ตอนที่ 1068 น้ำตาไหลริน (1)
เว่ยโจว
เฉินเล่อเป็นนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์คนหนึ่ง
เนื่องจากเว่ยโจวได้รับขนานนามว่ามาตุภูมิแห่งนิยายวิทยาศาสตร์ของบลูสตาร์ทำให้ที่นี่มีนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์มากกว่านักเขียนวรรณกรรมแนวอื่นทุกประเภทรวมกันเสียอีก
อย่างไรก็ตาม
เฉินเล่อคนนี้ แม้จะอยู่ในกลุ่มนักเขียนไซไฟของเว่ยโจวแต่เขาก็จัดว่าอยู่ในระดับกลางค่อนไปทางสูงของวงการ
อาจยังไม่ถึงระดับแนวหน้า
แต่เมื่อเทียบกับคนส่วนใหญ่แล้ว ก็ถือว่าโดดเด่นกว่ามาก
วันนี้หลังจากเขียนนิยายเสร็จ เฉินเล่อก็เปิดแชตกลุ่มนักเขียนแนววิทยาศาสตร์เฉกเช่นทุกวันแต่แล้วเขาก็เห็นบางคนกำลังพูดถึงชื่อหนึ่งในกลุ่ม
“ฉู่ขวง?”
ทันใดนั้นเอง เฉินเล่อก็เกิดความสนใจขึ้นมาทันที
หลังจากเว่ยโจวเข้าผนวกรวม เฉินเล่อก็อ่านนิยายจากทวีปอื่นๆ มากมายแนวที่เขาลองอ่านก็หลากหลาย
เขาไม่ใช่พวกนักเขียนหัวโบราณ ที่อ่านแต่นิยายแนววิทยาศาสตร์เท่านั้น เพราะตัวเองเขียนแนววิทยาศาสตร์
สำหรับเฉินเล่อแล้ว ไม่ว่านิยายแนวไหน ต่างก็มีคุณค่าและสารอาหารทางความคิดในตัวของมันเองทั้งนั้น
และในบรรดานิยายจากทวีปอื่นๆ ที่เขาเคยอ่าน เรื่องที่เขาชื่นชอบมากที่สุดก็คือ นิยายเรื่องหนึ่งชื่อว่ายอดนักสืบโฮล์มส์
และผู้เขียนนิยายเรื่องนี้ก็คือฉู่ขวง!
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาจึงคลิกเข้าไปในกลุ่มแชต และไล่อ่านบันทึกการสนทนา
“น่าสนใจดีแฮะ”
มุมปากของเฉินเล่อยกขึ้นเล็กน้อย
นักเขียนจากฉินโจวที่เขาชื่นชอบ ตัดสินใจลองเขียนนิยายแนวไซไฟเป็นครั้งแรก!
บางทีเขาอาจจะใช้โอกาสนี้ เข้าไปพูดคุยกับไอดอลคนนี้สักครั้ง
บางทีอาจได้แนะนำประสบการณ์ด้านนิยายวิทยาศาสตร์ให้กับอีกฝ่ายด้วย!
ศาสตร์แต่ละแขนงล้วนมีผู้ที่เชี่ยวชาญ
อย่างไรเสีย เฉินเล่อก็นับว่าเป็นนักเขียนวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งของเว่ยโจวเช่นกัน!
เมื่อคิดได้เช่นนั้น
เฉินเล่อจึงรีบดาวน์โหลดแอปพลิเคชันบล็อกทันที
แต่ละทวีปต่างก็มีแพลตฟอร์มออนไลน์ขนาดใหญ่เป็นของตัวเอง
แม้ว่าจะรวมทวีปกันมานานขนาดนี้แล้ว ก็ยังไม่มีแพลตฟอร์มไหนที่สามารถรวมผู้ใช้ทั้งดาวบลูสตาร์ได้จริง
ส่วนใหญ่แล้ว
ชาวเน็ตแต่ละทวีปก็ยังคงชอบใช้แพลตฟอร์มที่ตนเองคุ้นเคยอยู่ดี
หลังจากลงทะเบียนสร้างบัญชีในบล็อกเรียบร้อย เฉินเล่อก็กดติดตามฉู่ขวงเป็นอย่างแรก จากนั้นจึงเริ่มค้นหานิยายเรื่องที่กำลังถูกพูดถึง ก่อนจะเจอกับนิยายชื่อว่าผู้โศกศัลย์
“นี่คงเป็นนิยายไซไฟเรื่องสั้นที่พวกเขาพูดถึงกันอยู่สินะ”
ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เฉินเล่อก็คลิกเข้าไปอ่านนิยายเรื่องนั้น
มุมมองบุคคลที่หนึ่ง?
