เข้าสู่ระบบผ่าน

จอมศาสตราพลิกดารา นิยาย บท 607

หลี่มู่นึกขึ้นได้ว่าตอนที่อยู่ที่ตําบลฉาบทอง สิ่งที่เด็กชายขายสัตว์ ดาราคนนั้นอยากจะได้ก็คือ ‘โอสถคืนวิญญาณ’

แต่ว่า ‘โอสถคืนวิญญาณสมบูรณ์’ กับ ‘โอสถคืนวิญญาณ’ แตกต่างกันเพียงคําเดียว แต่น่ากลัวว่าจะไม่ได้แตกต่างกันเพียงแค่คํา เดียวง่ายๆ อย่างที่เห็นแน่

ตูม

หมัดเดียวซัด ‘กระบี่สายลมสารทฤดูไร้เงา’ เมิ่งฉางหุนสลบ ใจห ลี่มู่ก็สงบลงเล็กน้อย

ขอแค่ยังช่วยได้ก็ยังมีโอกาส

ไม่ว่า ‘โอสถคืนวิญญาณสมบูรณ์’ จะล�าค่าหายากแค่ไหน ขอแค่ บนโลกนี้มี ก็จะต้องมีวันที่หาเจอ

สมาธิของเขากลับมายังการต่อสู้บนท้องฟ้า

ท่ามกลางพลังปั่ นป่วน มังกรสีเงินแต่ละทางๆ สะบัดวนออกมาไม่ หยุด ปะทะไปยังหินสีดํา ถึงแม้ทุกครั้งที่กระแทกเข้ามา มังกรเงินจะถูก

ละอองหมอกสีดําอาบย้อมจนสุดท้ายก็หายไป แต่จํานวนของมังกรสี เงิน เหมือนว่าจะไร้ที่สิ้นสุด ทะลักมาไม่หยุด จนถึงสุดท้ายกลับเป็นหินสี ดําโซซัดโซเซ ยากจะควบคุม

“ไอ้แก่นักพรตชั่ว เจ้ายังมีวิชาเช่นนี้อีกรึ”

ใบหน้าร่างเวทมหึมาฉายแววตื่นตะลึง

เขาบังคับหินปีศาจสีดําไม่เป็นทรงกลับมายังมือของตัวเอง “แต่ วันนี้เจ้าปรากฏตัวขึ้น ก็อย่าคิดจะมีชีวิตจากไปเลย”

พูดจบ

บนท้องฟ้าซากดาวก็หมุนวนขึ้นอีกครั้ง มิติจักรวาลอันมืดมิด ปรากฏขึ้น

สัตว์ประหลาดสามหัวสีดําตัวมหึมา ดุจคลุมด้วยดวงดารา เดิน ออกมาจากท้องฟ้าอันมืดมิด ทั่วร่างลุกโหมไปด้วยเปลวไฟสีดํา สี่เท้า หนามหึมาเหยียบย่างไปบนผืนฟ้า ท้องนภาก็ลุกไหม้ทันที ที่ที่มันเดิน ผ่านมีไฟสีดําลุกไหม้เป็นกลุ่มๆ

“นักพรตแก่ คิดไม่ถึงกระมังว่าข้าก็อยู่ด้วย วันนี้ข้าจะต้องกินเจ้า แน่นอน”

หัวที่อยู่ตรงกลางพ่นไฟ กลิ่นกํามะถันความตายเข้มข้นแผ่กระจาย มันจ้องกลุ่มปั่ นป่วนกลางท้องฟ้าเขม็ง

สัตว์ประหลาดสามหัวตัวนี้หัวของมันเหมือนสุนัขดุร้าย ลําตัว เดียวกัน ทั่วร่างดําสนิท สี่เท้าดั่งกีบม้า หางดั่งสิงห์ สูงสองจั้ง ตัวยาว สามจั้ง เทียบกับร่างเวทแท้จริงมหึมากลางท้องฟ้านั่นแล้วไม่ใหญ่สัก เท่าไหร่ แต่กลิ่นอายที่ไหลวนรอบกายของมัน กลับไม่อ่อนด้อยไปกว่า ร่างเวทแท้จริงของทาสในเหมืองแร่จากปากนักพรตเฒ่าที่ว่านั่นเลย

