พูดจบทั้งสองก็เหมือนสูญเสียความสามารถในการพูดจา แสง เทียนส่องสว่างทั่วทั้งห้องหอ บรรยากาศค่อนข้างเงียบงัน
เยี่ยอู๋เฮิ่นมายังข้างโต๊ะมงคล รินสุรามงคลจอกหนึ่งเอง ก่อนจะดื่ม มันลงไป พลางเอ่ย “เจ้าจะไปแล้วหรือ?”
นางสัมผัสได้ถึงการเตรียมการของหลี่มู่ในหลายวันมานี้
หลี่มู่พยักหน้า “ใช่แล้ว”
“ไปนอกพิภพ?”
“อืม”
“คิดจะดึงศูนย์กลางของลมพายุจากโลกดาวทุรกันดารออกไปยัง เขตดาราเทพวีรชนหรือ” เยี่ยอู๋เฮิ่นถาม
หลี่มู่มองเด็กผู้หญิงคนนี้อย่างแปลกใจ
นางมองความคิดของเขาออก
“ในเขตดาราเทพวีรชน ข้าคือนักโทษฉกรรจ์ค่าหัวสูงของบรรดา สํานักใหญ่ต่างๆ ข่าวที่ข้าอยู่ที่นี่ ไม่ช้าก็เร็วจะต้องแพร่ไปถึงเขตดารา เทพวีรชนแน่ หากอยู่ที่นี่ต่อไป กลับจะทําให้ภูเขาสู่พลอยลําบากไป ด้วย หากข้าจากไป เข้าไปยังเขตดาราเทพวีรชน ความสนใจของสํานัก ใหญ่ต่างๆ จะอยู่ที่ข้า ไม่ค่อยสนใจโลกดาวทุรกันดารเท่าไหร่ มีค่ายกล กระบี่บัวมรกตอยู่ ความกดดันของพวกเจ้าก็จะลดลงมาก”
หลี่มู่ไม่ได้ปกปิด เล่าแผนการของตนออกมา
“อ้อ” เยี่ยอู๋เฮิ่นพยักหน้า “แต่นี่อันตรายมาก”
หลี่มู่หัวเราะก่อนจะเอ่ย “ข้าอยู่ที่นี่ก็อันตรายมากเช่นกัน ทุกคน ล้วนตกอยู่ในอันตราย”
เยี่ยอู๋เฮิ่นไม่พูดอะไรแล้ว
เงียบไปนาน นางมองไปยังหลี่มู่ แล้วเอ่ยขึ้นอย่างราบเรียบ “ให้ข้า ไปเป็นเพื่อนไหม ตอนนี้ข้าก็พลังฝึกตนขั้นทะลวงสวรรค์แล้ว ไม่เป็น ภาระของเจ้า”
บนใบหน้าขาวเนียนที่ทั้งงดงามเลิศล�า ทั้งนิ่งสงบไม่เห็นร่องรอย คลื่นอารมณ์เหมือนมีผ้าโปร่งบางคลุมเอาไว้ ดวงตาสีเขียวประหนึ่ง หยกที่งดงามที่สุดในโลก ไร้ซึ่งราคีใดๆ บริสุทธิ์จนชวนให้วิญญาณสั่น สะท้านมองมายังหลี่มู่ รอคอยคําตอบจากเขา
หลี่มู่ยิ้มพลางส่ายหน้า “อย่าเลย” ขั้นทะลวงสวรรค์ของเขากับขั้นทะลวงสวรรค์ของนางต่างกัน “อ้อ” เยี่ยอู๋เฮิ่นพยักหน้า ไม่พูดอะไรต่อ นางก็รู้ พลังของหลี่มู่เหนือกว่าตัวเองมากนัก “อยู่ที่ภูเขาสู่เถอะ มีเพียงเจ้าเท่านั้นที่สามารถควบคุมค่ายกล กระบี่บัวมรกตได้” หลี่มู่เอ่ย “สําหรับเจ้าลัทธิชรา สําหรับข้า สําหรับ หลายๆ คนแล้ว ภูเขาสู่ตระหง่านไม่ล้มสําคัญยิ่งนัก” เยี่ยอู๋เฮิ่นรับคํา แล้วเอ่ยอย่างจริงจัง “ข้าอยู่ ภูเขาสู่อยู่” มองดวงตาของนาง ใจของหลี่มู่ก็พลันสั่นสะท้าน อย่างไรเสีย เยี่ยอู๋เฮิ่นปีนี้ก็เพิ่งจะสิบแปดเท่านั้นเอง เด็กผู้หญิงอายุสิบแปดบนโลกทําอะไร? ความรักความเอ็นดูจากที่บ้าน การปกป้องจากเพื่อนพ้อง ประตูรั้ว ของมหาวิทยาลัยเพิ่งจะเปิดออก ชีวิตที่งดงามยิ้มกวักมือเรียก ส่วนเยี่ยเฮิ่นนั้นกลับเดินออกมาจากกองศพทะเลเลือดไม่รู้ตั้งกี่ครั้ง
หลี่มู่หวังว่านางจะดูแลภูเขาสู่ เป็นด่านหน้าปกป้องในวันที่โลกเดิน ออกจากระบบทางช้างเผือก ภาระหนักหน่วงเช่นนี้กดดันไว้กับ เด็กผู้หญิงอายุสิบแปดที่ไม่ใช่คนของโลก หลี่มู่ถามตัวเองว่าทําเช่นนี้ เห็นแก่ตัวไปหรือไม่?
