ตอนที่ 1031 ต่อจากนี้
เช้าวันรุ่งขึ้น
ที่สนามแข่งขันของมหกรรมดนตรีบลูสตาร์
ผู้ชมส่งเสียงฮือฮาดังสนั่น!
และเมื่อโค้ชพร้อมทั้งผู้เข้าแข่งขันจากแต่ละทวีปทยอยเดินเข้าสู่สนาม
บรรยากาศก็ถูกผลักดันให้พุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดในทันที!
ต้องบอกว่า
นี่คือวันที่หกของมหกรรมดนตรีบลูสตาร์แล้ว!
พร้อมกับการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ แต่ละรายการก็ทยอยเริ่มต้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้บรรยากาศในงานยิ่งทวีความร้อนแรงมากขึ้นทุกขณะ!
ทางสมาคมวรรณศิลป์ได้เปิดเผยสถิติผู้ชมอย่างเป็นทางการ
นับตั้งแต่วันเปิดงานจนถึงปัจจุบัน เรตติงของมหกรรมดนตรีบลูสตาร์ในแต่ละทวีปเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกวัน
และไม่ทันไร
การแข่งขันซึ่งถูกยกให้เป็นคู่ขนานของมหกรรมกีฬาบลูเกมส์ ก็ได้กลายเป็นเวทีที่ทรงอิทธิพลไม่แพ้กัน
ถึงขั้นกลายเป็นมหกรรมที่ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง!
หากใครโด่งดังในเวทีนี้ ก็เท่ากับโด่งดังไปทั่วทั้งบลูสตาร์!
อย่างเช่นชื่อของ ‘เซี่ยนอวี๋’ ตอนนี้ได้แพร่สะพัดไปถึงจงโจวซึ่งยังไม่ได้เข้าผนวกรวมด้วยซ้ำ!
เวลานี้
หลินเยวียนนั่งอยู่ในพื้นที่ของทีมโค้ช
เขาเลือกที่จะไม่ไปที่ห้องถ่ายทอดสดในวันนี้เช่นเดียวกับเมื่อวาน
และเหตุผลยังคงเหมือนเดิม
เพราะการแข่งขันในวันนี้ มีความเกี่ยวโยงกับเขาสูงมาก
การดูอยู่ข้างสนามด้วยตัวเองย่อมมีความหมายมากกว่า
…
ไม่นาน
การแข่งขันในวันนี้ก็เริ่มต้นขึ้น
สิ่งที่ทำให้ทุกคนประหลาดใจก็คือ
หานโจวซึ่งก่อนหน้านี้ถูกจงโจวและฉินโจวข่มมาโดยตลอด
กลับคว้าเหรียญทองในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศได้ถึงสองรายการติดต่อกันทันทีที่้เริ่มต้นวัน
“หานโจววันนี้ระเบิดพลัง?”
“เพลงภาษาอังกฤษของพวกเขาไม่ธรรมดาแฮะ!”
“ก่อนหน้านี้การแข่งขันเน้นแต่เพลงภาษากลาง บางครั้งก็มีเพลงภาษาฉีมาระเบิดเวทีบ้าง
แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่ากลายเป็นเวทีของเพลงภาษาอังกฤษไปแล้ว!”
“ก็ปกตินะ”
“มหกรรมดนตรีบลูสตาร์เองก็เน้นความหลากหลาย”
“แนวเพลงหลากหลาย สไตล์ต่างกัน ทุกภาษา ทุกวัฒนธรรม
ควรจะมีพื้นที่ของตัวเอง เพราะแต่ละภาษาก็มีเสน่ห์ในแบบของตัวเอง”
“อย่างเช่นเพลงฉี”
“เพลงชีวิตคือตัวเลขของซุนเย่าหั่วเมื่อวาน
ก็เผยให้เห็นถึวเสน่ห์ของภาษาฉีออกมาได้ชัดเจนเลย
การออกเสียงภาษาฉีฟังแล้วสบายหูมาก!”