นี่เหมือนว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตระดับขุนพล

น่ากลัวมาก

ท่ามกลางจักรวาล เผ่าพันธ์ ุมีมากมายมหาศาล นอกจากเผ่ามนุษย์ แล้วยังมีสิ่งมีชีวิตที่มีปัญญามากมาย พวกเขาเหล่านั้นต่างฝึกฝน มีพลัง ไม่ธรรมดา ไม่ชอบแปลงเป็นร่างมนุษย์ แต่พลังแข็งแกร่งจนน่ากลัว จะ ดูถูกไม่ได้เลย

“จิ่ๆๆ เป็นสันดานของทาสในเหมืองแร่จริงๆ สู้ไม่ได้ก็เริ่มปล่อย สุนัขออกมา”

ท่ามกลางกลุ่มพลังปั่ นป่วน เสียงเจ้าเล่ห์นั่นก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง

ร่างผอมสูงร่างหนึ่งเดี๋ยวเลือนรางเดี๋ยวปรากฏ ดูเค้าร่างน่าจะ แต่งตัวเหมือนนักพรต สวมหมวกสูง ชุดคลุมยาว รองเท้าไม้ ในมือถือ แส้ เส้นไหมสีเงินไหลย้อยเหมือนน�าตก มังกรเงินที่โจมตีหินปีศาจสีดํา จนล่าถอยก่อนหน้านี้ ก็คือเส้นไหมสีเงินของแส้แปลงมานั่นเอง

“เจ้าไม่ใช่อาหารที่รสเลิศอะไร เนื้อแก่ไปเปรี้ยวเกิน แต่กระดูกเจ้า เหมาะจะแช่เหล้า”

สัตว์ร้ายสามหัวเปลวเพลิงท่วมฟ้า กลิ่นอายชั่วร้ายมืดฟ้ามัวดิน สนามพลังไร้เทียมเทียบ ทั้งสามหัวเอ่ยปากพูดพร้อมกัน เสียงดัง ประสานเป็นเสียงประหลาดกลางท้องฟ้า ทําให้คนเมื่อได้ยินแล้วรู้สึก หน้ามืดตาลาย

มันทะยานมาทันที พุ่งไปยังกลุ่มพลังปั่ นป่วนอย่างรวดเร็ว

ทุกที่ที่เท้าย่างก้าวผ่าน ท้องฟ้าก็ลุกไหม้ไปด้วยเปลวไฟสีดํา ทําลายล้าง

ร่างเวทแท้จริงที่แปลงมาของทาสในเหมืองแร่เซ่นสังเวยหินปีศาจ สีดําออกมาอีกครั้ง อีกทั้งยังทีเดียวสามสี่ก้อน บดขยี้ไปยังกลุ่มพลัง ปั่ นป่วน เห็นได้ชัดว่าใช้วิชาที่แข็งแกร่งที่สุด

“ ‘ลําแสงฟ้าดิน’!”

ท่ามกลางพลังปั่ นป่วน แส้ในมือของเงาร่างนักพรตผอมสูงสะบัด มือขวายังมีกระบี่ปรากฏขึ้นเล่มหนึ่งด้วย สําแดงกระบวนท่าเต๋าสูงสุด ใช้พลังของตนเพียงลําพังรับมือกับผู้แข็งแกร่งระดับขุนพลสองคน

การต่อสู้เช่นนี้ช่างน่าตื่นตะลึงเกินไป

ต่อให้ที่ที่ประมือกันอยู่ห่างเมืองพายุดาราเหลือแสน แต่เหล่าผู้ ฝึกฝนในเมืองพายุดารากลับยังอกสั่นขวัญแขวน สัมผัสได้ถึงคลื่นพลัง ประดุจทําลายล้าง คนบางคนที่ต่อให้ปกติแล้วมั่นใจแค่ไหน เมื่ออยู่ต่อ หน้าภาพเช่นนี้ก็พบว่าตัวเองเล็กจ้อยเหมือนเม็ดทรายเม็ดหนึ่งใน ทะเลทราย

