เข้าสู่ระบบผ่าน

Full-time Artist ใครว่าผมไม่เหมาะเป็นศิลปิน นิยาย บท 1073

ตอนที่ 1073 ฮูเหยียนต้าปั๋ว

แกร็กๆๆ! ไม่ใช่เสียงของหยาดน้ำฟ้า แต่เป็นเสียงพิมพ์นิยายของหลินเยวียนต่างหาก!

ขยันเสียยิ่งกว่าใคร!

และระหว่างที่กำลังพิมพ์อยู่นั้น หลินเยวียนก็ทบทวนเนื้อหาทั้งหมดของโลกพเนจรอยู่ในหัวไปด้วย

หลายศตวรรษก่อน

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบความผิดปกติของการเคลื่อนไหวภายในดวงอาทิตย์

ตามการคาดการณ์ของแวดวงวิทยาศาสตร์

ดวงอาทิตย์กำลังจะเกิดปรากฏการณ์ระเบิดรุนแรงซึ่งเรียกว่าฮีเลียมแฟลช และจะขยายตัวกลายเป็นดาวยักษ์แดงขนาดใหญ่มืดมน กลืนกินโลกจนสูญสิ้น

ทางรอดเดียวของมวลมนุษยชาติคือการอพยพออกนอกระบบสุริยจักรวาล!

และจุดหมายปลายทางที่พอจะเป็นไปได้มีเพียงหนึ่งเดียว ดาวพร็อกซิมาคนครึ่งม้าซึ่งอยู่ห่างออกไปถึง 4.3 ปีแสง

ดังนั้น รัฐบาลร่วมของมนุษยชาติจึงตัดสินใจระดมทรัพยากรทั้งหมดที่เหลืออยู่ สร้างเครื่องยนต์โลกกว่า 10,000 เครื่อง เพื่อผลักดันให้โลกทั้งใบเคลื่อนที่ออกจากระบบสุริยะ โดยใช้เวลาประมาณ 2,500 ปี สืบทอดไปกว่า 100 ชั่วอายุคน เพื่อพาโลกออกจากระบบสุริยจักรวาลและมุ่งหน้าไปถึงบริเวณใกล้ดาวพร็อกซิมาคนครึ่งม้าให้ได้!

แต่หากอยากให้โลกเคลื่อนไปตามทิศทางที่มนุษย์ต้องการ ขั้นตอนแรกคือต้องทำให้โลกหยุดหมุนด้วยเครื่องยนต์ดาวเคราะห์ก่อน!

กระบวนการนี้ใช้เวลาทั้งหมด 42 ปี และถูกเรียกว่า ‘ยุคเบรกโลก’

จากนั้นเป็นต้นมา ดวงอาทิตย์ก็ไม่ได้โผล่ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตกในวันเดียวอีกต่อไป

ครึ่งหนึ่งของโลกจะตกอยู่ในสภาวะกลางวัน ส่วนอีกครึ่งหนึ่งก็ตกอยู่ในความมืดมิด

ดวงอาทิตย์กลายเป็นสิ่งที่ผู้คนหวาดกลัว

สำหรับเด็กที่ไม่เคยเห็นแสงแดดมาก่อน การที่ดวงอาทิตย์ขึ้นกลายเป็นเรื่องที่ทำให้พวกเขาตื่นตระหนกและหวาดกลัว

และภายใต้ฉากหลังที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของวันสิ้นโลกเช่นนี้ โลกก็เริ่มต้นการเดินทาง มุ่งหน้าสู่บ้านหลังใหม่ซึ่งอยู่ห่างออกไป 4.3 ปีแสง

นั่นคือดวงจันทร์

เพื่อหลีกเลี่ยงการชนกันระหว่างโลกและดวงจันทร์ ระหว่างช่วงที่โลกกำลังเร่งความเร็ว มนุษย์จึงติดตั้งเครื่องยนต์ให้กับดวงจันทร์ด้วย แล้วผลักมันออกไปให้พ้นทาง

เมื่อโลกเคลื่อนที่ไปถึงบริเวณใกล้ดาวพฤหัสบดี มนุษย์จึงอาศัยผลจากแรงเหวี่ยงของแรงโน้มถ่วง (Gravity Assist) ของดาวพฤหัสบดีเพื่อช่วงเร่งความเร็วของโลก พุ่งทะยานออกจากระบบสุริยะ!

