ท่าทางขี้ขลาดเมื่อคราวก่อนของผู้ชายคนนี้ทำให้อวี๋หมิงหลางจำได้อย่างแม่นยำ ชุดชั้นในของภรรยาตัวเองถูกโจรขโมยไป ตัวเองเห็นแล้วแต่กลับอยู่ในบ้านไม่ส่งเสียงร้องอะไร แต่กลับนึกไม่ถึงว่าจะทำเรื่องจิตๆได้คล่อง
อวี๋หมิงหลางบอกชื่อหน่วยงาน เสี่ยวเชี่ยนก็นึกได้ทันทีว่าดูเหมือนช่วงนี้มีข่าวว่าหน่วยงานนั้นกำลังจะปรับโครงสร้าง หลายคนจะต้องเผชิญกับภาวะตกงาน
“อาการอย่างเขาถือเป็นโรคจิตเวชชนิดหนึ่ง ความเครียดทำให้จิตใจของเขาผิดเพี้ยน เขาเลยต้องหาทางปลดปล่อยความเครียด และในความคิดของเขาการเล่นเซ็กส์โฟนไม่ใช่เรื่องใหญ่ โทษไม่ร้ายแรง ถูกจับก็ไม่เป็นไร ดังนั้นเขาถึงได้ใช้วิธีนี้คลายเครียด จริงๆแล้วคนแบบนี้มีเยอะมาก”
เสี่ยวเชี่ยนอธิบายตามหลักการ
ผู้ชายคนนี้ใช้ความฉลาดในทางที่ผิด โทรไปก่อกวนสถานีวิทยุด้วยเรื่องอนาจารแบบนี้ไม่ใช่แค่ครั้งเดียว ดังนั้นเรื่องไม่จบง่ายๆแน่นอน ย่อมต้องชดใช้ในการกระทำ
ในสังคมมีคนแบบนี้เป็นจำนวนมาก ในใจต้องแบกรับความกดดันมากเกินไป ตัวบุคคลเองก็มีความผิดเพี้ยนอยู่แล้วไม่กล้าเผชิญกับแรงกดดันโดยตรง ครั้นแล้วจึงคิดหาวิธีแปลกๆเพื่อปลดปล่อยแรงกดดัน อย่างเช่นพวกนักเลงคีย์บอร์ดทั้งหลาย ตอนเจอเรื่องต่างๆไม่กล้าพูดแม้แต่คำเดียว แต่กลับด่าได้เป็นเรื่องเป็นราวในโลกอินเตอร์เน็ต ไม่มีเรื่องไหนไม่กล้าด่า จิตใจบิดเบี้ยวขั้นรุนแรง
คนประเภทนี้ไร้อนาคต เป็นพวกวิปริตเหมือนกับชายโรคจิตที่โทรหาเสี่ยวเชี่ยน แต่อาการอย่างหวางจือหมิงที่กรีดหน้าคนอื่นนั้นเป็นอีกประเภทหนึ่ง
“หมอเฉินครับ ถ้าผู้ชายในคราบคนสุภาพที่เล่นเซ็กส์โฟนทำเรื่องแบบนี้ไปเพราะความเครียด ถ้าอย่างนั้นช่วยอธิบายเรื่องคดีคนร้ายกรีดหน้าเหยื่อหน่อยสิครับ โรคประสาทแบบไหนกันที่ลืมแม้กระทั่งสิ่งที่ตัวเองทำลงไป?”
หวางย่าเฟยถามคำถามแทนคนอื่นเป็นครั้งที่สอง
เรื่องแบบนี้ไม่เคยเจอมาก่อน
หลักฐานทั้งหมดบ่งชี้ไปที่หวางจือหมิง แต่ตัวเขาเองกลับมีอาการตกใจกลัวทำหน้าไม่รู้เรื่องราว สอบสวนยังไงก็ไม่ได้ความ
“จือหมิงเหรอ?!” เสี่ยวเชี่ยนอึ้ง จากนั้นจึงหันไปมองอวี๋หมิงหลาง
เด็กหนุ่มเลี้ยงงูคนนั้นที่เธอเคยเจอบนเขานั่นน่ะเหรอ?
