ้งกับใบหน้าที่คุ้นเคยแต่ก็ดูแปลกนิดหน่อยไปหลายวินาที ทันใดนั้นเขาก็เบิกตาโพลงแล้วชี้ผู้หญิงคนนั้นด้วยความตกใจ
“เย่เสียวอวี่”
ผู้หญิงคนนั้นละสายตาไปมองเขาแล้วก็แสดงสีหน้าตกใจปนดีใจ
“อวี๋หมิงหลาง”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: แผนรักสยบใจบอสสาวตัวร้าย