เฉินฝานสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่ามือของฉินเย่ว์เจียวมีอาการสั่นเล็กน้อย
เมื่อหันกลับก็พบว่ามีเหงื่อเต็มหน้าผากฉินเย่ว์เจียว
ฉินเย่ว์เจียวแสดงสีหน้าท่าทางเป็นความกล้าหาญทันทีที่เห็นเฉินฝานหันกลับมา
ท่าทางดื้อรั้นของฉินเย่ว์เจียวทำให้เฉินฝานหัวเราะ
“นั่นมันเสือ จะกลัวขายหน้าทำไม ข้าก็กลัวเหมือนกัน”
เฉินฝานกุมมือฉินเย่ว์เจียวแน่น “อยู่ใกล้ข้าไว้ ไม่จำเป็นต้องฝืน พวกเราไม่ต้องเข้าไปลึกมาก แค่มองรอบ ๆ ว่ามีพวกกระต่ายป่าหรือนกป่าหรือไม่ก็พอ จับสักตัวสองตัวพวกเราก็กลับ ห้ามโลภเด็ดขาด”
ภูเขาหัวเสือเพราะว่ามีเสือ คนจึงขึ้นมาน้อย พวกเฉินฝานจับไก่ป่าได้สามตัวกับกระต่ายหนึ่งตัวได้อย่างรวดเร็ว
“สวบ!”
ฝีมือการยิงธนูของฉินเย่ว์เจียวไม่เลวจริง ๆ นางยิงกระต่ายได้อีกหนึ่งตัว
“ยิงโดนแล้ว ข้ายิงโดนอีกแล้ว!” ฉินเย่ว์เจียววิ่งไปเก็บกระต่ายอย่างดีใจ
“เย่ว์เจียว กลับมา……”
“โฮก!”
เสียงของเฉินฝานถูกเสียงโฮกของเสือกลบ
ตรงหน้ามีเสือกระโจนออกมากะทะหันตัวหนึ่ง มันจ้องเฉินฝานกับฉินเย่ว์เจียวไม่ขยับ
ฉินเย่ว์เจียวชูคันธนูขึ้นตามสัญชาตญาณ
“อย่าขยับ!” เฉินฝานตะโกนห้ามฉินเย่ว์เจียว
พุ่มหญ้าด้านหลังเสือมีความเคลื่อนไหว
นอกจากตัวที่พวกเขาเห็นตอนนี้แล้ว ยังมีเสืออย่างน้อยสองตัวอยู่ข้างหน้าพวกเขา
“ไม่ต้องกลัวและไม่ต้องขยับ” เฉินฝานพูดปลอบใจฉินเย่ว์เจียวพร้อมสังเกตท่าทางของเสืออย่างตั้งใจ
เขากับฉินเย่ว์เจียวขึ้นมาบนภูเขาหัวเสือครั้งแรกทั้งคู่ ไม่คุ้นเคยกับสถานการณ์แถวนี้ จากที่เห็นเวลานี้ พวกเขาน่าจะบุกรุกพื้นที่ล่าอาหารของเสือ
โชคดีที่โชคของพวกเขาไม่ได้แย่ถึงที่สุด เพระท้องของเสือตัวนี้มีความป่องเล็กน้อย ไม่ใช่เสือหิวอาหารแต่น่าจะเป็นเสือที่เพิ่งกินอาหารเข้าไป
ที่มันแสดงตัวตอนนี้เพียงแค่แสดงสัญชาตญาณของสัตว์ในการป้องกันเท่านั้น
“เย่ว์เจียว ทำตามที่ข้าพูดนะ” เฉินฝานพยายามกดเสียงให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อป้องกันไม่ให้มันเคือง “เจ้าวางมือลง อย่าสบตากับมันแล้วถอยมาหาข้าช้า ๆ”
เมื่อรอดพ้นจากปากเสือแล้ว เฉินฝานจึงพาฉินเย่ว์เจียวออกจากภูเขาหัวเสือด้วยความรวดเร็วทันที
แม้ว่าบนภูเขาแห่งนี้มีสัตว์จำนวนมาก อาหารก็มีมาก แต่ชีวิตก็สำคัญกว่า
“ไม่มีสัตว์ล่าก็แลกข้าวสารในเมืองไม่ได้ ถึงเวลานั้นท่านก็จะ……”
ฉินเย่ว์เจียวพูดถึงตรงนี้แล้วชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็กล่าวต่อ “หรือไม่ ข้าน้อยไปที่ภูเขาหัวเสือคนเดียว ข้าน้อยไปคนเดียวฝีเท้าเบากว่า เสือพวกนั้นไม่น่าสังเกตเห็นข้าน้อย”
“กลับมา!” เฉินฝานดึงฉินเย่ว์เจียว “ข้าไม่ต้องการให้ภรรยาตายไปคนหนึ่งโดยที่ข้าเพิ่งจะทะลุมิติมาที่นี่หรอกนะ”
“ทะลุมิติ? ภรรยาตาย? ภรรยาคือใคร?” ฉินเย่ว์เจียวมองเฉินฝานด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม
“ภรรยาก็คือเจ้าไงล่ะ ทะลุมิติก็คือ……หน่า! อธิบายไปเจ้าก็ไม่เข้าใจ เรื่องอาหารให้ข้าเป็นคนจัดการนะ”
เฉินฝานกับฉินเย่ว์โหรเดินไปยังภูเขาลูกอื่นพักหนึ่ง ยังไม่พูดถึงสัตว์ แม้แต่พรรณพืชก็แทบจะไม่มี
สัตว์ถูกฆ่าไปเกือบหมด ต้นไม้ขนาดใหญ่หน่อยก็ถูกคนตัดทำฟืนไปขายตามหมู่บ้านหรือในเมือง
เมื่อวานกินข้าวน้อย เช้านี้ก็เดินทางเป็นเวลานาน เวลานี้ไม่เพียงแค่รู้สึกหิวแต่ยังกระหายน้ำด้วย
“ดื่มน้ำสักหน่อยเถอะ!” ฉินเย่ว์เจียวยื่นน้ำให้เฉินฝาน
“ขอบใจนะ!” เฉินฝานรับน้ำแล้วค้างไว้กลางอากาศ
“ข้าน้อยยังไม่เคยดื่มน้ำนี้เจ้าค่ะ” ฉินเย่ว์เจียวนึกว่าเฉินฝานรังเกียจน้ำลายของนาง
เฉินฝานไม่ตอบฉินเย่ว์เจียวแต่กล่าวขึ้นอย่างตื่นเต้นดีใจ “เห้ย! น้ำ มีน้ำก็ต้องมีปลาสิ พวกเราจับปลากินได้ ทำไมข้าถึงคิดไม่ได้นะ! เย่ว์เจียว ที่ใดมีแม่น้ำหรือธารน้ำเล็ก ๆ หรือไม่!”
