อีกทั้ง ก็ไม่รู้ว่านางใช้วิธีการใด จึงสามารถดึงดูดความสนใจและได้รับความโปรดปรานจากฝ่าบาทอยู่เสมอ
ในยามนี้มู่หรงไหวกำลังเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ ดังนั้นคำขอเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ของเขาย่อมเป็นเรื่องที่ตกลงได้โดยง่าย
ยิ่งไปกว่านั้น เฉินกุ้ยเฟยเพิ่งประสบเคราะห์ถูกลอบวางยา ในใจย่อมอัดอั้นเจ็บแค้น สมควรที่จะจัดงานให้ครึกครื้นเพื่อปลอบขวัญนาง
“อืม ข้อเสนอของเจ้านับว่าไม่เลว เห็นควรตามนี้ ไปถามเถ้าแก่ซูว่าเขาเต็มใจหรือไม่ เราอนุญาต”
มู่หรงไหวหันไปมองซูอวิ๋นทันที
“เถ้าแก่ซู ว่าอย่างไร ให้เกียรติกันได้หรือไม่?”
วาจานี้ทำเอาซูอวิ๋นแทบจะอกแตกตาย ท่านเป็นถึงองค์ชาย กล่าววาจาเช่นนี้ต่อหน้าฮ่องเต้ ต้องการจะลดอายุขัยของเขาหรือไร หากผู้ใดไม่รู้คงนึกว่าเขาเป็นผู้มีหน้ามีตาใหญ่โตเพียงใดกัน
“องค์ชายเจ็ดกล่าวหนักไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ การที่กระหม่อมมีวาสนาได้จัดงานเลี้ยงวันเกิดให้กุ้ยเฟย ถือเป็นเกียรติอันสูงสุดแล้ว”
“ดี เช่นนั้นถือว่าเจ้าตอบตกลงแล้วใช่หรือไม่? ตกลงตามนี้”
มู่หรงไหวหัวเราะอย่างเบิกบานใจ พลางยกจอกสุราขึ้นคารวะเขา แล้วดื่มรวดเดียวจนหมดจอก
ชั่วขณะนั้น ภาพลักษณ์ขององค์ชายเจ็ดที่ดูเป็นกันเองและไม่ถือตัวก็ประทับลึกลงในใจของผู้คน
ทุกคนต่างรู้สึกสนิทสนมกับเขามากขึ้น ต่างลงความเห็นว่าองค์ชายเจ็ดเป็นองค์ชายที่เข้าถึงง่ายที่สุดในบรรดาองค์ชายทั้งปวง
งานเลี้ยงดำเนินต่อไป ซูหว่านรู้สึกว่าค่ำคืนนี้น่าสนใจยิ่งนัก นางมองดูพี่สี่ของตนที่กำลังง่วนอยู่เบื้องหน้าพระพักตร์ ท่วงท่าการจัดการทุกอย่างล้วนดูคล่องแคล่วชำนาญ
นางมีความสุขจากใจจริง ที่ผ่านมานางคิดว่าพี่สี่เป็นคนสะเพร่ามาตลอด แต่แท้จริงแล้วเมื่อเขาได้ทำในสิ่งที่รักและใส่ใจ เขากลับกลายเป็นคนที่ละเอียดลอออย่างยิ่ง สามารถดูแลจัดการทุกอย่างได้อย่างรอบด้าน ทำให้ทุกคนที่ได้ลิ้มรสอาหารของเขาไม่มีที่ให้ติติงได้เลย
ฮ่องเต้กำลังจิบสุรา สายตาก็เหลือบไปเห็นเจียงอวี้ที่อยู่ข้างกายเจียงกั๋วกง พระองค์ถึงกับประหลาดใจเล็กน้อย
“หืม เจียงกั๋วกง นั่นคือเจียงซื่อจื่อบุตรชายของเจ้าใช่หรือไม่?”