ประโยคแรกของเรื่องก็ขึ้นต้นด้วยคำว่า ‘ผม’ ทำเอาเฉินเล่อรู้สึกไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย
แต่เขาก็ยังอ่านต่อไป
ปรากฏว่ากลับตกใจยิ่งกว่าเดิม!
‘ผม’ คนนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่ตัวเอกของเรื่อง?
เป็นโครงเรื่องกล้าเล่นมา คนทั่วไปไม่กล้าทำแบบนี้แน่หรอกสมแล้วที่เป็นผู้สร้างเชอร์ล็อก โฮล์มส์
ท่ามกลางความสะท้อนใจ
เฉินเล่อจึงอ่านต่อไปเรื่อยๆ
เนื้อเรื่องค่อยๆ ชัดเจนขึ้นผ่านการเล่าอย่างเรียบง่ายแต่ชวนดึงดูด
ตัวเอกของนิยายชื่อว่าเหอซี เกิดในครอบครัวชนชั้นแรงงานที่มีแม่เลี้ยงเดี่ยวแม่ของเขาเพิ่งตกงาน
โชคดี
ที่เหอซีเป็นคนที่มีการศึกษาสูง และอนาคตก็สดใสแถมยังเป็นคนที่ฉลาดหลักแหลมอย่างเหลือเชื่อเป็นอัจฉริยะด้านคณิตศาสตร์ตัวจริงเสียงจริง!
ในนิยายบทของแม่ถูกเขียนไว้อย่างละเอียดลึกซึ้ง
แม้แม่จะไม่ได้เรียนสูงแต่เธอก็ภาคภูมิใจกับลูกชายที่เก่งและมีความรู้เช่นนี้ และคอยดูแลเอาใจใส่ทุกอย่างอย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง
น่าเคารพและยิ่งใหญ่เช่นเดียวกับแม่ทุกคนบนโลกนี้ ที่รักและทุ่มเทให้กับลูกอย่างไม่มีเงื่อนไข
เหอซีก็เหมือนกับลูกๆ ทั่วไปบนโลกนี้รักแม่ของตัวเองอย่างสุดซึ้ง แต่ในขณะเดียวกันก็มักจะรู้สึกรำคาญกับคำบ่นจุกจิกและความห่วงใยที่ดูจะมากเกินไปของแม่
ใส่เสื้อเพิ่มอีกหน่อยนะ…
อย่าดื่มเหล้าบ่อยนักสิ…
อย่ากินข้าวนอกบ้านบ่อยนักเลย…
แม่อุ่นน้ำแกงถ้วยนี้ไว้ให้ลูกแล้วนะ…
ความห่วงใยและใส่ใจในทุกรายละเอียดของแม่มักทำให้เหอซีรู้สึกว่าเธอนั้นจู้จี้เกินไป
และในช่วงที่แม่กำลังเข้าไปอุ่นซุปให้เหอซีก็ถือโอกาส ออกจากบ้านไปโรงเรียนอย่างเงียบเชียบ
…
[“เหอซี” เธอเรียกชื่อเขาเบาๆ พลสงกวาดตามองห้องด้วยความร้อนรนเมื่อไม่เห็นเสื้อกันหนาวสองตัวที่เธอยัดใส่กระเป๋าไว้ก่อนหน้านี้เธอก็รู้สึกโล่งใจขึ้นเล็กน้อย แต่ในขณะนั้นเอง ความเจ็บแปลบอย่างกะทันหันแล่นผ่านมือของเธอ ชามซุปวุ้นเส้นที่ถือไว้หล่นลงกับพื้น ส่งเสียงกระทบดังใสกังวาน
ซย่าฉวินฟางเป่ามือที่เจ็บ พร้อมกับเผยสีหน้าปวดร้าว รอยย่นหางตาของเธอแลดูเด่นชัดยิ่งขึ้น
จากนั้นเธอก็เดินเข้าไปในครัว เพื่อไปหยิบไม้ถูพื้น
ส่วนผมยืนอยู่ข้างโต๊ะอาหาร มองดูน้ำแกงวุ้นเส้นที่ไหลนองอยู่บนพื้นพลางคิดในใจว่าน้ำแกงถ้วยนี้ต้องอร่อยที่สุดแน่นอน อร่อยกว่าของเลิศรสใดๆ ในโลกใบนี้]
…
กลับมาที่โรงเรียน
เหอซีได้ไปพบกับอาจารย์ที่ปรึกษาของตัวเอง
แท้จริงแล้ว ในฐานะอัจฉริยะด้านคณิตศาสตร์ เหอซีได้คิดค้นทฤษฎีหนึ่งขึ้นมาเอง ทฤษฎีนี้มีชื่อว่า ‘ทฤษฎีความต่อเนื่องย่อย’
