เข้าสู่ระบบผ่าน

จอมศาสตราพลิกดารา นิยาย บท 619

สํานักยุทธ์เทพก็มีดวงดาวที่เป็นของตัวเอง แต่เป็นเพียงดาวระดับ หกเท่านั้น

อย่างไรเสียสํานักยุทธ์เทพอยู่ในเขตดาราเทพวีรชนก็เป็นเพียงแค่ สํานักระดับสองก็เท่านั้น สามารถมีดาวเป็นของตัวเองได้ดวงหนึ่งก็ นับว่าไม่เลวมากๆ แล้ว

เจ้าสํานักยุทธ์เทพเว่ยมู่หรงนิสัยไร้เหตุผล อยู่ในดาวบริวารก็รีดนา ทาเร้น หากไม่เป็นดั่งใจเพียงเล็กน้อย ก็จะสั่งลงโทษในทันที ทําให้ผู้ ฝึกฝนเผ่าพันธุ์ต่างๆ ในดาวบริวารต่างกล้าโกรธแต่ไม่กล้าพูด โดยปกติ แล้ว เว่ยมู่หรงก็กําเริบเสิบสานเป็นอย่างที่สุด ไม่มีใครผู้ใดในสายตา มักจะพูดจาอวดดี ในเขตดาราเทพวีรชนก็นับว่าเป็นคนคลั่งที่ขึ้นชื่อ

แต่เหตุที่ก่อนหน้านี้ไม่ถูกใครจัดการ ว่ากันว่าเป็นเพราะคนคนนี้ใน แดนดาราจื่อเวยเป็นคนที่มีภูมิหลังเป็นอย่างมาก

มีคําพูดหนึ่งว่า เว่ยมู่หรงคนนี้เป็นสายเลือดของขั้วอํานาจ ราชวงศ์หยินหยางผสานเป็นหนึ่งที่อยู่ในอันดับสามของแดน ดาราจื่อเวย

ดังนั้นครั้งนี้เขาจึงกล้าเย้ยหยันหลี่มู่บนเครือข่ายเซียนเช่นนี้ จนถึง สุดท้ายอย่างไรเสียก็ไม่ยอมรับผิด

แต่ว่าเพื่อป้องกันหลี่มู่พลันลงมือมาสังหาร เขายังได้เตรียมการ บางอย่างเอาไว้ ปิดค่ายกลเคลื่อนย้ายที่เข้าดาวยุทธ์เทพ

หลี่มู่ปรากฏตัวขึ้นที่จุดพักห้วงดาราแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้กับดาวยุทธ์ เทพมากที่สุด จากนั้นก็เช่าเรือดาราลําหนึ่ง ข้ามห้วงดาราหลายแสนลี้ มายังเมืองเทพยุทธ์

ค่ายกลป้องกันเมืองของสํานักระดับหนึ่งอย่างสํานักอาทิตย์ทองยัง ต้านทานหลี่มู่ไม่ได้ จะสาอะไรกับสํานักระดับสองอย่างสํานักเทพยุทธ์ เช่นนี้

‘ค่ายกลเทพยุทธ์หยินหยาง’ ถูกหลี่มู่ใช้ดาบเดียวฟันสะบั้น

“หลี่มู่!”

เว่ยมู่หรงร่างเหมือนสิงห์เหมือนพยัคฆ์ สูงหนึ่งจั้ง เห็นได้ชัดว่าเป็น พวกต่างเผ่าพันธุ์ในจักรวาล มีสายเลือดยักษ์อยู่บ้าง หน้าตาโหดเหี้ยม มือถือขวานยักษ์เบิกฟ้า มองหลี่มู่เอ่ยคําราม “ข้าคือสายเลือด ราชวงศ์หยินหยางผสานเป็นหนึ่ง ในกายข้าไหลเวียนไปด้วย…”

ฟิ้ ว!