เจ้าของร่างเดิมไม่เคยทำงานใช้แรงงานตั้งแต่เด็กจนโต ที่ไหนมีธารน้ำหรือแม่น้ำหรือไม่เขาไม่เคยรู้
“มีแอ่งน้ำอยู่ใกล้ ๆ เจ้าค่ะ เพียงแต่ว่า ข้างในนั้นหนาวเหน็บ แอ่งน้ำคงก่อตัวเป็นน้ำแข็งแล้วเจ้าค่ะ” ฉินเย่ว์เจียวกล่าว
“พี่สาม พวกท่านไปที่ไหนมา ไปที่ไหนมา”
ฉินเย่ว์โหรวกอดฉินเย่ว์เจียวแน่น น้ำตาไหลลงมาพราก ๆ นางทั้งโกรธและโมโห
ฟ้ารู้ดีว่าตอนที่นางตื่นขึ้นมาแล้วไม่พบเฉินฝานกับฉินเย่ว์เจียว นางรู้สึกเหมือนฟ้าถล่มลงมาแล้ว เฉินฝานไม่มีวันตื่นก่อนนาง นางกลัวมาก กลัวว่าฉินเย่ว์เจียวจะลงมือฆ่าเขาตั้งแต่เมื่อคืนและเวลานี้กำลังแอบนำศพไปฝัง
เฉินฝานย่อมไม่รู้ว่าฉินเย่ว์โหรวคิดอย่างไรในเวลานี้ เขานึกว่าฉินเย่ว์โหรวร้องไห้เพียงเพราะกลัวว่าเขาจะรังแกฉินเย่ว์เจียว
“เย่ว์โหรวอย่าร้องไห้ พี่สามเจ้ายังสบายดี นอกจากจับมือนางตอนไปภูเขาหัวเสือแล้ว ข้าไม่ได้ทำอะไรนางเลยนะ”
มุมมองการมองปัญหาของผู้หญิงไม่เคยเหมือนผู้ชาย ฉินเย่ว์โหรวได้ยินแค่เฉินฝานจับมือฉินเย่ว์เจียว
“พี่สาม! นายท่านจับมือพี่ตลอดทางหรือเจ้าคะ” ฉินเย่ว์เจียวถามอย่างประหลาดใจ
นิสัยดุร้าย แสดงตนเป็นผู้หญิงแกร่งต่อหน้าทุกคนเสมอมาอย่างฉินเย่ว์เจียวพลันหน้าแดงราวกับดอกกุหลาบ นางกล่าวพึมพำ
“ที่ภูเขาหัวเสืออันตรายมาก ข้าไม่วางใจก็เลยจับมือนางไว้ ใช่หรือไม่เย่ว์เจียว”
“ใคร ใครให้ท่านปกป้องข้ากัน” ฉินเย่ว์เจียวเอามือปิดหน้าแล้ววิ่งเข้าเรือนไปราวกับหนีตาย
เฉินฝานหัวเราะ “ดูสิ พี่สามเจ้าหน้าบางเหลือเกิน”
เมื่อกลับมาถึงเรือน เฉินฝานนำกระต่ายกับไก่ป่าไปขัง สองสิ่งนี้กินไม่ได้ เพราะจะเอาไปขายที่หมู่บ้านเพื่อเอาเงิน
เมื่อขังกระต่ายกับไก่ป่าเสร็จ เฉินฝานก็ยุ่งขึ้นมาทันที
เขาสั่งฉินเย่ว์โหรวให้ไปหยิบเขียง มีดในห้องครัว จากนั้นให้ยกอ่างน้ำมาอีกหนึ่งใบ
เมื่อรับน้ำจากฉินเย่ว์โหรวมาแล้ว เฉินฝานก็นั่งลงไปและจัดการทันที
เขาเปิดท้องปลา หยิบถุงน้ำดีออก ขูดเกล็ดปลา ล้างทำความสะอาด จากนั้นยัดหญ้าชิงเฮาเข้าไปที่ท้องปลาแล้วเผาฟืนที่เพิ่งเอากลับมา เพียงรวดเดียวก็ได้ปลาเผาแล้ว
สองพี่น้องตระกูลฉินมองอยู่ข้าง ๆ อ้าปากตาค้าง
คิดไม่ถึงว่าเฉินฝานจะฆ่าปลาเป็นและยังดูช่ำชองยิ่งนัก
นี่คือ……เฉินฝานคนที่ไม่เคยใช้งานมือเท้า ไม่เอาการเอางานคนนั้นจริง ๆ หรือ!

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เขยอันดับหนึ่งของจักรพรรดิ