“พี่สะใภ้ พี่ฟู่กุ้ยบอกว่าเขาไม่ได้เป็นโรคประสาท แต่แบบเขาก็ไม่ปกติหรือเปล่า? วิเคราะห์หน่อยสิว่าคนแบบนี้เป็นยังไง? ฉันโกรธแทบบ้า”
“เธอจะโกรธอะไร? พี่บอกเธอตั้งแต่แรกแล้ว ไม่ใช่ว่าผู้ป่วยทุกคนที่มีอาการทางประสาทจะประหลาดหมด แล้วก็ใช่ว่าคนประหลาดจะเป็นโรคประสาท แต่ถ้าจะให้พี่วิเคราะห์ เพื่อนเธอคนนี้คงไม่สมหวังทั้งเรื่องงานและครอบครัว ไม่มีอนาคต อยากเรียกร้องความสนใจแต่ก็ไม่มีอะไรในตัวให้ดึงดูด ถึงได้แต่งเรื่องลงในเน็ต ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆอีกไม่นานคงเป็นโรคหลงผิด”
เสี่ยวเชี่ยนชินกับความประหลาดของคนบนโลกนี้นานแล้ว คนสุดโต่งมีเยอะแยะ ไม่ใช่แค่คนสองคน
“ในอนาคตอินเตอร์เน็ตจะพัฒนายิ่งกว่าตอนนี้ แล้วเธอจะเห็นคนแบบนี้มากขึ้นพวกเขาสร้างเรื่องให้ตัวเองน่าสงสาร บางคนสร้างเรื่องให้ตัวเองดูเป็นฮีโร่กอบกู้โลก บางคนเห็นเก่งๆในเน็ต แต่ชีวิตจริงอาจเป็นคนไม่เอาไหน โลกอินเตอร์เน็ตทำให้หลายคนกลายเป็นคนหลายบุคลิก แต่คนละแบบกับโรคหลายบุคลิกของโรคจิตเวชนะ”
ความก้าวหน้าของโลกกลายเป็นตัวเร่งให้คนมีความคิดประหลาด ประธานเชี่ยนเห็นบ่อยจนไม่คิดว่าแปลกแล้ว หลิวเหมยเกลียดที่ตัวเองอ่อนต่อโลก แม้แต่เรื่องแบบนี้ยังเชื่อ
“ฉันโง่มากเลยใช่ไหม? ตอนที่เขาด่าฉันโง่ ฉันก็เกลียดตัวเองเหมือนกัน”
“เธอเป็นคนจิตใจดี พี่ชื่นชมจิตใจของเธอนะ ต่อไปถ้ามีเรื่องแบบนี้อีกก็อย่าหลงเชื่อง่ายๆเป็นพอ” ฟู่กุ้ยพูดอย่างนุ่มนวล
“พี่ฟู่กุ้ย พี่รู้อยู่แล้วว่านี่เป็นเรื่องหลอกใช่ไหม?”
“อืม”
“แล้วทำไมยังมากับฉันล่ะ?”
“ถึงพี่บอกเหตุผลไปแต่ใจเธอก็ยังคงไม่สบายใจ มาดูให้แน่ใจไปเลยต่อไปจะได้ไม่หลงเชื่อง่ายๆอีก”
“พี่ฟู่กุ้ยเป็นคนดีจริงๆ”
“พี่ควรทำอยู่แล้ว”
ประธานเชี่ยนเอาที่ปิดตามาใส่ ซีนหวานแหววแบบนี้เธอไม่อยากเห็น
ที่นี่เป็นอำเภอที่พ่อแม่ที่เลี้ยงหลิวเหมยมาอาศัยอยู่ ฟู่กุ้ยอยากไปเยี่ยมพวกเขา เสี่ยวเชี่ยนก็เลยได้ตามไปด้วย
พ่อแม่บุญธรรมของหลิวเหมยจริงๆแล้วก็คืออาแท้ๆของหลิวเหมย ทำธุรกิจอยู่ที่นี่ฐานะพอใช้ได้ มีบ้านแบบเรือนสี่ประสานขนาดใหญ่ สวนภายในบ้านปลูกต้นผลไม้นานาชนิด หลิวเหมยใช้ชีวิตในวัยเด็กที่นี่
พ่อแม่แท้ๆของเธอเป็นข้าราชการ คลอดเธอออกมาแล้วแต่พากลับบ้านไม่ได้ โชคดีที่พ่อแม่บุญธรรมดีกับเธอมาก พวกท่านเห็นหลิวเหมยกลับมาก็รีบออกมาต้อนรับ เห็นฟู่กุ้ยที่ท่าทางลักษณะดีก็ยิ่งพอใจ
ฟู่กุ้ยเอาของมาฝากมากมาย พ่อแม่บุญธรรมของหลิวเหมยต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี เดิมฟู่กุ้ยอยากกินข้าวก่อนค่อยกลับ แต่ทันใดนั้นก็เกิดลูกเห็บและฝนตกหนัก
“ดูท่าทางสวรรค์อยากช่วยเรารั้งแขกเอาไว้ เอาแบบนี้ พวกเธอไม่ต้องกลับกันหรอก อยู่ค้างคืนที่นี่ พรุ่งนี้อากาศปลอดโปร่งแล้วค่อยไปดีไหม?” แม่บุญธรรมเองก็ไม่ได้เจอหลิวเหมยนานแล้ว นี่เป็นการดีที่จะได้อยู่กับลูกสาวสักคืน
