เสี่ยวเชี่ยนนึกถึงเคสที่เธอรับปากพี่ใหญ่ไว้ จากนั้นก็มองไป๋จิ่นที่กำลังรอคอยคำตอบของเธอ
“เธออยากเขียนรายงานข่าวเรื่องนี้เหรอ”
“อยากฟังคำอธิบายในมุมมองของจิตแพทย์น่ะค่ะ—รบกวนเวลาหรือเปล่าคะ”
“ถ้าเธอมีเวลารอฉันเอาหนังสือไปคืน แล้วฉันจะมาคุยกับเธอส่วนตัวหนึ่งชั่วโมง เป็นไง” เสี่ยวเชี่ยนใจกว้างเสมอกับคนที่เคยช่วยเหลือเธอ
“เยี่ยมเลยค่ะ” ไป๋จิ่นดีใจมาก
หลายนาทีต่อมาเสี่ยวเชี่ยนกับไป๋จิ่นก็นั่งอยู่ในร้านกาแฟแถวๆมหาวิทยาลัย ไป๋จิ่นวางคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คบนโต๊ะ ทำท่าทางเหมือนกำลังบันทึกข้อมูลสำคัญ
“เธอรู้ข้อมูลอะไรเกี่ยวกับรักร่วมเพศบ้าง อยากให้ฉันเล่าเคสคนไข้ให้ฟังไหม” เสี่ยวเชี่ยนถาม
“ฉันอยากถามคุณว่า รักร่วมเพศมันคืออาการแบบไหนกันแน่คะ” สายตาของไป๋จิ่นจริงจัง
“ในปี1993องค์การอนามัยโลกได้แยกรักร่วมเพศออกจากรายชื่อโรคที่มีอาการผิดปกติทางประสาท ส่วนในบ้านเราเพิ่งมีกระเปลี่ยนแปลงทางด้านการแพทย์เมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง ปี 2001เริ่มไม่ถือว่ารักร่วมเพศเป็นโรคประสาท แต่ในช่วงเวลาก่อนหน้านั้น หลายคนมองว่ารักร่วมเพศไม่ต่างจากโรคประสาท ในช่วงเวลาประวัติศาสตร์ที่สำคัญๆหลังการสร้างประเทศ รักร่วมเพศถูกตัดสินโทษตายไม่ต่างจากคนที่เป็นอันธพาล สังคมก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังมีช่องว่างอยู่เยอะพอควร”
สิ่งที่เสี่ยวเชี่ยนพูดล้วนเป็นข้อมูลจากเอกสารสำคัญ
“ทำไมเธอไม่จดล่ะ ข้อมูลพวกนี้เธอหาเองมันยุ่งยากมากเลยนะ”
“ในฐานะจิตแพทย์ทำการรักษาคนไข้รักร่วมเพศยังไงคะ”
“ฉันขอบอกเธอด้วยความเสียดายว่า จิตแพทย์คนอื่นอาจรักษาได้ แต่ฉันทำไม่ได้ ในความเป็นจริง ฉันเพิ่งปฏิเสธไปหนึ่งเคส และการปฏิเสธเคสนี้อาจทำให้พี่ชายของฉันเสียโปรเจ็คต์ไป”
“ไอดอลก็มีโรคที่รักษาไม่ได้ด้วยเหรอคะ”
“ไม่ใช่ว่ารักษาไม่ได้ แต่ฉันไม่อยากสร้างโศกนาฏกรรมไปมากกว่านี้”
“ทำไมไม่รับล่ะคะ” ไป๋จิ่นไม่เข้าใจ
“เคสนี้เหมือนตั้งใจเอาเงินมาให้ฉัน ไม่ว่าฉันจะตั้งใจรักษาหรือไม่ คนไข้ที่เป็นลูกชายคนเดียวคนนี้จะต้องแสร้งทำเป็นให้ความร่วมมือกับฉันอย่างแน่นอน รักษาไปครั้งสองครั้งเขาก็คงไปบอกที่บ้านว่าหายแล้ว คนในครอบครัวของเขาก็รู้อยู่แล้วว่าอาการเป็นมาตั้งแต่เด็กๆรักษาไม่ได้หรอก มาหาฉันก่อนแต่งงานก็มีแค่ต้องการยืนยันกับฝ่ายหญิง ถ้าฉันรับงานนี้ เขาก็จะแต่งงานกับผู้หญิง”