เมื่อถูกเอ่ยถึงโดยไม่ทันตั้งตัว เจียงกั๋วกงและเจียงอวี้ก็รีบวางทุกสิ่งในมือลง แล้วหันหน้าไปยังเบื้องบนทันที
“ทูลฝ่าบาท เขาคือบุตรชายของกระหม่อมเองพ่ะย่ะค่ะ”
เป็นเรื่องยากที่ฮ่องเต้จะได้เห็นเจียงอวี้ที่ไม่สวมหน้ากาก พระองค์เคยเห็นเขามาก่อนและรู้ว่าเขามีรูปโฉมงดงาม แต่เมื่อเขาบอกว่าไม่ชอบเป็นจุดสนใจจึงสวมหน้ากากไว้ พระองค์ก็มิได้ใส่ใจอีก
แต่วันนี้เขากลับถอดมันออก และปรากฏตัวต่อหน้าผู้คนเช่นนี้เป็นครั้งแรก ช่างน่าประหลาดใจนัก
“วันนี้เรากลับสงสัยยิ่งนัก เหตุใดเจียงซื่อจื่อจึงไม่สวมหน้ากากเล่า?”
ดีเลย ถามได้ตรงประเด็นพอดี เจียงอวี้กำลังกลุ้มใจว่าจะเปิดปากพูดอย่างไรดี ในเมื่อท่านเป็นฝ่ายเอ่ยถามขึ้นมาเอง เช่นนั้นข้าก็จะขอฉวยโอกาสนี้เสียเลย
“ทูลฝ่าบาท เพราะวันนี้มีเรื่องสำคัญยิ่งเรื่องหนึ่งที่กระหม่อมอยากจะทูลขอพระราชทานอนุญาตจากท่าน จึงมิได้สวมหน้ากากพ่ะย่ะค่ะ”
เจียงอวี้ลุกขึ้นยืน แล้วทูลตอบอย่างจริงจัง
เจียงกั๋วกงเหลือบมองท่วงท่าของบุตรชาย ในใจรู้สึกสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
การแสดงร่ายรำและดนตรีบรรเลงหยุดชะงักลง ฮ่องเต้ประทับอยู่บนบัลลังก์ มองเขาอย่างสนใจ อยากจะรู้ว่าเขามีเรื่องอันใดจะทูลขอ
“ฝ่าบาท กระหม่อมอยากจะทูลขอพระราชทานสมรสพ่ะย่ะค่ะ”
(ซื่อจื่อถือเป็นขุนนางของฮ่องเต้ สามารถแทนตนว่ากระหม่อมได้)
เมื่อฮ่องเต้ได้ยินเช่นนั้น ก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“โอ้ ขอพระราชทานสมรสรึ เจ้าชอบพอคุณหนูตระกูลใดกัน?” น้ำเสียงยังคงฟังดูผ่อนคลาย
“ฝ่าบาท กระหม่อมปรารถนาจะขอสมรสกับเซวียนเล่อจวิ้นจู่แห่งจวนรองเจ้ากรมซู จึงกราบทูลขอพระราชทานสมรส โปรดทรงเมตตาอนุญาตด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
เจียงอวี้ทูลอย่างตรงไปตรงมา สิ้นคำพูดของเขา ทั่วทั้งบริเวณก็เงียบสงัดลงอย่างพร้อมเพรียง
ทุกคนต่างสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ ใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้มของฮ่องเต้ แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมในทันที
นอกจากนี้ แต่ละคนต่างก็มีความคิดในใจแตกต่างกันไป มู่หรงเซิงควงจอกสุราในมือ พลางจ้องมองสีหน้าของฮ่องเต้อย่างเงียบงัน
กู้เย่ว์ก็เช่นเดียวกัน นางเองก็อยากรู้ว่าฮ่องเต้จะจัดการเรื่องนี้อย่างไร
หากมีพระราชโองการสมรสนี้ออกมาเมื่อใด จวนสกุลซูก็จะกลายเป็นฝ่ายของมู่หรงไหวโดยสมบูรณ์ ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องดีสำหรับพวกเขาเลย
เจียงซื่อจื่อเพิ่งจะเปิดเผยใบหน้า และเป็นที่หมายปองของเหล่าคุณหนูสูงศักดิ์มากมาย แต่คำทูลขอสู่ขอเซวียนเล่อจวิ้นจู่เพียงประโยคเดียวของเขากลับดับเปลวไฟในใจของสตรีเหล่านั้นจนมอดสิ้น

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ชีวิตพลิกผัน ข้ากลายเป็นคุณหนูตัวปลอม
กดอ่านต่อบท444ไม่ได้ขึ้น erro...
ทำๆมกดอ่านไม่ได่ ขึ้น error...