ผู้ชมเองล้วนเปิดใจกว้าง
ไม่ว่าจะเป็นเพลงภาษาฉี ภาษาอังกฤษ ภาษาฉู่
หรือแม้แต่เพลงภาษากลางที่ยังคงครองความนิยมกระแสหลัก
ตราบใดที่ผลงานนั้นดีพอ ก็จะได้รับความรักจากทุกคนไม่ต่างกัน
…
หลังจากจบการแข่งขันสองรายการแรกติดต่อกัน
รอบชิงชนะเลิศของรายการที่สามก็เริ่มต้นขึ้น
รายการนี้คือ
การแข่งขันหมวดเพลงพ็อปของนักร้องหญิงวัย 30 ปีขึ้นไป
กลุ่มเพลงพ็อปนั้นได้รับความสนใจเสมอมา
และแม้การแข่งขันยังไม่เริ่มเต็มตัว
แต่ในห้องถ่ายทอดสดของแต่ละทวีปก็กลับมาคึกคักทันที!
‘ลำดับการขึ้นเวทีออกมาแล้ว!’
‘น่าสนใจจริงๆ รอบชิงรายการนี้ไม่มีนักร้องจากจงโจวเลย!’
‘แชมป์จะตัดสินกันระหว่างนักร้องจากฉินโจว จ้าวโจว และเว่ยโจว!’
‘โอกาสที่ซูอวี๋จะได้แชมป์สูงมากเลยนะ!’
‘ใช่ ซูอวี๋มีโอกาสสูงมากจริงๆ กระแสในโลกออนไลน์ก็แรงสุดๆ
หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้ซูอวี๋เคยแข่งขันบนเวทีเดียวกับเจียงขุย และเธอชนะไปแบบขาดลอย ดังนั้นในแง่หนึ่ง
เธอนับว่าเป็นราชินีเพลงอันดับหนึ่งของฉินโจวเลยก็ว่าได้ แต่แน่นอนว่า ตอนนี้เจียงขุยพัฒนาขึ้นเยอะมาก ถ้าทั้งสองได้เจอกันอีกครั้ง ผลลัพธ์ก็คงเดายากเหมือนกัน!’
“ผู้เข้าแข่งขันจากจ้าวโจวขึ้นเวทีแล้ว!”
“เริ่มแล้ว!”
เมื่อเสียงของผู้บรรยายจากไลฟ์สดแต่ละทวีปดังขึ้น ผู้เข้าแข่งขันจากจ้าวโจวก็เริ่มต้นการแสดงของเธอในทันที
…
ในห้องถ่ายทอดสดของฉินโจว
ผู้บรรยายในวันนี้คืออันหงกับเสี่ยวหมี่
ส่วนแขกรับเชิญก็ยังคงเป็นลู่เซิ่งคนเดิม
“นักร้องหญิงจากจ้าวโจวคนนี้เก่งใช่เล่นนะ”
“นักร้องที่ได้เข้ารอบชิงในมหกรรมดนตรีบลูสตาร์ก็ล้วนเก่งๆ กันทั้งนั้น แต่นักร้องจากจ้าวโจวคนนี้ที่เข้ารอบมาได้ จะว่าไปก็มีโชคช่วยอยู่นะครับ ใครจะคิดล่ะว่าเมื่อวาน ราชินีเพลงจากจงโจวจะพลาดท่าตกรอบเพราะฟอร์มหลุดในรอบรอง!”
“ก็จริง”
“เมื่อคืนผมเจอคอมเมนต์น่าสนใจมากอันหนึ่งครับ บอกว่า
ราชินีเพลงจากจงโจวคนนั้นพลาดท่าเพราะได้รับผลกระทบจากเซี่ยนอวี๋ที่อยู่นอกสนาม คล้ายกับกับว่าไปดูไลฟ์ของเซี่ยนอวี๋แล้วเกิดอาการหมดความมั่นใจในตัวเองขึ้นมาเฉยๆ !”
พรืด!
ฟังอันหงกับเสี่ยวหมี่โยนมุกรับส่งกันไปมาแบบนั้น
ผู้ชมทางไลฟ์สดของทวีปฉินโจวก็พากันขำกลิ้ง
ให้ตายสิ!