“หาคนต่างเพศมาแต่งงานเพื่อใช้ชีวิตปกติ คุณก็ได้ทำหน้าที่ของแพทย์แล้วไม่ใช่เหรอคะ ยังไงซะในสายตาของใครหลายคนก็มองว่าการแต่งงานของคนต่างเพศเป็นเรื่องปกติ” ไป๋จิ่นจับปากกาแน่น นึกถึงครอบครัวเธอที่เร่งให้เธอแต่งงานแล้วก็เหนื่อยใจ
“ใช่ ในสายตาของคนนอกเขาเป็นคน ‘ปกติ’ แต่ความเป็นจริงล่ะ หลังจากเขาแต่งงานไปก็คงไปแอบหาผู้ชายลับหลัง ภรรยาของเขาก็จะกลายเป็น ‘ภรรยาร่วม’ ต้องทนกับชีวิตสมรสที่เหมือนตกนรกทั้งเป็น”
“อ่า…ที่แท้ก็แบบนี้” พอไป๋จิ่นคิดทัน เธอก็รู้สึกเห็นด้วยในจุดยืนของเสี่ยวเชี่ยน ไอดอลเกลียดรักร่วมเพศหรือเปล่า
นั่นสิ…กลุ่มคนที่น่า ‘ขยะแขยง’ แบบนั้นใครไม่รังเกียจบ้าง เธอยังจะคาดหวังให้มาเข้าใจอะไรอีก ไป๋จิ่นก้มหน้า รู้สึกในใจหนักอึ้ง
‘ความปกติ’ ผิวเผินไปบีบบังคับให้คนที่ ‘ผิดปกติ’ อยู่แล้วแต่งงานกับคนปกติที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ จากนั้นก็ทำให้สังคมผิดเพี้ยน นี่แหละความเป็นจริง
“หมอเฉินคะ อันที่จริงคุณมองออกแล้วใช่ไหมคะ อันที่จริงฉันเป็น—” หลังจากที่ไป๋จิ่นฟังคำพูดของเสี่ยวเชี่ยนจบก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมา เธออยากเปิดเผยกับเสี่ยวเชี่ยน
“ฉันดูออก นั่นเป็นอิสระของเธอ คนอื่นไม่มีสิทธิ์ไปก้าวก่าย เลือกใช้ชีวิตแบบไหนแล้วก็ต้องแบกรับเรื่องยุ่งยากที่ตามมา ถ้าในอนาคตเธอมีปมในใจที่แก้ไม่ออก มาหาฉันได้ตลอดเวลา ฉันไม่คิดเงิน”
ไป๋จิ่นร้องไห้ออกมา
เป็นครั้งแรกที่ได้ยินคนแสดงความเข้าใจไม่แคร์เรื่องแบบนี้ เธอพยายามลองคบกับผู้ชายตามที่ทางบ้านสั่ง ลองไปนัดดูตัว แต่ก็ไม่มีประโยชน์ เธอหมดหวังแล้ว
ในขณะที่กำลังหมดหวังแล้วได้ยินไอดอลตัวเองพูดคำพูดที่เข้าอกเข้าใจแบบนี้ เป็นการช่วยให้ชีวิตของเธอมีกำลังใจยิ่งขึ้น
“แต่มีอยู่นิดนึง เธอจะชอบผู้ชายหรือผู้หญิงก็ไม่เกี่ยวอะไรกับฉัน แต่ห้ามชอบฉัน ฉันรู้ว่าเสน่ห์ของตัวเองสยบได้ทั้งชายและหญิง แต่ฉันแต่งงานแล้ว ถ้าแอบชอบฉันล่ะก็ เสี่ยวเฉียงไปจัดการแน่ จริงๆนะ เขาน่ะกับผู้หญิงก็ไม่เว้น”
เสี่ยวเชี่ยนล้อเล่นทีเล่นทีจริง
ไป๋จิ่นขำทั้งน้ำตา แต่อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลย ถ้าไอดอลไม่พูดดักไว้ก่อน ไม่แน่เธออาจคิดกับไอดอลไปในทางอื่นก็เป็นได้ พูดออกมาแบบนี้เป็นการป้องกันไว้ก่อน
“ประธานเชี่ยน ทำอะไรน่ะ รังแกผู้หญิงเหรอ” ฉิวฉิวพาผู้หญิงคนหนึ่งมาดื่มกาแฟ เหลือบมาเห็นประธานเชี่ยนอยู่มุมหนึ่งกำลังทำผู้หญิงร้องไห้พอดี

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: แผนรักสยบใจบอสสาวตัวร้าย