ทว่าทฤษฎีนี้กลับไม่ได้รับการยอมรับจากอาจารย์ของเขา
“เดี๋ยวก่อน” ซย่าฉวินฟางร้องเรียก
เหอซีหันกลับมาอย่างแปลกใจ “มีอะไรเหรอแม่”
ซย่าฉวินฟางมองสมุดบัญชีปกสีแดงในมือลูกชายด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์ สองมือยังคงบิดชายผ้ากันเปื้อนอยู่ตลอดเวลา “แม่อยากดูยอดรวมอีกสักครั้ง”
“สองหมื่นห้าพันสามร้อยแปดสิบไง คูณเอาเองก็ได้มั้ง” เหอซีตอบด้วยความหงุดหงิด เขารีบอยากออกไปจากที่นี่เต็มที
“จ้ะ แม่รู้แล้ว ไปเถอะลูก” ซย่าฉวินฟางตอบเสียงเบา น้ำเสียงของเธอแฝงด้วยความเก้อเขิน เพราะเธอเองก็สึกว่าตนนั้นจู้จี้เกินไปจริง ๆ
…
เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ เฉินเล่อก็รู้สึกอึดอัดในอกขึ้นมาเล็กน้อย
แม่ที่ไม่มีการศึกษา ไม่มีวันเข้าใจได้เลยว่าลูกชายของเธอกำลังวิจัยเรื่องอะไรอยู่
แต่เมื่อเหอซีเอ่ยปากขอ เธอกลับเลือกที่จะสนับสนุนโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
แม้ถ้อยคำในเรื่องจะไม่หรูหราสละสลวย
ทว่าเฉินเล่อกลับรู้สึกสะเทือนใจจากความเรียบง่ายตรงไปตรงมานั้น จนรู้สึกจุกในอกและแสบจมูกขึ้นมา
…
เงินยังไม่เพียงพออยู่ดี
เหอซีจึงตัดสินใจไปขอยืมเงินจากอาจารย์ที่ปรึกษาหลิวชิง
อาจารย์นึกอยากจะปฏิเสธ เพราะในสายตาของเขา เหอซีคือศิษย์ที่เดินผิดทางไปไกล แต่ยังไม่ยอมตื่นจากความฝัน
และในจังหวะนั้นเอง
บังเอิญเหลือเกินที่เหล่าคังศัตรูหัวใจของเหอซีก็ปรากฏตัวขึ้น
ที่แท้เหล่าคังก็เคยเป็นศิษย์ของหลิวชิงเช่นกัน
ใช้คำพูดของอาจารย์ที่ปรึกษาก็คือ
เหอซีและเหล่าคัง คือศิษย์ที่เขาภาคภูมิใจมากที่สุด
แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจกว่าก็คือ เหล่าคังกลับยินดีจะให้เหอซียืมเงิน
เหอซีจึงตอบตกลง
เพราะเขาต้องการเงินก้อนนั้นเพื่อใช้ในการตีพิมพ์
แม้ผู้ให้เงินจะเป็นศัตรูหัวใจของเขาเองก็ตาม
เพียงแต่สิ่งที่เหอซีไม่คาดคิดก็คือ เหล่าคังไม่ได้แค่ให้เงินเขาพิมพ์หนังสือ ยังเขียนหนังสือรับรองให้เจียงเสวี่ย และให้เงินเธอไปเรียนต่อเมืองนอกด้วย
เมื่อเจียงเสวี่ยกลับมาถามความเห็นจากเหอซีอีกครั้ง
เขาจะพูดอะไรได้ล่ะ?
จะให้เขาไปขัดขวางอนาคตของคนรักตัวเองงั้นหรือ?
บางทีวัยรุ่นอาจเป็นเช่นนี้ คิดว่าเวลาและระยะทาง ไม่มีทางเอาชนะความรักของพวกเขาได้
ชั่วขณะนั้น
เฉินเล่อก็แทบจะมองเห็นฉากจบของคู่รักคู่นี้ล่วงหน้าแล้ว
……………………………………………………….

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: Full-time Artist ใครว่าผมไม่เหมาะเป็นศิลปิน
ตอน 837-839 ไม่มีข้อความเลยครับ...