ราชินีเพลงจากจงโจวทำพลาดเอง ยังจะโยนความผิดให้กับเซี่ยนอวี๋อีกหรือ?
ลู่เซิ่งก็เสริมขึ้นมาทันใด “ถึงจะฟังดูเหมือนมุกนะ แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องโกหก เพราะผู้เข้าแข่งกันจากจงโจวน่ะ แต่ละคนเก่งกันทั้งนั้น และคนเก่งแบบนี้ มักจะมั่นใจในตัวเองสูงมาก แต่ถ้าวันหนึ่งเขาได้รู้ว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า จิตใจของพวกเขาก็อาจจะสั่นคลอน สุดท้ายก็ส่งผลให้ฟอร์มตกได้จริงๆ ”
ผู้ชมหัวเราะลั่น!
‘ลู่เซิ่งนี่มันแฟนนิยายเทพเซียนกำลังภายในแท้ๆ เลยอะ ขนาดจิตแห่งเต๋ายังเอามาโยงได้!’
‘แบบนิยายเทพเซียนเทพเซียนกำลังภายในแบบของฉู่ขวง?’
‘ม่ายยยย! อย่าพูดถึงฉู่ขวงนะ แค่ได้ยินชื่อก็นึงถึงการตายของปี้เหยาในเรื่องกระบี่เทพสังหารขึ้นมา เจ้าแก่ฉู่ขวงนั่นมันใจร้าย!’
‘เจ้าแก่ฉู่ขวง: ไม่ใช่มั้ง? แค่พวกคุณดูมหกรรมดนตรีบลูสตาร์อยู่แล้ว จะลากผมไปเกี่ยวด้วยทำไม! ดนตรีเกี่ยวอะไรกับนิยายของผมเนี่ย?’
ลู่เซิ่งเห็นคอมเมนต์แล้ว
หมอนี่เล่นตามน้ำแบบไม่มีวางมาดเลยสักนิด
“กระบี่เทพสังหารผมเคยอ่านแล้ว พอปี้เหยาตายเท่านั้นแหละ ผมทิ้งหนังสือเลย ถ้าผมเจอฉู่ขวงเมื่อไหร่ละก็ จะต่อยให้หน้าหงายเลยคอยดู!’
‘ฮ่าๆๆๆๆๆ !’
บรรยากาศในห้องถ่ายทอดสดคึกคักยิ่งกว่าเดิมในชั่วพริบตา!
คนที่อยากต่อยฉู่ขวงให้หายแค้น ไม่ได้มีแค่ลู่เซิ่งคนเดียวแน่นอน!
แม้ลู่เซิ่งจะไม่หนักจัดเต็มเท่าเซี่ยนอวี๋ขณะถ่ายทอด แต่ด้วยความเป็นกันเองและตลกขบขัน กล้าแม้แต่แซวตัวเองว่าเป็น ‘เซี่ยนอวี๋น้อย’ ไม่มีท่าทีขึงขังของพ่อเพลงระดับสูงเลยสักนิด จึงทำให้เขากลายเป็นขวัญใจผู้ชมเช่นเดียวกัน!
…
ในตอนนั้นเอง
อันหงก็เอ่ยขึ้นอย่างตื่นเต้นว่า “ซูอวี๋ขึ้นเวทีแล้ว!”
เสี่ยวหมี่จ้องหน้าจอถ่ายทอดสดไม่วางตา “อาจารย์ซูอวี๋ยิ้มให้กับผู้ชมในสนามด้วยค่ะ ดูท่าทางมั่นใจมากเลย!”
“มั่นใจแน่นอนอยู่แล้วล่ะ”
ลู่เซิ่งสปอยล์ออกมากลางรายการ “เพราะเพลงที่ซูอวี๋ใช้ในรอบชิงวันนี้ เป็นเพลงที่เซี่ยนอวี๋แต่ง”
เซี่ยนอวี๋?
ผู้ชมนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะเห็นข้อมูลเพลงปรากฏบนหน้าจอใหญ่
เนื้อร้อง: เซี่ยนอวี๋
ทำนอง: เซี่ยนอวี๋
ขับร้อง: ซูอวี๋
เป็นผลงานของเซี่ยนอวี๋จริงๆ ด้วย!