แสงดาบทางหนึ่ง

หัวของเว่ยมู่หรง เจ้าสํานักเทพยุทธ์ก็กระเด็นขึ้นฟ้า

“ไหลเวียนไปด้วยสายเลือดเทพยักษ์ศักดิ์สิทธ์…” ปากของเขายัง พูดประโยคนี้ แต่อยู่กลางท้องฟ้ากลับเห็นร่างไร้หัวของตนล้มลงไป อย่างช้าๆ

ความหวาดกลัวมหาศาลท่วมมิดเขาในชั่วพริบตา คําพูดของตนยัง พูดไม่ทันจบหลี่มู่ก็กล้าลงมือฆ่า?

จนถึงตาย เว่ยมู่หรงก็ไม่กล้าเชื่อทุกอย่างนี่

หลี่มู่สังหารไปยังสํานักเทพยุทธ์ทันที ทุกที่ที่เนตสวรรค์กวาดผ่าน หากเป็นศิษย์ของสํานักเทพยุทธ์ที่อาบย้อมด้วยกลิ่นคาวเลือด บาปกรรมก็ฆ่าทิ้งหมดไม่เหลือแม้แต่คนเดียว ไร้ปราณีเป็นที่สุด

ไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม สํานักเทพยุทธ์ก็ล่มสลาย ไม่มีตัวตนนับตั้งแต่นี้ เป็นต้นไป

ลูกศิษย์สํานักเทพยุทธ์ที่รอดต่างคุกเขาตัวสั่นงันงกอยู่บนพื้น ไม่ กล้าหนี

หลี่มู่กวาดค้นทรัพยากรสมบัติของสํานักเทพยุทธ์จนเรียบ จากนั้น ก็นั่งเรือดาราจากไป

ตอนมาเขาทําความเข้าใจสํานักเทพยุทธ์มาก่อนแล้ว นี่เป็นผู้ ยิ่งใหญ่บนดาวดวงนี้ เป็นเนื้อร้าย ก่อกรรมทําชั่ว ค้าขายทาส เข่นฆ่า สรรพชีวิต เรื่องที่ใช้คนเป็นๆ ฝึกวิชาก็ทําไปไม่น้อย เป็นรังปีศาจที่ แท้จริง อีกทั้งในอดีต สํานักเทพยุทธ์เป็นกําลังหลักในการล้อมสังหาร ‘นักโทษผู้ผิดบาป’ เคยสังหารทายาทของนักโทษผู้ผิดบาป ดังนั้นหลี่มู่ ล้างสํานักพวกเขาก็ไม่มีความกดดันทางจิตใจเลยแม้แต่น้อย

บนเรือดารา หลี่มู่เข้าระบบเครือข่ายเซียน เข้าไปยังกระดาน สนทนา ‘เหตุการณ์เทพวีรชน’ เผยแพร่ภาพกระจกวารีที่สังหาร ‘เทพ สงครามอาทิตย์ทอง’ จินหยวนอี้และล้างสํานักเทพยุทธ์ และตั้งค่าเก็บ สิทธิ์การเข้าอ่าน

ไม่รอให้เหล่าชาวเครือข่ายเซียนผู้ฝึกฝนได้ตั้งตัว เขาก็ออกจาก ระบบไป

เขานั่งเรือดารากลับมายังจุดพักห้วงดารา จากนั้นก็กลับมายังดาว แม่ของเผ่าวายุอย่างผู้แข็งแกร่งผ่านจากค่ายกลเคลื่อนย้าย

“ข้าเฟิงเยวี่ยหยางหัวหน้าเผ่าวายุ ขุนพลหลี่(หลี่เจี้ยง)มาถึงไม่ทัน ได้ออกมาต้อนรับ ช่างเป็นความผิดนักๆ” ชายชราคนหนึ่งของเผ่าวายุ รอหลี่มู่อยู่ที่ปากค่ายกลตั้งนานแล้ว เมื่อได้เห็นหลี่มู่ก็รีบนําคนในเผ่า เดินมาต้อนรับอย่างมีมารยาท

หลี่น้อย(หลี่เจี้ยง)?

หลี่มู่ได้ฟังก็อึ้งไปเล็กน้อย

เหล่าผู้ฝึกฝนในห้วงดาราก็ชอบใช้คําเรียกที่เบียว แบ๊วขนาดนี้ เหมือนกันเรอะ?

