สตรีผู้นั้นเอนกายพิงอยู่ในอ้อมแขนของเสด็จพ่อราวกับไร้กระดูก ริมฝีปากแดงก่ำราวกับเปลวไฟ เครื่องประดับบนร่างส่องประกายแสบตา
ตอนนี้ยังไม่ถึงหนึ่งปีด้วยซ้ำ เสด็จพ่อเป็นคนออกคำสั่งเองว่าทุกคนไม่ควรใช้ชีวิตอย่างหรูหราฟุ่มเฟือยเกินไป ให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างเรียบง่าย เพื่อไว้อาลัยแก่องค์รัชทายาทผู้ล่วงลับ
ผลสุดท้าย เขากลับเป็นผู้ที่ฝ่าฝืนข้อห้ามเสียเอง เรื่องนี้ทำให้มู่หรงไหวรู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่ง
นี่มันเหมือนโดนของเลยนี่นา?
เขาหวังดีเข้าไปทูลเตือน แต่กลับถูกเสด็จพ่อดุด่าอย่างหนัก ทำให้จิตใจไม่สงบ จึงมาหาซูหว่าน เพื่อให้นางช่วยวิเคราะห์เรื่องนี้
“เพื่อนรัก ฉันอยากถามเธอว่าในนิยายนั้น มีบุคคลที่ชื่อเนี่ยเจาอี๋รึป่าว?”**
ซูหว่านส่ายหน้าทันที
“ไม่มีบุคคลที่ชื่อเนี่ยเจาอี๋นะ ฉันเพิ่งเคยได้ยินชื่อเมื่อครู่นี้นี่เอง ก็รู้สึกแปลกใจอยู่ จึงอยากเตือนนายให้ระวังฮองเฮาและโอรสให้ดี เพราะในนิยาย หลังจากองค์รัชทายาทสิ้นพระชนม์ ฮ่องเต้ตั้งใจจะสนับสนุนมู่หรงเซิงให้ขึ้นครองราช ฮองเฮาและโอรสเกิดความริษยา จึงวางยาพิษ 'หลิงฉือ' ให้ฮ่องเต้ ซึ่งต่อมาพี่รองของฉันช่วยถอนพิษได้ แต่ถึงอย่างนั้น พระองค์ก็มีพระชนม์ชีพต่อไปได้ไม่ถึงสามปี
ตอนนี้เนื้อเรื่องเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว การปรากฏตัวของเนี่ยเจาอี๋ที่โผล่มาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย และพฤติกรรมที่ผิดปกติของฮ่องเต้ ล้วนแต่บ่งบอกว่า หากมีเรื่องผิดปกติเกิดขึ้น ย่อมมีมารร้ายอยู่เบื้องหลัง ฉันคิดว่านายควรหาทางให้พี่รองของฉันเข้าวังไปตรวจดูอาการของฮ่องเต้ให้ละเอียด ดูว่าเขาจะถูกวางยาพิษรึป่าว”
ซูหว่านคิดเพียงว่า เรื่องนี้เพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นาน หากสามารถถอนพิษได้เร็ว ทุกอย่างก็จะยังไม่สายเกินไป
แต่เรื่องนี้ก็เป็นจุดที่มู่หรงไหวจนปัญญาเช่นกัน
“ตอนนี้เสด็จพ่อทรงต่อต้านการให้คนอื่นถวายการรักษาอย่างมาก นอกจากการตรวจชีพจรตามปกติประจำวันของหมอหลวงแล้ว ก็ไม่ทรงยอมให้ใครตรวจดูพระอาการเลยแม้แต่น้อย แต่หมอหลวงกลับรายงานว่าชีพจรของเสด็จพ่อเป็นปกติ ไม่มีอะไรผิดปกติ แต่ฉันก็ยังรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง และที่สำคัญคือ พระองค์ไม่ทรงรับฟังคำพูดที่ขอให้ทรงดูแลสุขภาพเลย เบาหน่อยก็จะถูกด่าอย่างหนัก หนักหน่อยก็จะถูกลากออกไปประหารชีวิตเลย
เธอรู้จักลู่กงกงที่เคยปรนนิบัติอยู่ข้างกายเสด็จพ่อรึป่าว? เพียงเพราะเขาพูดคำพูดทำนองนั้นคำเดียว เสด็จพ่อก็กริ้วจนสั่งคุมขังทันที ลู่กงกงรับใช้พระองค์มาสี่สิบปีแล้ว เรื่องนี้ มันยากจะวิจารณ์จริงๆ นะ!”
มู่หรงไหวบ่นถึงเสด็จพ่อของเขาด้วยสีหน้าจนใจ
หากไม่ใช่เพราะหมดหนทางแล้ว จะมาขอให้ซูหว่านช่วยวิเคราะห์ได้อย่างไร?
ซูหว่านครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเรียบเรียงเรื่องราวเหล่านี้
“ทางด้านฮองเฮามีท่าทียังไงบ้าง?”
เจียงอวี้ไปส่งมู่หรงไหวออกจากจวน กลับมาก็ไม่ได้ถามอะไรเลย ซูหว่านคิดว่าเขาจะถามสองสามคำเสียอีก
เขาไม่ถาม ซูหว่านก็ไม่คิดจะเอ่ยปากพูดก่อน
ตอนนี้เขาทำงานที่กรมตุลากร ทุกวันมีเรื่องให้วุ่นวายมากมาย หลังจากทำงานเสร็จก็จะกลับมาอยู่เป็นเพื่อนนาง
เจียงอวี้รู้มาตลอดว่ามู่หรงไหวกับซูหว่านมีความลับต่อกัน แต่เขาไม่เคยคิดจะแอบสืบเรื่องนี้ แต่เลือกที่จะเชื่อมั่นโดยไม่มีเงื่อนไข
การกระทำของฮ่องเต้ คงเป็นสิ่งที่ขุนนางทั้งหลายทนดูต่อไปไม่ไหวแล้ว จึงร่วมกันถวายฎีกา กล่าวว่า เนี่ยเจาอี๋ผู้นี้เป็นสนมปีศาจ ทำให้กิจการบ้านเมืองล่าช้า
และการกระทำของฮ่องเต้เช่นนี้ ก็คือความไม่รับผิดชอบ มัวเมาในสตรีงามจนละเลยกิจการบ้านเมือง หากองค์ปฐมฮ่องเต้ที่อยู่บนสรวงสวรรค์ล่วงรู้ จะต้องตำหนิอย่างรุนแรงแน่นอน
หากมีเพียงคนเดียวถวายฎีกา ฮ่องเต้จะลงโทษก็ย่อมได้ แต่ถ้าขุนนางทั้งหมดร่วมกันถวายฎีกา พระองค์คงไม่สามารถฆ่าขุนนางทั้งหมดได้กระมัง?
ขุนนางผู้ตรวจการในราชสำนักเหล่านี้ไม่ได้เป็นผู้ที่กินหญ้า การมีอยู่ของพวกเขาไม่ได้มีไว้เพื่อสอดส่องดูแลขุนนางเท่านั้น แต่ยังรวมถึงฮ่องเต้ด้วย หากมีการกระทำใดที่ไม่เหมาะสม พวกเขาก็สามารถทูลเตือนได้อย่างตรงไปตรงมา

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ชีวิตพลิกผัน ข้ากลายเป็นคุณหนูตัวปลอม
กดอ่านต่อบท444ไม่ได้ขึ้น erro...
ทำๆมกดอ่านไม่ได่ ขึ้น error...