ตอนที่ 1066 รู้นิดหน่อย
กล่องสมบัติทองคำทั้งสามใบถูกเปิดครบแล้ว
โดยรวมแล้ว หลินเยวียนก็รู้สึกพอใจอยู่มาก
เพราะทักษะรู้ใจนั้นช่างดีเหลือเกิน!
ดีขนาดที่แม้ของรางวัลจากกล่องสมบัติอีกสองใบจะไม่ถูกใจนักเขาก็ยังพอจะยอมรับได้
แน่นอนว่าตอนนี้หลินเยวียนยังไม่สามารถทดลองใช้ทักษะรู้ใจได้เพราะทักษะนี้จะใช้ได้เฉพาะในสถานที่อย่างหอแสดงดนตรีเท่านั้น
แต่ในส่วนของการ์ดตัวละครอบิเกลนั้น
แค่หลินเยวียนตั้งสมาธิเล็กน้อย ก็สามารถเข้าสู่พื้นที่ระบบเพื่อไปเรียนกับอีกฝ่ายได้ทันที
ส่วนเรื่องวาทยกร…
ตอนนี้ในสมองของหลินเยวียนมีความรู้เกี่ยวกับศาสตร์แห่งการควบคุมวงดนตรีผุดขึ้นมากมาย
เขาถึงกับต้องยอมรับว่า
ศิลปะแห่งการเป็นวาทยกรนั้นยิ่งใหญ่และลึกซึ้งจริงๆ
คนทั่วไปเวลาชมคอนเสิร์ต อาจจะคิดว่าวาทยกรก็แค่กรีดนิ้วสวยๆ ถือไม้เล็กๆ แล้วชี้ไปชี้มาในอากาศ ดูเหมือนไม่มีความสำคัญอะไรนัก
ความจริงแล้ว
ไม้บาตองที่ดูธรรมดานี้เอง นับว่าเป็นจิตวิญญาณของทั้งคอนเสิร์ตเลยก็ว่าได้!
การแสดงของวงดนตรีที่มีสมาชิกหลายสิบคนนั้น ทั้งหมดล้วนดำเนินไปตามการควบคุมของไม้บาตองในมือวาทยกร เพื่อให้เครื่องดนตรีในแต่ละกลุ่มเสียง สามารถบรรเลงร่วมกันได้อย่างกลมกลืนและเป็นหนึ่งเดียว
ถ้าหากไม่มีวาทยกรควบคุมล่ะ?
วงดนตรีก็จะกลายเป็นความโกลาหลไปหมด
ลองคิดดูเถอะ
กองทัพจะดำเนินการได้อย่างไรถ้าไม่มีแม่ทัพคอยบัญชาการ?
าคนตั้งหลายสิบหลายร้อยมารวมตัวกันเล่นดนตรี ถ้าไม่มีวาทยกรคอยควบคุม แล้วจะเล่นกันรู้เรื่องหรือ?
หลังจากสรุปสิ่งที่ได้จากรางวัลทั้งสามกล่องสมบัติแล้ว
หลินเยวียนก็พอจะมีเวลาหันกลับไปสนใจประกาศต่างๆ จากสมาคมวรรณศิลป์สักที
ประกาศเหล่านี้ไม่ได้ระบุวันเริ่มบังคับใช้
แต่ทุกฉบับล้วนเต็มไปด้วยคำว่า ‘จัดอันดับ’
หลินเยวียนรู้สึกว่ามีบางอย่างแปลกชอบกล เมื่อเพ่งดูอยู่นาน ก็เหมือนจะตีความออกมาได้
ทั้งบทความนั้นเขียนอยู่แค่สองคำเท่านั้น คือ ‘แข่งขันภายใน’ !
จัดอันดับโน่นนี่เต็มไปหมด แบบนี้ไม่ใช่วิธีการบีบให้ทุกวงการแข่งขันกันอย่างบ้าคลั่งหรือไง!?
ตั้งใจจะทำให้เหล่ายอดฝีมือจากทุกแขนงเปิดศึกกันเพื่อแย่งชิงอันดับ!
ข้อดีของการฟาดฟันกันเช่นนี้น่ะหรือ ก็คือความก้าวหน้าทางศิลปะไงล่ะ
อันที่จริง ไม่ต้องไปสนใจมากก็ได้
สิ่งที่หลินเยวียนให้ความสำคัญจริงๆ คือชื่อเสียง
ชื่อเสียงมีมากพอ ก็ไม่มีใครสู้เขาได้
หาทางเพิ่มอายุขัยของตนเองให้ได้จึงจะเป็นหนทางที่ถูกต้องอย่างแท้จริง
ขณะนั้นเอง
เสียงของแม่ก็ดังมาจากชั้นล่างว่า “มากินข้าวได้แล้ว!”