แต่เดิมเขามาด้วยจิตสังหารคุโชน แต่เมื่อชายชราผมขาวเผ่าวายุ ทักทายได้เบียวขนาดนี้ ไม่รู้ทําไม จิตสังหารก็สลายไปกว่าครึ่ง

“บุตรชายคนเล็กของข้าเฟิงหลิวเซิงไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต�า แตะ หนวดของขุนพลหลี่เข้า ช่างไม่ควรเลยจริงๆ” ชายชรายิ้มตาหยี โบก มือพลางสั่ง “ใครก็ได้ นําเจ้าเดรัจฉานน้อยนั่นเข้ามา”

ทันใดนั้นก็มียอดฝีมือเผ่าวายุนําเด็กหนุ่มดูแล้วอายุประมาณสิบ แปดสิบเก้าปีที่ถูกมัดเอาไว้ ผลักเดินเข้ามา

“ปล่อยข้า มีสิทธิ์อะไรให้ข้าขอโทษมัน ข้าไม่ได้ทําอะไรผิด คุณธรรมไม่พ่ายแพ้ ความยุติธรรมไม่ล้มลง ข้าต่อให้ตายก็ไม่มีทางขอ โทษเจ้าฆาตกรดวงดาวนี่เด็ดขาด…” เด็กหนุ่มหน้าแดงก�า ท่าทางโกรธ แค้นต่อความไม่เป็นธรรม พลางดิ้นรน หน้าตาเศร้าสร้อยแต่หึกเฮิม เหมือนวีรบุรุษที่พร้อมสละตัวเพื่อผดุงความยุติธรรม

หลี่มู่ขยี้จมูก

อืม ค่อนข้างน่าสนใจ

ก่อนที่จะมาเขาก็ได้สืบค้นข้อมูลมาก่อนแล้ว เผ่าวายุนี้อยู่ในเขต ดาราเทพวีรชนมีชื่อเสียงไม่แย่นัก นับว่าเป็นเผ่าที่ไร้จุดยืน ว่ากันว่าใน กายมีสายเลือดของเทพวายุบรรพกาลไหลวน แต่ว่าก็เจือจางมากแล้ว เพราะไม่มีปณิธาณอะไรจึงมักจะทําเรื่องที่เปลี่ยนสี ไหลไปตามน�า ดังนั้นจึงถูกหลายคนเสียดสีว่าเป็นเผ่า ‘ไร้ความทระนง’ ครั้งนี้หัวหน้า เผ่าวายุเดินทางมายอมรับผิดก่อนเลยก็เป็นเรื่องสมเหตุสมผล

แต่เฟิงหลิวเซิงคนนี้กลับกล้าหาญขนาดนี้?

หรือในเผ่าวายุที่ถูกขนานนามว่า ‘เผ่าไร้ความทระนง’ จะมีผู้กล้า หาญ?

หลี่มู่ใช้เนตรสวรรค์สํารวจก็พบว่าเฟิงหลิวเซิงไม่ได้แกล้งแสดง ผดุงความยุติธรรม แต่ดื้อดึงของแท้ ในใจเกิดความรู้สึกชื่นชมเล็กๆ

“ขอแค่เจ้าคุกเข่ารับผิด วันนี้ข้าจะไม่ฆ่าเจ้า” หลี่มู่มองเฟิงหลิว เซิงพลางเอ่ยด้วยสีหน้าราบเรียบ

เฟิงหลิวเซิงอายุสิบแปดสิบเก้า มีรูปโฉมสง่างามอันเป็นเอกลักษณ์ ของเผ่า มีคิ้วยาวเฉียงสีขาว รูปร่างบางกว่าชายเผ่ามนุษย์ ผมสีเขียว รอบกายมีคลื่นวนอากาศสีเขียวอ่อนหมุนวนอยู่รางๆ นี่เป็นพรสวรรค์ ใกล้ชิดที่เผ่าวายุมีต่ออากาศและธรรมชาติ เขามองหลี่มู่อย่างเย็นชา

เขาหน้าแดงก�า “ถุย ให้ข้าก้มหัวให้กับปีศาจคลั่งแบบเจ้าอย่างนั้นรึ ฝัน ไปเหอะ เจ้าฆ่าข้าเสียเถอะ”

