ยามปกติจวนสกุลซูมีตระกูลขุนนางไปมาหาสู่อยู่หลายบ้าน ซึ่งรวมแล้วก็จัดได้เพียงสิบกว่าโต๊ะเท่านั้น
ยามเช้าตรู่ ซูมู่นำขบวนไปรับตัวซุนหลิงเอ๋อร์กลับมา ชุดแต่งงานของนางนั้น ท่านย่าเย่เป็นผู้ลงมือตัดเย็บให้ด้วยตนเอง
เนื่องด้วยเป็นการจัดงานเล็ก ๆ ฝั่งหมอเทวดาซุนจึงมิได้มีพิธีรีตองมากความนัก หลานสาวเพิ่งออกจากบ้านมาได้ไม่นาน สองผู้เฒ่าก็ตามมาถึงจวนสกุลซูทันที
หมอเทวดาซุนหวังเพียงว่า ยามทำพิธีกราบไหว้ฟ้าดิน ตนจะได้นั่งในตำแหน่งผู้ใหญ่ เพื่อเติมเต็มความปรารถนาสักครั้ง
ซุนหลิงเอ๋อร์เป็นเด็กที่เขาเก็บมาเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ แม้ไร้ความสัมพันธ์ทางสายเลือด แต่หลายปีมานี้เขาก็ดูแลนางประดุจหลานสาวแท้ ๆ ของตนเองมาโดยตลอด
สั่งสอนให้รู้จักการวางตัว ถ่ายทอดวิชาแพทย์ให้ บัดนี้ยังจะได้เห็นนางออกเรือนไปกับบุรุษที่ได้ดั่งใจปรารถนา
ที่ประจวบเหมาะยิ่งกว่านั้นคือ หลานเขยผู้นี้กลับกลายเป็นศิษย์เอกที่ได้รับการถ่ายทอดวิชามาเพียงคนเดียวของเขาพอดี ทั้งอุปนิสัยและรูปโฉมล้วนเป็นเลิศ
อีกทั้ง ซูมู่ยังมีหลายส่วนที่คล้ายคลึงกับเขา และได้รับการถ่ายทอดวิชาความรู้ที่แท้จริงไป จึงเชื่อมั่นว่าจะสามารถดูแลหลานสาวของตนได้เป็นอย่างดีแน่นอน
คนตระกูลซูล้วนเป็นคนจิตใจดีงาม ข้อนี้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาผู้คน เด็กคนนี้แต่งเข้าไปเป็นสะใภ้บ้านนั้น ย่อมจะมีแต่ความสุขสบายเท่านั้น
คืนก่อนวันงาน ซูหว่านพาเจียงอวี้กลับมาค้างที่จวนสกุลซู เพื่อเตรียมร่วมพิธีมงคลสมรสของพี่รองกับพี่สะใภ้รองในวันพรุ่งนี้
เพียงปีเดียว ตระกูลซูได้จัดงานมงคลเป็นครั้งที่สามแล้ว หากจะกล่าวว่าจวนใดในเมืองหลวงที่มีเรื่องน่ายินดีมากที่สุด ย่อมหนีไม่พ้นตระกูลซู
วาสนามงคลหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ความยินดีเช่นนี้ย่อมมิอาจปิดกั้นได้
ยามซุนหลิงเอ๋อร์แต่งองค์ทรงเครื่องในชุดเจ้าสาว ช่างงดงามจับตายิ่งนัก แม้ชุดนี้อาจมิได้ดูภูมิฐานและหรูหราเท่าของพวกซูหว่าน แต่วาสนารักครั้งนี้เป็นสิ่งที่นางเพียรพยายามไขว่คว้ามาด้วยตนเอง
ขอเพียงได้แต่งให้กับซูมู่ นางก็พึงพอใจที่สุดแล้ว
นับจากนี้ การที่ทั้งสองครองคู่กันอย่างมีความสุขนั้นสำคัญยิ่งกว่าสิ่งใด
ผู้ที่มาร่วมเป็นสักขีพยานในงานยังมีเจียเฉิง บัดนี้ขาของนางหายดีเป็นปกติแล้ว ความสัมพันธ์กับซูเฉินเองก็เป็นธรรมชาติมากขึ้นเรื่อย ๆ
ยามว่างเว้นจากภารกิจ ซูเฉินมักจะไปเยี่ยมนางที่จวนเซียงอ๋อง นำขนมรสเลิศและอาหารจานใหม่จากเฉิงโหลวไปฝากนางอยู่เสมอ
แรกเริ่มยามอยู่ด้วยกัน ซูเฉินมักจะมีท่าทีขัดเขิน พูดจาแต่ละทีก็หน้าแดงก่ำ แต่เมื่อพบกันบ่อยครั้งเข้า ก็เริ่มวางตัวได้เป็นธรรมชาติมากขึ้น
ด้วยความกระตือรือร้นของเจียเฉิง เขาจึงสอนนางยิงธนู สอนว่าต้องน้าวสายอย่างไรจึงจะสำแดงอานุภาพของคันธนูออกมาได้มากที่สุด เขายังเล่นโยนลูกศรลงโถเป็นเพื่อนนาง ทั้งยังจงใจออมมือให้นางเป็นฝ่ายชนะ ยามนั้นเจียเฉิงมักจะดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่ เผยรอยยิ้มสดใสเจิดจ้าออกมา
และทุกครั้งที่เห็นรอยยิ้มเช่นนี้ ซูเฉินก็รู้สึกว่าหัวใจของตนอ่อนโยนลงอย่างมิอาจบรรยายได้
จึงกอดแขนของนาง พลางเรียกพี่สะใภ้รองอย่างมิหยุดหย่อน
จากนั้น นางก็มองไปยังเจียเฉิงและลั่วซีจู๋แล้วหยอกเย้าว่า
“เป็นอย่างไรบ้าง พวกท่านทั้งสองอยากลองฟังข้าเรียกพี่สะใภ้สามกับพี่สะใภ้ห้าล่วงหน้าดูหรือไม่?”
เจียเฉิงตอบรับอย่างเปิดเผยและเป็นไปตามนิสัยของนาง
“เอาสิ เจ้าลองเรียกมาให้ข้าฟังหน่อย”
ส่วนลั่วซีจู๋นั้นมีท่าทีขัดเขินตามคาด นางอายจนไม่กล้ามองหน้าผู้ใด
“โธ่ เปล่าเสียหน่อย เจ้าห้ามพูดจาเหลวไหลนะ~”
อย่างไรเสียนางกับซูอี้ก็ยังอยู่ในช่วงที่ความรักกำลังผลิบานชวนให้หวั่นไหว ยังมิได้ตกลงปลงใจกันแน่ชัด จึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้
คืนเข้าหอของซูมู่ผ่านไปอย่างราบรื่นเป็นที่สุด เมื่อไม่มีใครมอมเหล้า จึงมิได้ดื่มจนมึนเมา ทั้งสองคบหาดูใจกันมาหลายปีแล้ว เว้นเพียงเส้นบาง ๆ ที่ยังมิได้ก้าวข้าม ที่จริงก็สนิทสนมกันมากอยู่แล้ว
ดังนั้น ยามที่ทั้งสองได้ใกล้ชิดกัน จึงเป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติและลงตัวที่สุด

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ชีวิตพลิกผัน ข้ากลายเป็นคุณหนูตัวปลอม
กดอ่านต่อบท444ไม่ได้ขึ้น erro...
ทำๆมกดอ่านไม่ได่ ขึ้น error...