หนานจี๋รีบวิ่งไปที่ประตูทันที
หลินเยวียนลงไปกินข้าวกับครอบครัวจากนั้นก็กลับขึ้นมาบนห้องแล้วเปิดคอมเข้าอินเทอร์เน็ตอีกครั้งคราวนี้เขา ล็อกอินเข้าไปในบล็อกของฉู่ขวง
หลังจากวุ่นวายกับมหกรรมดนตรีบลูสตาร์มานาน
เขาแทบไม่ได้ตามข่าวเกี่ยวกับฉู่ขวงเลย
วันนี้เลยตั้งใจจะมาดูสถานการณ์สักหน่อยว่า มีแฟนคลับหัวร้อนคนไหนมาขู่จะส่งมีดให้อีกหรือเปล่า
ติ๊ง!
ติ๊ง!
ติ๊ง!
เมื่อเพิ่งล็อกอินเข้าหลังบ้านบัญชีก็แทบระเบิด มีแต่คนแท็กหาฉู่ขวงเต็มไปหมด แถมหลายคนยังส่งข้อความส่วนตัวเข้ามาไม่หยุด
โพสต์สุดท้ายที่เขาโพสต์ไว้เมื่อหลายเดือนก่อนมีคนเข้าไปคอมเมนต์สะสมไว้จนล้นหลาม
‘เจ้าแก่เมื่อไหร่จะออกนิยายใหม่?’
‘เจ้าแก่หายตัวไปแล้ว ∑(口||)’
‘หายเงียบไปหลายเดือนแล้วนะ!’
‘สงสัยจะไปดูมหกรรมดนตรีบลูสตาร์แหงๆ ’
‘ให้ตายเถอะ!’
‘ฉันว่าเขาไปดูสดที่สนาม เพราะได้ตั๋วจากเซี่ยนอวี๋แน่ๆ (อิโมจิขำ)’
‘เจ้าบ้านี่ไม่เขียนนิยายเพราะมัวแต่ดูงานแข่ง!’
‘เจ้าแก่ตื่นได้แล้ว ตอนนี้ความนิยมของเซี่ยนอวี๋แซงหน้าคุณไปแล้วนะ (เหล่ตา)’
‘ไหนว่าเซี่ยนอวี๋ใต้ ฉู่ขวงเหนือไง?’
‘ครั้งนี้ช่องว่างระหว่างนายสองคนกว้างขึ้นเยอะเลยนะ!’
‘เซี่ยนอวี๋เขาขึ้นแท่นตำนานในมหกรรมดนตรีบลูสตาร์ไปแล้ว!’
‘ฮือๆๆ !’
‘เจ้าแก่ ผมคิดถึงคุณแล้วนะ (ร้องไห้)’
‘เจ้าแก่ กลับมาเถอะนะ (สายตาน่าสงสาร)’
‘ฉันจะไม่ด่าคุณอีกแล้ว ขอแค่คุณกลับมาเขียนนิยาย’
‘จะฆ่าพระเอกก็ไม่เป็นไร!’
‘วันที่ 1000 ที่เจ้าแก่ไม่อยู่ คิดถึงเขามากจริงๆ !’