“เจ้าไม่กลัวตาย?” หลี่มู่มองเขา

เฝิงหลิวเซิงมีความแข็งกร้าวและฮึกเหิมอย่างคนหนุ่มเลือดร้อน แผ่นหลังเหยียดตรง เอ่ยด้วยน�าเสียงทรงพลัง “ห่านป่าบินผ่านทิ้ง ร่องรอย สายลมพัดผ่านทิ้งซึ่งเสียง ต่อให้ตาย ข้าก็ตายเพื่อความ ยุติธรรม ข้าจะบอกกับทั่วทั้งห้วงดาราสมุทรว่า เผ่าวายุเราไม่ใช่พวกไร้ ศักดิ์ศรี หากความตายของข้าสามารถปลุกความฮึกเหิมให้กับเผ่าวายุ ได้ ตายแล้วอย่างไรเล่า? ส่วนเจ้า เจ้าปีศาจฆาตกร ไม่ช้าก็เร็วจะต้อง ได้รับกรรมตามสนองแน่”

หากก่อนหน้านี้ตอนที่เผยแพร่ภาพหลี่มู่สังหารผู้อาวุโสขั้นนักรบ ทั้งสี่ของวังประสานฟ้า ซัดสุนัขโลกันต์สามหัวจนหมอบบนกระดาน สนทนา ‘เหตุการณ์เทพวีรชน’ เหล่าผู้ฝึกฝนจะแค่เคารพยําเกรงใน พลังของหลี่มู่แล้วล่ะก็ เช่นนั้นตอนนี้ ผู้ฝึกฝนทั้งหมดต่างสัมผัสได้ถึง ลักษณะของความแข็งแกร่งและวิธีการสังหารของผู้แข็งแกร่งวิถียุทธ์ คนใหม่ในเขตดาราเทพวีรชนได้อย่างแท้จริงแล้ว

เขาคือขั้นขุนพลที่ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น ไม่เคยออมชอม

เหล่าผู้ฝึกฝนตระหนักได้ว่าหากใช้ท่าทีแข็งกระด้างรับมือ เช่นนั้น สิ่งที่รับหน้ามาก็คือหลี่มู่ที่แข็งกระด้างยิ่งกว่า

ผู้ฝึกฝนและสํานักที่ร่วมมือกับอี้เชาและหลานอู๋อวี่คนอื่นๆ คอย เยาะหยัน ท้าทายหลี่มู่อยู่ห่างๆ พวกนั้นกลัวจนแทบบ้า ไม่สนใจศักดิ์ศรี ของตัวเอง รีบเผยแพร่กระทู้ขอโทษทั้งน�าตาไปยังกระดานสนทนา ‘เหตุการณ์เทพวีรชน’ ด้วยความเร็วที่เร็วที่สุด ทั้งยังมอบเงินชดเชย ตามจํานวนที่กําหนดเอาไว้ทันที

เพียงชั่วพริบตา บนกระดานสนทนา ‘เหตุการณ์เทพวีรชน’ ก็แทบ จะ ‘พูดถึงหลี่มู่ก็หน้าซีดเผือด’

ในใจของหลายคนเริ่มวิตกกังวล เริ่มย้อนคิดอย่างละเอียด ตอนนั้น ในกระแสวิพากย์วิจารณ์ที่พูดให้ร้ายและสาปแช่งหลี่มู่คราวนั้น ตัวเอง ได้พูดให้ร้ายอะไรหลี่มู่หรือไม่

แต่ว่ามีคนจํานวนน้อยพบว่า อันที่จริงแล้วผู้ฝึกฝนที่ยืนหยัดต่อ ความยุติธรรม ไม่กลัวเกรงอํานาจอย่างแท้จริงบางคน จอมยุทธ์ที่เป็น ตัวตั้งตัวตีสังหารหลี่มู่บนกระดานสนทนาเพราะการล้างสังหารที่ถนน หนานเจียเหล่านั้น ล้วนไม่ถูกโจมตีล้างแค้นจากหลี่มู่ หลี่มู่กระทั่งว่า ไม่ได้โต้แย้งคําพูดของคนพวกนี้แม้แต่ประโยคเดียว