“เพื่อท่านย่า ท่านปู่ และท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าจะปกป้องภูเขาสู่” เยี่ยอู๋เฮิ่นเอ่ย
นางเหมือนมีพลังที่มองทะลุจิตใจอย่างหนึ่ง สัมผัสได้ถึงความรู้สึก ขอบคุณและรู้สึกผิดที่ซ่อนลึกในใจของหลี่มู่รางๆ จึงชิงพูดขึ้นเสียก่อน
หลี่มู่มองมายังนาง
นางเอ่ยอย่างสงบ “ภูเขาสู่คือบ้านของข้า”
หลี่มู่พยักหน้า เขาเข้าใจแล้ว
เยี่ยอู๋เฮิ่นไม่ใช่คนพูดเก่ง อาจเป็นเพราะการประสบพบเจอในอดีต ผ่านความเป็นตายและการพลัดพรากในโลก เห็นเลือดและโครงกระดูก ขาวโพลนจนเคยชิน เดินผ่านระหว่างความเป็นตายไม่รู้ต่อกี่ครั้ง ตัว นางมีความเย็นชาและความสงบนิ่งที่ไม่เหมาะกับอายุ ค่อนข้างปิดกั้น ตัวเอง ดังนั้นจึงทําให้คนรู้สึกเหมือนผลักไสผู้คนออกไปไกล แต่แท้ที่ จริงเล่า? นางเป็นเด็กสาวที่ภายนอกเฉยชา แต่ภายในกระตือรือล้น
หลี่มู่สัมผัสได้ว่า นางสงสัยใคร่รู้ที่มาที่ไปของเขาและโลกนัก
อาจเป็นเพราะจากการสัมผัสกับพวกเซียวตง ลั่วเสวียนซินพวก นั้น ต่างได้รับผลกระทบทางด้านความคิด โดยเฉพาะกับลั่วเสวียนซิน มี ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับเยี่ยอู๋เฮิ่นที่สุด สนิทกันมาก คุยกันมากที่สุด แต่ว่า ต่างจากเด็กสาวทั่วไป เยี่ยอู๋เฮิ่นสามารถควบคุมความสงสัยใคร่รู้ เช่นนี้ของตนเอาไว้ได้อย่างง่ายดาย หรือจะบอกว่าความสงสัยใคร่รู้ เช่นนี้สําหรับนางไม่สําคัญ ในชีวิตช่วงสั้นๆ สิบแปดปีของเยี่ยอู๋เฮิ่นแบ่ง ออกเป็นสองช่วง ช่วงแรกนั้นเต็มไปด้วยการต่อสู้รบราและความแค้น ส่วนครึ่งหลังนั้นในที่สุดก็ได้มีบ้านที่สุขสงบ นางจะปกป้องบ้านของ ตัวเอง
บ้านหลังนี้ก็คือภูเขาสู่
สําหรับหลี่มู่ ท่ามกลางเด็กสาวที่เขาได้สัมผัสและรู้จัก เยี่ยอู๋เฮิ่น เป็นคนที่พิเศษที่สุด
แตกต่างจากคนอื่น
“ข้าค่อนข้างเหนื่อย ข้าจะนอนแล้ว”
เยี่ยอู๋เฮิ่นลุกขึ้นเดินมายังข้างเตียงมงคล นอนลงไปทั้งชุดอย่าง เรียบนิ่ง
ผมยาวสีเขียวปูแผ่ไปบนผ้าปูที่นอนสีแดง เหมือนกับแหนที่แผ่ เติบโต ทั้งงดงามและสุขสงบ ปลดปล่อยเสน่ห์ที่ชวนให้ตกตะลึงอย่าง เงียบงัน ขนตายาวกะพริบ หลับตาลง มองจากด้านข้าง กรอบหน้ารูป ไข่ประหนึ่งหยกมันแพะดูสุขสงบและอ่อนโยน นางเหมือนว่าไม่ได้ พักผ่อนดีๆ เช่นนี้มานานมากแล้ว เหมือนว่าเหน็ดเหนื่อยมากนัก ไม่ นานก็หลับไปจริงๆ
หลี่มู่นั่งอยู่ที่โต๊ะมงคล เท้าคาง รู้สึกง่วงเช่นกัน บรรยากาศเช่นนี้กํากวมเหลือเกิน
แต่หลี่มู่รู้ว่าตัวเองต้องอยู่ในห้องหอแห่งนี้ รอจนฟ้าสว่าง จากนั้น ออกไปด้วยกันกับเยี่ยอู๋เฮิ่น
ในเมื่อเปิดอกบอกแล้วว่าจะแสดงละคร เช่นนั้นก็ต้องแสดงให้จบ ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ ท่ามกลางความมึนๆ งงๆ หลี่มู่ก็ฟุบหลับไปบนโต๊ะ ราตรีรายล้อม เมืองไป๋ตี้ ภูเขาสู่สงบเงียบอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เสียงครึกครื้นยินดีรอบๆ เงียบลงไปช้าๆ
ฉิงเอ๋อร์เฝ้าอยู่หน้าประตูหอ นั่งกอดเข่าอยู่ที่บันได เงยหน้ามอง ดวงจันทร์


VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: จอมศาสตราพลิกดารา