หลินเยวียนแม้จะใช้เวลาหลายวันก็คงอ่านทั้งหมดไม่จบ เขาทำได้แค่ไล่ดูคร่าวๆ เท่านั้น แต่กลับรู้สึกซาบซึ้งอยู่ลึกๆ ในใจ
ผู้อ่านคือสิ่งมีชีวิตที่น่ารักที่สุดในโลกจริงๆ
ไม่ว่าในเวลาปกติพวกเขาจะด่าฉู่ขวงแค่ไหนก็ตาม
ความจริงแล้ว
ในใจของพวกเขาก็ยังรักฉู่ขวงอยู่มาก
พอเจ้าตัวหายไปนาน
แม้แต่คอมเมนต์ก็ยังกลายเป็นข้อความแสนอ่อนโยนไปหมด
ทว่า
การที่ฉู่ขวงหายตัวไปนานขนาดนี้ ชักเริ่มจะไม่ค่อยเหมาะสมนัก
ถึงอย่างไรฉู่ขวงก็ไม่เหมือนกับอิ่งจือ อิ่งจือมีเหล่าศิษย์คอยช่วยวาดการ์ตูน จึงยังมีผลงานออกมาเรื่อยๆ และมีตัวตนอยู่เสมอ
แต่ช่วงที่ผ่านมา
ฉู่ขวงกับเซี่ยนอวี๋หายตัวไปพร้อมกัน ย่อมทำให้ผู้คนรู้สึกระแวงไม่ได้
ต้องหาทางแก้ไขสักหน่อยแล้ว
ไหนๆ ตอนนี้กระแสข่าวภายนอกก็พูดกันว่า
เจ้าแก่ฉู่ขวงหายไปเพราะไปดูงานมหกรรม…
ไม่ๆๆๆ
ฉู่ขวงหายไปเพราะไปดูงานมหกรรมดนตรีบลูสตาร์ งั้นก็เล่นตามน้ำไปเลยละกัน
หลินเยวียนเริ่มพิมพ์ข้อความ
[เพิ่งกลับมาจากดูมหกรรมดนตรีบลูสตาร์ครับ ใครอยากอ่านนิยายแนวไหนในเล่มต่อไป คอมเมนต์ไว้ได้เลย รอบนี้จะฟังเสียงพวกคุณ อยากให้เขียนแนวไหน ผมจะเขียนแนวนั้น]
เขากดโพสต์ข้อความ
จากนั้นจึงลุกขึ้นไปเทน้ำใส่แก้วดื่ม
พร้อมกับนั่งรอคอมเมนต์จากผู้อ่านที่น่ารักของเขา
หึ
ใครบอกว่าเจ้าแก่ฉู่ขวงเย็นชา?
เห็นพวกคุณคอมเมนต์น่ารักอบอุ่นขนาดนี้ แม้แต่ฉู่ขวงก็ยังต้องอ่อนโยนลงด้วยเหมือนกัน
…
แต่สิ่งที่หลินเยวียนไม่รู้เลยก็คือ ทันทีที่โพสต์ของฉู่ขวงเผยแพร่ออกไปในเสี้ยววินาทีนั้นเอง…
ในรถไฟใต้ดินสายหนึ่ง
มือถือของผู้โดยสารหลายคนก็ดังขึ้นพร้อมกัน
“ติ๊งๆๆ ”
ผู้คนเหล่านั้นต่างก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอย่างไม่ได้นัดหมาย ก่อนจะเผยรอยยิ้มยินดีบนใบหน้า!
ไหนบอกว่าคิดถึงฉัน?
ไหนบอกว่าจะมาคอมเมนต์อบอุ่นหัวใจ?
คนพวกนี้มันหลอกใช้ความรู้สึกของฉันทั้งนั้น!!
ที่น่าหงุดหงิดยิ่งกว่านั้นคือพวกชาวเน็ตตัวแสบเหล่านี้ดันมารุมวางแผนแกล้งเขาต่อหน้าในคอมเมนต์อีกต่างหาก!
‘เจ้าแก่ฉู่ขวงดันมาถามพวกเราว่าอยากอ่านแนวไหน เขาต้องคิดว่าพวกเราจะบอกว่าอยากอ่านแนวที่เขาถนัดแน่ๆ งั้นเราก็ต้องแกล้งเลือกแนวที่เขาเขียนไม่เป็นให้เขาดิ้นตายไปเลย!’
‘ไม่เอาแนวสืบสวนสอบสวน ไม่ท้าทาย’
‘นิทานเด็ก? ช่างเถอะ ทำเหมือนฉันไม่เคยพูดดีกว่า’
‘แนวเทพเซียนกำลังภายในก็ผ่านไปก่อน’
‘แนวลึกลับก็ออกจะเฉพาะกลุ่มไปหน่อย’
‘ลืมคนขุดสุสานไปแล้วเหรอ แนวลึกลับไหนจะสู้เรื่องนั้นได้ ไม่มีประโยชน์หรอก สู้เสนอแนวกีฬาไปเลย ถึงเขาจะเป็นเจ้าพ่อแนวนี้ก็เถอะ’
‘หมอนี่เขียนแม้กระทั่งนิยายกำลังภายในนะ!’
‘บ้าเอ๊ย ทำไมรู้สึกว่าเจ้าแก่นี่มันเขียนได้ทุกแนวเลยล่ะ!’
‘ไม่ได้ อย่าให้เขาทำตัวได้ใจเกินไป!’
‘ว่าแต่ ตอนนี้ว่าเว่ยโจวเพิ่งรวมเข้ามาไม่ใช่เหรอ ฝั่งนั้นนิยายไซไฟกำลังมาแรงเลย!’