ได้รู้ว่าคนร้ายเป็นคนเดียวกับที่ตัวเองเคยเจอ เป็นใครก็ย่อมตกใจเป็นอันดับแรก เสี่ยวเชี่ยนเองก็เช่นกัน
อวี๋หมิงหลางพยักหน้านิ่งๆ
ถึงเขาเองก็ไม่อยากให้เป็นเด็กหนุ่มที่เคยได้เจอกันคนนั้น แต่ก็เป็นเขาจริงๆ ผลตรวจยืนยันออกมาอย่างแน่ชัด
“เทียบกับผลตรวจจากห้องแล็ปแล้ว รอยนิ้วมือที่พบบนมีดที่เจอในพงหญ้าห่างออกไปไม่ไกลเหมือนกับรอยนิ้วมือเขา รอยเลือดก็ด้วย บนมือเขาก็มีรอยมีดบาด”
กรีดใบหน้าอย่างเดียวไม่ได้ต้องการเรื่องลามก กรีดเสร็จก็ไม่ได้หยิบมือถือหรือเงิน เอาแค่ผ้าขนหนูนำเข้าที่เหยื่อขโมยออกมาจากห้างไป แรงจูงใจในการก่อเหตุล้วนเป็นปริศนา
เสี่ยวเชี่ยนรีบปะติดปะต่อเรื่องราว เธอหลับตานึกถึงตอนที่ได้เจอกับจือหมิง รวมถึงสิ่งที่ได้ยินมาตอนอยู่บนเขา จากนั้นก็ประมวลข้อมูลว่าตรงกับโรคไหน แล้วสุดท้ายก็ได้คำตอบ
เธอลืมตาขึ้น “เรียกฟู่กุ้ยมาวินิจฉัยเถอะ นี่น่าจะอยู่ในขอบเขตงานของเขา มันเกินขอบเขตที่ฉันจะรักษาแล้ว”
“หมอเฉินก็ไม่รู้เหรอครับว่าตกลงมันเพราะอะไร?” หวางย่าเฟยเคยได้รับการรักษาจากเสี่ยวเชี่ยน ในสายตาของเขาเสี่ยวเชี่ยนเป็นจิตแพทย์ที่เก่งที่สุด
เสี่ยวเชี่ยนพยักหน้าและก็ส่ายหน้า
พูดจบก็หันไปถามอวี๋หมิงหลาง
“นายป่วยเหรอ?”
“ผมไม่ได้ป่วย!” อวี๋หมิงหลางแทบไม่อยากตอบ
“งั้นถ้าอยู่ๆมีคนบอกนายว่านายเป็นโรคประสาทนายจะทำไง?”
“พูดกับไปว่าเขาน่ะสิเป็นโรคประสาท เป็นมันทั้งบ้านนั่นแหละ!”
“แล้วถ้าเขายืนยันว่านายป่วยแล้วลากนายไปรักษาล่ะ?”
“อัดมัน!”
เสี่ยวเชี่ยนผายมือออก “เห็นหรือยัง ผู้ป่วยของหมอประสาทจะเป็นแบบนี้ ตอนที่อาการทางประสาทกำเริบผู้ป่วยจะไม่คิดว่าตัวเองเป็นโรค ในทางกลับกัน ในสายตาของพวกเขากลับคิดว่าคนปกติสิบ้า พี่ชายฉันเจอแต่คนป่วยแบบนี้นี่แหละ แต่ผู้ป่วยจิตเวชที่เป็นหนักไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมก็จะกลายเป็นโรคประสาท ในทางกลับกัน ผู้ป่วยโรคประสาทถ้าควบคุมอาการได้ดีก็ต้องให้จิตแพทย์อย่างฉันเข้าไปช่วยในการปรับสภาพจิตใจ ดังนั้นงานของจิตแพทย์กับหมอประสาทจึงมีส่วนคาบเกี่ยวกัน”
อวี๋หมิงหลางกลายเป็นเหยื่อ ทุกคนพากันหัวเราะใส่ เสี่ยวเชี่ยนอธิบายได้เห็นภาพมาก ทุกคนพากันคิดว่าเสี่ยวเชี่ยนแค่ล้อเล่นเรื่องที่ตัวเองเป็นโรคหวาดกลัวการแต่งงาน เพราะเธอยังยกตัวอย่างให้อวี๋หมิงหลางเป็นโรคประสาทด้วย
แต่หวางย่าเฟยกลับนิ่งเงียบ มองอวี๋หมิงหลางกับเสี่ยวเชี่ยนพลางครุ่นคิด
เขานึกถึงสายตาของอวี๋หมิงหลางตอนที่พูดเรื่องขอแต่งงานไม่สำเร็จ คำอธิบายของหมอเฉินที่ดูกึ่งเล่นกึ่งจริง จะเป็นไปได้ไหมว่าเป็นเรื่องจริง?

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: แผนรักสยบใจบอสสาวตัวร้าย