ยังดีที่ผู้แข็งแกร่งระดับขุนพลทั้งสามคนนี้ยังควบคุมพลังเอาไว้

ผู้แข็งแกร่งระดับขุนพล เป็นผู้แข็งแกร่งที่หลุดพ้นจากห้วงดารา หากลงมือสู้กันจริงๆ แล้วล่ะก็ ทําลายเมืองเพียงชั่วเสี้ยวอึดใจเดียวก็ เป็นไปได้ แต่ว่าหนึ่งในกฎแห่งห้วงดาราสมุทรก็คือ การต่อสู้ในระดับนี้ ห้ามกระทบเมืองใหญ่เด็ดขาด มิฉะนั้น แต่ละฝ่ายต่างๆ จะออกมาลง ทัณฑ์

หลี่มู่เงยหน้าดูการต่อสู้ ในใจทายฐานะและที่มาที่ไปของระดับ ขุนพลทั้งสาม

จากข้อมูลต่างๆ ที่ได้จากการต่อสู้ในสุสานเทพ ในเขตดาราเทพวีร ชน ผู้แข็งแกร่งระดับขุนพลนั้นมีไม่มาก ผู้ฝึกฝนขั้นนักรบเป็นผู้ แข็งแกร่งชั้นยอดในสายตาของเหล่าผู้ฝึกฝนทั่วสารทิศ

ต่อให้เป็นเจ้าสํานักอาทิตย์ทอง เจ้าสํานักกระบี่ลอยลม ผู้มีอํานาจ ของสํานักที่ไม่ธรรมดา ก็ยังอยู่แค่ในขอบเขตขั้นนักรบเท่านั้น ดังนั้นถึง ได้ถูกหลี่มู่สังหารได้น่าอนาถขนาดนั้น น่าจะมีแค่สํานักมารฟ้า ทะเล โลหิต วังประสานฟ้า สํานักอันดับหนึ่งชั้นยอดที่บางทีอาจจะมีกําลังขั้น ระดับขุนพล

ระดับขุนพลทั้งสามเบื้องหน้าเหมือนว่าจะไม่ได้มาจากสํานักใหญ่ ที่ว่าเหล่านี้

เช่นนั้นหรือจะมาจากนอกเขตดาราเทพวีรชน?

แดนดาราจื่อเวย?

ฐานะนักโทษผู้ผิดบาปของตนทําให้ถูกสุนัขร้ายสามหัวและผู้ แข็งแกร่งระดับขุนพลไล่สังหารก็สมเหตุสมผล แต่ ‘ผู้สูงสุดแห่งฟ้า’ ไย จึงมาช่วยตน? หรือว่าในห้วงดาราสมุทรยังมีขั้วอํานาจอะไรที่ยืนอยู่ข้าง ‘นักโทษผู้ผิดบาป’ อย่างนั้นหรอกหรือ?

อีกทั้ง ฟังจากบทสนทนาของร่างเวทแท้จริงของทาสในเหมืองแร่ และ ‘ผู้สูงสุดแห่งฟ้า’ เมื่อครู่ เหมือนว่าก่อนหน้านี้ทั้งสองเคยสู้กันมา

ก่อนในห้วงดาราสมุทรนอกโลกดาวทุรกันดาร เวลาก็ไม่นาน…หลี่มู่รู้สึก เลาๆ ว่าการต่อสู้ครั้งนั้นเป็นไปได้อย่างมากว่าจะเกี่ยวกับการ เปลี่ยนแปลงบางอย่างที่เกิดขึ้นในดาวทุรกันดาร

หนึ่งก้านธูปหลังจากนั้น

ฟิ้ ว!

ลําแสงหลายทางพุ่งมาจากท้องฟ้าไกล

เบื้องหน้าเป็นเงาร่างสองร่าง คนหนึ่งเป็นนักกระบี่ใบหน้ามี แผลเป็นรอยดาบทางหนึ่ง อีกคนหนึ่งเป็นสตรีกลางคนหน้าตางดงาม ท่าทางเคอะเขินไม่เป็นธรรมชาติ มีท่าทียั่วยวนคนทั้งหลาย ข้างหลัง แบกกระบี่เรียวสีม่วงคู่หนึ่งเอาไว้

ทั้งสองล้วนเป็นผู้แข็งแกร่งขั้นนักรบ กลิ่นอายแข็งแกร่ง

“เป็นอีกสองผู้อาวุโสในสี่ผู้อาวุโสวังประสานฟ้า” มีคนร้องออกมา อย่างตื่นตะลึง และมีคนยินดี

กระบี่ใหญ่แตกสลาย

หลิ่วซ่านถูกหมัดอัดกระเด็นตีลังกาลอยออกไป กระอักเลือดกลาง ท้องฟ้า

“อะไร?”