และแน่นอนว่า…
เมื่อพูดถึงเพลงของเซี่ยนอวี๋ ผู้ชมต่างก็มั่นใจอย่างยิ่งยวด!
เพราะเพลงของเซี่ยนอวี๋ มักจะได้คะแนนสูงลิ่วแทบทุกครั้ง
อีกทั้งยังไพเราะจับใจ!
…
จงโจว
ผู้บรรชายยังคงบรรยายอยู่ด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ราชินีเพลงจากฉินโจวที่ชื่อว่าซูอวี๋คนนี้ดูเหมือนจะประมาทไม่ได้เลยนะครับ มีข่าวว่าเธอเคยเอาชนะเจียงขุยจากราชวงศ์ปลาได้ด้วย ไม่รู้ว่าเพลงที่เธอเลือกใช้ในรอบชิงนี้ แต่งโดยพ่อเพลงคนไหนในฉินโจว…”
ทันทีที่เสียงพูดหยุดลง
ผู้บรรยายชายก็ดวงตากว้างราวกับเห็นผี “ซะซะซะซะเซี่ยน…”
“อวี๋!”
พิธีกรหญิงคล้ายว่าจะหมดหงุดหงิดขึ้นมาแล้วเช่นกัน
เธอเอ่ยแทรกเสียงห้วน แถมยังเน้นหนักตรงคำว่า ‘อวี๋’ ราวกับมีความแค้นฝังลึกอยู่ในใจ!
เซี่ยนอวี๋!
เซี่ยนอวี๋อีกแล้ว!
ซูอวี๋ส่ายหน้าเบาๆ แล้วเปรยอีกประโยคที่แทงใจยิ่งกว่า “และทำไม ตอนเรายังเด็ก ถึงต้องทำร้ายคนที่เรารักจนปวดใจ?”
แววตาของผู้ชมหลายคนเริ่มเปลี่ยนไป
ความรักในวัยเยาว์ แน่นอนว่าง่ายดายเหลือเกิน
ไม่ว่าจะเป็นคำว่า ‘ฉันรักเธอ’ หรือแม้กระทั่งคำว่า ‘ไม่รักแล้ว’ ก็พูดออกมาได้อย่างง่ายดาย
จะรักได้ลึกซึ้งเท่าใด ก็หมดรักได้มากเท่านั้น
เพียงแต่ตอนนั้น เราที่ยังเยาว์วัย ยังไม่รู้จักคำว่า ‘ทะนุถนอม’ ต่างคนก็ต่างเป็นมือใหม่ในความรัก ในวัยที่หัวใจเพิ่งเริ่มเรียนรู้คำว่ารักเป็นครั้งแรก
แต่เมื่อเราเติบโตขึ้น
เมื่อต้องดิ้นรนอยู่ท่ามกลางโลกแห่งความจริง ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกกรอบของสังคมพันธนาการไว้ จนเมื่อพูดถึงคำว่า ‘รัก’ ขึ้นมาอีกครั้งก็กลายเป็นคำที่ดูไร้เดียงสาและน่าขัน
แต่น่าขันจริงหรือ?
อันที่จริง อาจไม่ใช่ความน่าขันหรอก แต่คือ ‘ความฟุ่มเฟือย’ ต่างหาก
ก็ราวกับเป็นบทสนทนาระหว่างนักร้องกับผู้ชม ซูอวี๋ไม่ใช่แค่คนเล่าเรื่อง แต่เธอคือหนึ่งในตัวละครของเรื่องนั้น และเธอก็ค่อยๆ ดึงผู้คนมากมายให้เข้าสู่เรื่องราวที่คล้ายกันนั้นอย่างแนบเนียน
“ในค่ำคืนที่คล้ายกันแบบนี้
เธอยังเป็นเหมือนกันไหม
ย้อนคิดถึงอดีตเก็บความเศร้าไว้ข้างใน
หากตอนนั้น ไม่ดื้อดึง ไม่ฝืนใจ
ตอนนี้คงไม่ต้องมาคอยนั่งเสียดาย”
ในห้องถ่ายทอดสดของฉินโจว
อันหงถึงกับมีน้ำตาคลอเบ้าโดยไม่รู้ตัว
ส่วนเสี่ยวหมี่ซึ่งนั่งอยู่ด้านข้างก็เงียบไป
เธอเม้มริมฝีปากแน่นเบาๆ คล้ายกับข่มความรู้สึกบางอย่างเอาไว้
ดังที่เนื้อเพลงว่าไว้
เธอยังเป็นเหมือนกันไหม ย้อนคิดถึงอดีตเก็บความเศร้าไว้ข้างใน
เพลงนี้ไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย
ใครๆ ก็แต่งเพลงรักได้ทั้งนั้น แต่ทำไมต้องเป็นคุณที่จงใจ แทงใจคนฟังจนลึกขนาดนี้ด้วย?