หลังจากนั้นสามวัน

หลี่มู่ก็กลับมาถึงยังเมืองพายุดารา

ของที่เขาซื้อจากเครือข่ายเซียนทุกอย่างก็ได้รับแล้วทั้งหมด

ส่วนมากแล้วก็ให้กัวอวี่ชิงและติงอี้ ตัวเองเก็บเอาไว้เพียงส่วนน้อย

หลายวันมานี้ ทรัพย์สินที่เขา ‘ขูดรีดหลอกเอามา’ ได้รวมแล้วเป็น ผลึกเซียนสีทองห้าร้อยกว่าก้อน จํานวนน่าตื่นตะลึงนัก

หลี่มู่เก็บเอาไว้ครึ่งหนึ่ง เพราะนี่คือสิ่งที่เขาควรจะได้จากการได้รับ การให้ร้าย และค่าความพยายามทุ่มเทจากการต่อสู้ไปทั่วทิศ ส่วนที่ เหลืออีกครึ่งหนึ่งก็ไหว้วานเครือข่ายเซียนให้จัดตั้งโครงการ ‘กองทุน

เงินปลอบขวัญผู้เคราะห์ร้ายและผู้ตายที่ถนนหนานเจีย’ ในเมืองพายุ ดารา เพื่อปลอบขวัญผู้บริสุทธิ์ที่สูญเสียพ่อแม่ สามี ภรรยา บุตรหญิง ชายจากการล้างสังหารครั้งใหญ่พวกนั้น

หลังจากนั้น หลี่มู่ก็จากเมืองพายุไปอย่างเงียบงัน

คราวนี้กัวอวี่ชิงก็บอกลาหลี่มู่เช่นกัน ก้าวสู่เส้นทางฝึกฝนเพียง ลําพัง หวังว่าจะก้าวสู่ขั้นสามัญอย่างแท้จริงได้ในเร็ววัน ยืนได้มั่นใน ห้วงดาราสมุทร รับภรรยาและลูกหญิงชายมายังห้วงดาราสมุทร เขารู้ ว่าหลี่มู่ยังมีภาระอันใหญ่หลวง ดังนั้นจึงไม่คิดที่จะเป็นตัวถ่วงหลี่มู่อีก

แน่นอน เขาก็จะช่วยหลี่มู่สืบข่าวร่องรอยของฮวาเสี่ยงหรงและ หวางซืออวี่

อย่างไรเสียก็มีป้ายสื่อสารและสิทธิ์การเข้าถึงเครือข่ายเซียนแล้ว ห้วงดาราสมุทรถึงจะกว้างใหญ่ แต่การติดต่อก็รวดเร็ว

จั่วชิงชิงเริ่มสร้างกิจการสํานักดาราแปดดินแดนของนางใหม่ โดยหลี่มู่แอบสนับสนุนอย่างลับๆ เป็นหนึ่งในหุ้นส่วนของสํานักดารา แปดดินแดน แต่ข้อมูลนี้นับเป็นระดับปกปิดเป็นความลับ เพราะในห้วง ดาราสมุทรหลี่มู่มีศัตรูมากเกินไป หากเปิดเผยกลับจะไม่เป็นประโยชน์ ต่อการพัฒนาของสํานักดาราแปดดินแดน

และในตอนนี้ เมื่อทางเครือข่ายเซียนเปิดเผย ‘กองทุนเงินปลอบ ขวัญผู้เคราะห์ร้ายและผู้ตายที่ถนนหนานเจีย’ และจํานวนเงินมหาศาล ของกองทุนแล้ว ทั่วทั้งกระดานสนทนาเครือข่ายเซียนก็เดือดพล่านขึ้น

นี่มันเกิดอะไรขึ้น? ฆาตกรกลับจัดตั้งกองทุนปลอบขวัญ? แสร้งทําเป็นเห็นใจ? หรือมีเรื่องอะไรปิดอยู่?

……………………………………………

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: จอมศาสตราพลิกดารา