อนาคตไม่ใช่ทุ่งกว้างไกลสุดสายตาอีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นเส้นทางที่เต็มไปด้วยภยันตรายไม่รู้จบ

สิ่งที่มนุษย์มองเห็น ไม่ใช่ฟ้าใสและทะเลสีครามอีกต่อไป แต่คือกำแพงเย็นเฉียบของมหานครใต้ดิน

การศึกษาเปลี่ยนไปเช่นกัน

องค์ความรู้ถูกแบ่งแยกอย่างชัดเจนว่ามีประโยชน์หรือไร้ค่า สาขาวิชาที่เคยถูกมองว่าไม่จำเป็นก็กลายเป็นสิ่งไม่จำเป็นจริงๆ

โรงเรียนทุ่มเททรัพยากรทั้งหมดให้กับวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม ขณะที่วิชาจำพวกศิลปะและปรัชญากลับถูกลดทอนลงจนเกือบหมด เพราะมนุษย์ไม่มีเวลาจะใส่ใจกับสิ่งเหล่านั้นอีกแล้ว

นี่คือยุคที่มนุษย์มีงานยุ่งที่สุดในประวัติศาสตร์ ทุกคนมีงานที่ทำเท่าไหร่ก็ไม่มีวันหมด

วิชาประวัติศาสตร์ยังคงมีอยู่

เพียงแต่เรื่องราวในยุคก่อนดวงอาทิตย์ดับ ก็ไม่ต่างจากตำนานในสวนเอเดนในทัศนะของมนุษย์ยุคนี้

ความรักได้หายไปแล้ว

การที่คนสองคนอยู่ด้วยกัน ก็แค่เพื่อหลีกหนีจากความโดดเดี่ยว ที่ต้องข้ามทุ่งน้ำแข็งอันเวิ้งว้างตามลำพัง

การแต่งงานล่มสลาย

หลักศีลธรรมและจารีตแบบเก่า กลายเป็นเรื่องเล็กน้อยที่แทบไม่มีใครนำมาใส่ใจอีกต่อไป

หลังจากผ่านแรงเหวี่ยงจากดาวพฤหัสบดีมาได้สำเร็จ โลกก็พุ่งออกไปยังขอบของระบบสุริยะ ความกลัวความตายที่กดทับมนุษยชาติมานานกว่าสี่ศตวรรษก็เริ่มคลี่คลายลง แต่ถึงอย่างนั้น มนุษย์ก็มิได้เฉลิมฉลอง ตรงกันข้ามกลับเกิดการจลาจล

เนื่องจากมีคนเปรียบเทียบภาพถ่ายดวงอาทิตย์ แล้วพบว่าค่าความสว่าง รูปแบบพิกเซล และข้อมูลทุกอย่างของมัน ไม่ต่างจากภาพเมื่อ 400 ปีก่อนเลยแม้แต่นิดเดียว

เพราะฉะนั้นพวกเขาก็พากันตะโกนออกมาด้วยความตกใจ

ดวงอาทิตย์จะไม่ระเบิด! พวกเราถูกหลอก! โลกถูกขาย! รัฐบาลโลกแต่งเรื่องทั้งหมดขึ้นมา พวกเขาแค่อยากผูกขาดอำนาจไว้แต่เพียงผู้เดียว!”

ทฤษฎีสมคบคิดมักมีพลังล่อลวงจิตใจคนได้อย่างร้ายกาจเสมอ

เหล่า ‘พลเมืองโลกผู้มีจิตสำนึก’ มากมายพากันลุกฮือ หยิบจับอาวุธด้วยความโกรธเกรี้ยว ขับไล่เจ้าหน้าที่และนักวิทยาศาสตร์ของรัฐบาลโลกกว่า 5,000 คนออกจากศูนย์ควบคุมเครื่องยนต์โลก พวกเขาถูกโยนทิ้งไว้บนพื้นน้ำแข็งกลางมหาสมุทร ปล่อยให้ความหนาวเหน็บอุณหภูมิต่ำกว่าติดลบ 100 องศาค่อยๆ พรากชีวิตของพวกเขาไปอย่างไร้ความปรานี

แต่แล้ว

ในขณะที่ฝูงชนผู้ยึดอำนาจได้สำเร็จกำลังร้องเพลงดวงอาทิตย์ของฉัน และเตรียมจะขับเคลื่อนโลกให้กลับไปยังวงโคจรเดิม ดวงอาทิตย์ก็เกิดการระเบิดฮีเลียมฉับพลันขึ้นจริงๆ