“สวรรค์…”

“โอ้ บรรพจารย์!”

เสียงกรีดร้องที่ไม่อาจควบคุมได้เหมือนกระต่ายถูกเหยียบหางดัง มาจากกลุ่มผู้ฝึกฝนรอบๆ เหมือนผิวน�าราบเรียบที่จู่ๆ มีหินก้อนยักษ์ หนักร้อยจินทุ่มลงมา ก่อเกิดเป็นคลื่นถาโถมทันควัน

“ควรจะคิดได้ตั้งนานแล้ว” มีคนถอยหลังไปด้วยใบหน้าซีดขาว

‘กระบี่สายลมสารทฤดูไร้เงา’ เมิ่งฉางหุนแม้แต่กระบวนท่าเดียว ของหลี่มู่ยังรับไม่ได้ ‘กระบี่คลั่งเมฆาดารา’ หลิ่วซ่านที่เป็นหนึ่งในสี่ผู้ อาวุโสวังประสานฟ้าเช่นกัน แม้พลังจะสูงกว่าเมิ่งฉางหุน แต่ก็มี ขีดจํากัด แล้วจะมาเป็นคู่ต่อสู้ของหลี่มู่ได้อย่างไร?

แพ้ตั้งแต่ยกแรกจริงๆ ด้วย

“พี่สามระวัง”

‘ยอดกระบี่เงาเสน่ห์’ จื่อเซียวเอ๋อร์ที่เดิมใบหน้ายังแฝงด้วยรอยยิ้ม เห็นสถานการณ์ไม่สู้ดีก็รีบลงมือทันที มือทั้งสองแตะไปที่ต้นคอเบาๆ กระบี่เรียวที่หลังคู่นั้นก็เหมือนมีชีวิต บินออกมาเอง แปรเปลี่ยนเป็นเงา สีม่วง พุ่งสังหารไปยังหลี่มู่

เงาของนางเคลื่อนไหวในชั่วพริบตา รับ ‘กระบี่คลั่งเมฆาดารา’ ที่ กระเด็นตีลังกามาเอาไว้

กร๊อบ กร๊อบ

เสียงแปลกๆ ดังขึ้น

จื่อเซียวเอ๋อร์เงยหน้าอย่างตื่นตะลึง

นางมอง ‘กระบี่คู่เงาเสน่ห์’ อาวุธระดับสมบัติเต๋าที่ตนพึ่งพาจนมี ชื่อเสียงอย่างไม่อยากจะเชื่อ มันเหมือนไม้ฝืนผุๆ สองท่อนที่หลี่มู่คว้า เอาไว้เพียงมือเดียว จากนั้นก็ออกแรง หักมันโยนไปอีกด้านหนึ่ง

“อั้ก…เจ้า…”

เซียวจื่อเอ๋อร์อ้าปากกระอักเลือด ร่างโอนเอน ใบหน้างดงามซีด ขาวเหี้ยมเกรียม

สุดยอดอาวุธเชียวนะ เพียงกระบวนท่าเดียวก็ถูกทําลายเสียแล้ว ทําให้นางถูกพลังย้อนโจมตี ได้รับบาดเจ็บสาหัส

ไม่ว่าจะเป็นหลิ่วซ่านหรือเซียวจื่อเอ๋อร์ในใจต่างตระหนกตื่นตะลึง จนยากจะหาคําบรรยาย

นี่คือใครกัน

ทําไม่ไม่ใช่แค่พลังแข็งแกร่งจนเกินความเป็นจริงเท่านั้น แต่กาย เนื้อยังแข็งแกร่งกว่าอาวุธสมบัติเต๋าของตน เพียงมือเดียวก็บดขยี้กระบี่

ใหญ่แหลก หัก ‘กระบี่คู่เงาเสน่ห์’ อาวุธระดับนี้หัก หมัดของ ‘ดาบคลั่ง’ หลี่มู่ ไม่ใช่เนื้อใช่ไหม?

……………………………………………………

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: จอมศาสตราพลิกดารา