“เธอจดจำฉันในแบบไหน
มีรอยยิ้มหรือความเงียบงัน?”
ตลอดหลายปีผ่านไป
มีใครบ้างไหมที่ทำให้เธอไม่รู้สึกเดียวดาย?”
อย่าดิ้นรนอีกเลย
อย่าดิ้นรนอีกเลย
หัวใจมันรับไม่ไหวแล้วจริงๆ
บทสนทนาทั้งหมดราวกับหยุดลง ณ วินาทีนั้น
เสียงร้องซูอวี๋ซึ่งอยู่บนเวทีกลับมาอีกครั้ง
เป็นทำนองเดียวกับที่เธอเริ่มร้องเมื่อสักครู่ ทว่าครั้งนี้ทุกคนกลับรู้สึกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
“ต่อจากนี้…”
อาจเป็นเพราะซูอวี๋เอง ก็เคยมีเรื่องราวแบบเดียวกันในหัวใจ
เสียงร้องของเธอจึงประหนึ่งสานด้วยเส้นใยแห่งอารมณ์ ชอนไชเข้าไปในใจผู้ชมอย่างไม่มีช่องว่างให้ตั้งรับ
นี่คือท่อนคอรัส ท่อนที่ควรจะเป็นจุดพีคของเพลง
ไม่มีเสียงตะโกน แต่กลับทรงพลังยิ่งกว่าเสียงตะโกนใดที่เคยได้ยินมา
“ต่อจากนี้
ต่อจากนี้น้ำตาพรั่งพรูจึงได้เข้าใจ
บางคน
เมื่อพลาดพลั้งไป ไม่มีวันหวนมาได้เลย
…”
ต่อจากนี้ ก็แค่ต่อจากนี้
ซูอวี๋มองผู้ชม
และผู้ชมก็มองเธอกลับอย่างแน่นิ่ง
เสียงของซูอวี๋ช้าลง ลากยาวในทุกถ้อยคำ
คล้ายกับว่าเธอเพียงแค่กำลังบอกเล่าความจริงขึ้นมา แต่กลับ เน้นทุกพยางค์อย่างจงใจ และแทงเข้าไปกลางใจของผู้ชมเป็นครั้งสุดท้าย
“ไม่ มี วัน หวน มา ได้ เลย”
บาดแผลจากคำพูดนี้ปราศจากโลหิตหลั่งริน แต่กลับทิ้งรอยแหว่งไว้ในหัวใจของผู้คน เผาความทรงจำทั้งหมดจนมอดไหม้ ให้ลุกโชนขึ้นมาในวินาทีนั้น ดังที่เนื้อเพลงบอกไว้…
“มีเด็กชายคนหนึ่ง…”
“ที่เคยรักเด็กหญิงคนนั้น…”
บางคนน้ำตาไหล แต่คนส่วนใหญ่ยังคงเงียบงัน
ชาย หญิง และเด็กหนุ่มสาวในวันวาน
ต่างก็พบว่า… ตัวเองเคยอยู่ในเรื่องราวเดียวกันนั้น
……………………………………………………..

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: Full-time Artist ใครว่าผมไม่เหมาะเป็นศิลปิน
ตอน 837-839 ไม่มีข้อความเลยครับ...