ดาวพุธ…

ดาวอังคาร…

หลินเยวียนก็ยอมรับว่า นี่ไม่ใช่นิยายไซไฟที่ดีที่สุดของต้าหลิว แม้กระทั่งในบรรดานิยายขนาดสั้นและกลางของเขาเอง เรื่องนี้ก็ยังไม่ถือว่าโดดเด่นที่สุดด้วยซ้ำ ก่อนจะถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์จนโด่งดัง แม้จะเคยได้รับรางวัลกาแล็กซีอวอร์ดก็จริง แต่หากเทียบในแง่ชื่อเสียงแล้ว ก็ยังเป็นรองนิยายขนาดสั้นและกลางเรื่องอื่นๆ ของต้าหลิว เช่นเรื่องครูบ้านนอกอย่างเห็นได้ชัด แต่ถึงอย่างนั้นคุณค่าของนิยายเรื่องนี้ก็ยังคู่ควรแก่การยอมรับ ถึงขนาดว่า หากนำไปวางต่อหน้าบรรดาแฟนไซไฟทั่วโลก ก็ไม่มีอะไรต้องหวั่นเกรงเลยแม้แต่น้อย

แล้วทำไมหลินเยวียนถึงเลือกเรื่องนี้ล่ะ?

เพราะหลินเยวียนรู้สึกว่า

ในอนาคต เขาเองก็สามารถหยิบเรื่องนี้ไปดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ได้เหมือนกัน

และในบลูสตาร์แห่งนี้ หลินเยวียนยังสามารถเติมเต็มความเสียดายบางส่วนที่เคยเกิดขึ้นกับเวอร์ชันภาพยนตร์เดิมได้อีกด้วย เช่นทำให้ฉากต่างๆ ให้ยิ่งใหญ่อลังการมากขึ้น หรือแก้ไขบางจุดในบทที่เคยโดนวิจารณ์ให้ดีขึ้นกว่าเดิม

ขณะที่หลินเยวียนเขียนนิยายโลกพเนจรจนเสร็จเรียบร้อยนั้นเอง

ทางฝั่งปู้ลั่ว ก็ได้ติดต่อไปยังนักเขียนนิยายแนวไซไฟจากเว่ยโจวอย่างฮูเหยียนต้าปั๋ว

ในตอนนั้น

ฮูเหยียนต้าปั๋วกำลังนั่งกินข้าวกับเพื่อน จู่ๆ เมื่อได้รับการติดต่อจากตัวแทนของปู้ลั่ว เขาดูแปลกใจอยู่ไม่น้อย

“ให้ผมลงผลงานใหม่ในปู้ลั่ว สู้กับฉู่ขวงจากฉินโจว?”

“ใช่ครับ!”

ตัวแทนของปู้ลั่วตอบด้วยน้ำเสียงร่าเริง “ถ้าคุณตอบรับข้อเสนอนี้ คุณจะได้รับค่าตอบแทนอย่างงามเลยทีเดียว และที่สำคัญยังสามารถใช้ชื่อของฉู่ขวงเป็นสะพาน เพื่อให้ชื่อเสียงของคุณแผ่ขยายไปทั่วทุกทวีปของบลูสตาร์…”

“ผมขอปฏิเสธ”

“อาจารย์ฮูเหยียนต้าปั๋ว…”

“ผมเป็นแฟนคลับตัวยงของคุณฉู่ขวงครับ ผมไม่มีทางจะไปสู้กับไอดอลของตัวเองในสายที่ตัวเองถนัดที่สุดแน่นอน”

ปู้ลั่ว “?”

อุตส่าห์หวังกับตัวช่วยจากภายนอกอยู่ตั้งนาน สุดท้ายอีกฝ่ายดันเป็นแฟนคลับตัวยงของฉู่ขวง?

บ้าชะมัด!

ส่วนฝั่งตรงข้ามของฮูเหยียนต้าปั๋ว เพื่อนที่ชื่อว่าเฉินเล่อก็ถึงกับหุบยิ้มไม่อยู่ ก่อนจะหลุดหัวเราะอย่างสะใจพลางตบต้นขาตัวเองอย่างแรง

………………………………………………………….

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: Full-time Artist ใครว่าผมไม่เหมาะเป็นศิลปิน