‘จริงด้วย ไซไฟ ฮาร์ดคอร์ของแท้!’
‘จัดไปให้เขาโชว์เก๋าไม่ออกเลย!”
‘ใครเห็นด้วยกับแนวไซไฟ กดไลก์ให้ไวเลย!’
พวกนี้นี่ว่างกันจริงๆ แถมยังมีความสามารถในการรวมพลังปั่นกันสูงอีกต่างหาก ไม่ทันไร พวกเขาก็พากันกดไลก์ให้คอมเมนต์ที่เสนอแนวไซไฟจนยอดพุ่งใกล้แสนไลก์ในเวลาไม่นาน!
คอมเมนต์ที่ว่าคือ
ฉันขอเสนอแนวไซไฟละนะ เจ้าแก่ฉู่ขวงกล้ารับคำท้าไหม?
เล่นมุกอีกแล้ว!
คิดจะเล่นมุกซุนหงอคงกันเลยใช่ไหม?
คนอื่นเขาขานรับกันหมดเลยนะ!
หลินเยวียนมองพฤติกรรมของชาวเน็ตสายปั่นเหล่านี้มาตั้งแต่ต้นจนจบเขาพูดไม่ออกจริงๆ แต่เขาก็แอบกังวลอยู่ในใจว่าถ้ามีใครเสนอให้เขียนนิยายแนวฮาเร็มขึ้นมาจริงๆ เขาอาจต้องคิดหนัก
โชคดี
อย่างน้อยพวกนี้ก็ยังมีมโนธรรมหลงเหลืออยู่บ้าง
แต่เอาจริงๆ ต่อให้เป็นนิยายฮาเร็ม หลินเยวียนก็ใช่ว่าจะเขียนไม่ได้นะ คิดว่าบุปผาในกุณฑีทองเป็นเรื่องล้อเล่นหรือไง?
สุดท้ายแล้ว หลังจากคิดกันอยู่เสียนานนานก็ได้แค่ ‘นิยายไซไฟ’ นี่แหละ
หลินเยวียนถึงกับแทบหลุดปากพิมพ์กลับไปว่า ‘แค่นี้เองเหรอ?’
แต่ก็ต้องข่มความรู้สึกไว้เพราะถ้าตอบแบบนั้นเข้าผู้อ่านต้องแห่กันมาหาเรื่องเขาแน่ยังไงพวกเขาก็เค้นสมองกันเต็มที่กว่าจะคิดออกมาได้นี่นะ
สุดท้ายเขาจึงกดเข้าไปตอบคอมเมนต์นั้นแล้วพิมพ์ว่า
‘พอรู้อยู่บ้าง’
หลินเยวียนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรู้สึกว่าคำว่า ‘พอรู้อยู่บ้าง’ ฟังดูมีความเป็นเซี่ยนอวี๋เกินไปหน่อย
เขาจึงลบคำว่า ‘อยู่บ้าง’ ออก
เหลือแค่คำว่า ‘รู้นิดหน่อย’
จากนั้นก็กดโพสต์อีกครั้ง
และทันทีที่เหล่าชาวเน็ตเห็นคำตอบนี้ในคอมเมนต์ ถึงกับแทบทนไม่ไหว!
พวกเขาทุกคนพร้อมใจกันยืนยันเว่า
เหตุผลที่เสนอนิยายแนวไซไฟหรือแนววิทยาศาสตร์ออกมา ก็เพราะอยากแกล้งเจ้าแก่ฉู่ขวงเล่นเท่านั้น แค่หาแนวที่เขาไม่เคยแตะ เพื่อให้เขาจนแต้มเท่านั้นเอง!
ล้อกันเล่นหรือเปล่า!
ตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน มีนักเขียนคนไหนกล้าพูดแบบเต็มปากบ้างว่า อยากให้เขียนแนวไหนก็จะเขียนให้ ไม่รู้จักคำว่าคอขาดหรือไง?
แต่สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดเลยก็คือ
เจ้าแก่ฉู่ขวงคนนี้ดันกล้าตอบกลับมาจริงๆ!แถมยังตอบด้วยความเย่อหยิ่งว่า
รู้นิดหน่อย!
เจ้าแก่ฉู่ขวงเอ๊ย!
แนวไซไฟน่ะ คุณเคยเขียนสักเรื่องไหมถึงกล้าพูดว่า ‘รู้นิดหน่อย’!?
……………………………………………………

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: Full-time Artist ใครว่าผมไม่เหมาะเป็นศิลปิน
ตอน 837-839 ไม่มีข้อความเลยครับ...