อย่างไรเสียบ้านนี้ก็ห้องหับเยอะแยะ
“งั้นก็รบกวนด้วยนะครับ” ฟู่กุ้ยเองก็ดูออกว่าหลิวเหมยไม่อยากกลับ อากาศแปรปรวนแบบนี้ค้างสักคืนก็ได้
เสี่ยวเชี่ยนไม่ค่อยชินกับการค้างบ้านคนอื่น แต่สถานการณ์แบบนี้จะกลับก็ไม่สะดวก ตอนมาเป็นเส้นทางที่ต้องผ่านภูเขา ถ้าเกิดระหว่างทางมีดินถล่มขึ้นมาแล้วจะยุ่ง
ฝนตกไม่หยุด พยากรณ์อากาศบอกว่าแค่มีฝนเล็กน้อย ตอนที่พวกเสี่ยวเชี่ยนออกมาก็ไม่คิดว่าฝนเล็กน้อยจะกลายเป็นตกหนักขนาดนี้ เธอไม่เป็นห่วงตัวเองหรอก แต่ห่วงอวี๋หมิงหลางที่อยู่ในเขามากกว่า
เขาทดสอบทหารใหม่อยู่เขา ฝนตกหนักขนาดนี้จะมีอันตรายหรือเปล่า
“หา? ข้างบ้านเราไม่ได้มีคนแก่ที่มีแต่ลูกสาวสองคนเหรอคะ เขาไม่ได้มีลูกชายไม่ใช่เหรอ?” หลิวเหมยจำได้ว่าก่อนเธอไปจากที่นี่ข้างบ้านมีสองลุงป้าที่ใจดีอาศัยอยู่
“ลุงหลิวขายบ้านไปแล้ว ลูกสาวเขารับไปใช้ชีวิตอยู่ดีกินดีที่เมืองนอกแล้ว ข้างบ้านมีคนย้ายมาอยู่ใหม่เราน่ะยังไม่เคยเห็น ลูกชายบ้านนั้นเป็นโรคประสาทตั้งแต่ก่อนย้ายเข้ามา ชอบพูดว่าดาราที่แสดงนั่นนี่ คนนั้นคนนี้เป็นเมียเขา เขาจะไปตามจับแฟนกลับมาจากไต้หวัน…”
หลิวเหมยฟังแล้วก็อยากหัวเราะให้น้ำตาเล็ด “จริงเหรอคะ? แม่ไม่เคยเล่าให้ฟังเลย”
“ช่วงนั้นเรามัวแต่วุ่นหางาน ลำพังแค่เวลาคุยสารทุกข์สุขดิบในบ้านยังไม่พอเลย จะมีเวลาเล่าเรื่องแบบนั้นได้ยังไง ต่อมาพวกเขาพาลูกชายไปรักษาที่โรงพยาบาลบ้า ผ่านไปสักระยะบอกว่าหายแล้ว ช่วงนี้กลับมามีอาการอีกก็เลยส่งไปที่โรงพยาบาลอีก”
“น่าปวดหัวจริงๆ”
“ใช่ไหมล่ะ ก่อนหน้านี้ตอนที่อาการกำเริบรบกวนชาวบ้านไปทั่ว ดึกดื่นมาตะโกนหน้าบ้านตอนเที่ยงคืนครึ่งทุกวันจนพ่อเรานอนไม่หลับ พอบ้านนั้นพาลูกไปรักษาชีวิตพวกเราถึงได้สงบลง บ้านหลังนี้อยู่จนชินแล้ว ถ้าทางนั้นไม่พาคนไปรักษาพวกเราคงต้องย้ายไปอยู่คอนโด แต่ให้แม่ไปอยู่แบบนั้นแม่ก็ไม่ชิน”
เรือนสี่ประสานหลังนี้อายุค่อนข้างเก่าแก่แล้ว อยู่สบายกว่าพวกคอนโด แม่บุญธรรมหลิวเหมยพอนึกถึงเรื่องที่ทำตัวเองเกือบต้องย้ายบ้านแล้วก็ปวดหัว
“จริงสิเสี่ยวเชี่ยน หนูกับฟู่กุ้ยเรียนด้านโรคประสาทมาใช่ไหม?” แม่บุญธรรมหลิวเหมยถามเสี่ยวเชี่ยน
เสี่ยวเชี่ยนยิ้ม “พี่ชายหนูเป็นนักนิติจิตวิทยาค่ะ ส่วนหนูเป็นจิตแพทย์ค่ะ”
“มันต่างกันตรงไหนเหรอ?”
“พูดง่ายๆก็คือ เขาต้องวินิจฉัยว่าคนที่ทำผิดเหล่านั้นเป็นโรคประสาทหรือเปล่า ส่วนหนูมีหน้าที่ให้คำปรึกษาคนที่มีอาการทางจิตแต่ไม่ถึงกับเป็นโรคประสาทค่ะ ซึ่งบางครั้งก็ต้องทำงานร่วมกับหมอแผนกประสาทด้วย”
“งั้นหนูว่าตอนนี้บ้านเรามีกฎหมายที่ควบคุมเพื่อนบ้านแบบนี้ไหม? ถ้าเขาออกมาจากโรงพยาบาลแล้วตะโกนอะไรเหม่ยๆผมรักคุณอีก พวกเราจะทำไงดี? แจ้งตำรวจไปตำรวจก็แค่มาคุยแต่ไม่จับ ถ้าพวกเราทำแบบนั้นบ่อยๆเดี๋ยวจะเป็นการทำร้ายจิตใจเพื่อนบ้าน”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: แผนรักสยบใจบอสสาวตัวร้าย