ตอนที่ 1074 ฮีเลียมแฟลช (1)
………………..
เฉินเล่อไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า แค่ออกมากินข้าวกับฮูเหยียนต้าปั๋วมื้อหนึ่ง จะเจอกับเรื่องที่ตลกได้ขนาดนี้
“ฮ่าๆๆๆๆๆ!”
นายทุนอยากจ้างฮูเหยียนต้าปั๋วให้ไปดวลกับฉู่ขวงงั้นเหรอ?
ถ้าเป็นนักเขียนไซไฟคนอื่นในเว่ยโจว หรือแม้แต่ตัวเฉินเล่อเอง ก็ยังพอมีโอกาสตอบตกลง แต่ฮูเหยียนต้าปั๋วน่ะ ไม่มีทางหรอก เพราะหมอนี่คือ แฟนคลับตัวยงของฉู่ขวงเลยน่ะสิ!
แฟนคลับระดับแฟนพันธุ์แท้เลยละ!
เฉินเล่อในฐานะชาวเว่ยโจว เริ่มอ่านยอดนักสืบโฮล์มส์ก็เพราะโดนฮูเหยียนต้าปั๋วบีบบังคับให้อ่าน!
อันที่จริง
ตั้งแต่ก่อนเว่ยโจวจะเข้าร่วมการรวมทวีปด้วยซ้ำ ฮูเหยียนต้าปั๋วก็อ่านนิยายของฉู่ขวงมาตลอดแล้ว ถึงขั้นเคยไหว้วานคนไปถึงฉินโจวเพื่อช่วยซื้อผลงานของฉู่ขวงกลับมาให้หลายครั้งหลายหน
ฮูเหยียนต้าปั๋วอ่านผลงานของฉู่ขวงมาแล้วครบทุกเรื่อง
ใช่ ครบทุกเรื่อง!
แม้แต่แฟนคลับหลายคนของฉู่ขวงเอง
ก็ยังไม่กล้าพูดว่าตัวเองอ่านผลงานครบทุกเรื่อง
แต่ฮูเหยียนต้าปั๋วอ่านมาหมดแล้วทั้งสิ้น!
ถ้าแบบนี้ยังไม่เรียกว่าแฟนพันธุ์แท้ แล้วจะให้เรียกอะไรได้อีก?ยิ่งไปกว่านั้น
ที่เฉินเล่อออกมากินข้าวกับฮูเหยียนต้าปั๋วในวันนี้ ก็เพราะเขาไปบอกอีกฝ่ายว่าเพิ่งอ่านผู้โศกศัลย์ของฉู่ขวงจบ
เรื่องนี้จึงไปจี้ตรงจุดของฮูเหยียนต้าปั๋วเข้าพอดิบพอดี
ฮูเหยียนต้าปั๋วจึงรีบนัดเฉินเล่อออกมาทันที แล้วพรั่งพรูพูดถึงผู้โศกศัลย์ที่ฉู่ขวงเพิ่งเผยแพร่ในห้องรับรองของร้านอาหารแบบน้ำไหลไฟดับ หัวใจเปี่ยมล้นไปด้วยความคลั่งไคล้จนเรียกได้ว่าเทิดทูนบูชา
เฉินเล่อที่เพิ่งหัวเราะหยุดก็ถามว่า “นายไม่คิดจะลองดวลกับไอดอลของตัวเองหน่อยหรือ?”
ฮูเหยียนต้าปั๋วส่ายหัว “ไม่มีทาง ฉันไม่มีวันลงมือกับไอดอลของตัวเองหรอก ฉันยังคิดอยู่เลยว่าถ้ามีโอกาส อยากได้ลายเซ็นของฉู่สักครั้งต่างหาก”
“เอาจริงดิ?”
เฉินเล่อเอ่ยแซว “ฉันกลับรู้สึกว่านายน่ะแพ้ฉู่ขวงแน่นอน ฉู่ขวงมีมุมมองเฉพาะตัวเกี่ยวกับนิยายไซไฟ”
“นั่นก็ขึ้นอยู่กับว่าเข้าใจไซไฟแบบไหน”
ฮูเหยียนต้าปั๋วตอบ “ถ้าแข่งกันเรื่องความฮาร์ดคอร์ของไซไฟละก็ ฉันไม่กลัวใครแน่ แต่การจะตัดสินว่านิยายไซไฟดีหรือไม่ดี มันไม่ได้อยู่ที่ปริมาณขององค์ประกอบของวิทยาศาสตร์เท่านั้นไง ถ้าแข่งกันเรื่องการเล่าเรื่อง ฉันยังไม่คู่ควรแม้แต่จะถือรองเท้าให้เขาด้วยซ้ำ นายยังรู้จักฉู่ขวงน้อยไป ถ้านายเคยอ่านผลงานอื่นของเขามากกว่านี้ นายจะเข้าใจว่าฉันพูดถึงอะไร”
พูดมาถึงตรงนี้ บนใบหน้าของฮูเหยียนต้าปั๋วก็ปรากฏแววเคลิบเคลิ้มขึ้นเล็กน้อย “แทนที่จะได้ขึ้นสังเวียนดวลกับไอดอลของตัวเอง ฉันกลับอยากมีโอกาสได้พูดคุยกับเขามากกว่า อยากแบ่งปันประสบการณ์การเขียนนิยายไซไฟของตัวเองให้เขาฟังน่ะ แต่น่าเสียดาย เขาลึกลับเกินไปจริงๆ ฉันเคยวานให้เพื่อนหลายคนช่วยประสานให้แล้ว แต่ก็ยังติดต่อเขาไม่ได้เลย เสียดายจริงๆ ”
เฉินเล่อ “…”
ก่อนจะได้อ่านเรื่องผู้โศกศัลย์ ตัวเขาเองก็เคยคิดเช่นนั้นเหมือนกัน
สายตาของฮูเหยียนต้าปั๋วในตอนนี้เปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง “ไม่รู้ว่าผลงานใหม่ของอาจารย์ฉู่ขวงจะยอดเยี่ยมขนาดไหนอีกนะ”
แฟนคลับตัวยงจริงๆ
เฉินเล่อถึงกับไม่รู้ว่าจะบ่นว่าอะไร
แต่จะว่าไปเฉินเล่อเองมีหรือจะไม่คาดหวัง?
เขาไม่ได้คาดหวังในแง่ของนิยายไซไฟ สิ่งที่เขาตั้งตารอมากกว่าคือเรื่องราวที่ฉู่ขวงจะสร้างสรรค์ขึ้นต่างหาก
ส่วนจะเป็นไซไฟหรือไม่นั้น ไม่ใช่เรื่องสำคัญ
ถึงอย่างไรเขาก็ไม่ได้หวังให้คนที่เพิ่งเริ่มเขียนไซไฟ
จะสามารถแต่งนิยายที่มีแนวคิดวิทยาศาสตร์สายแข็งอะไรได้อยู่แล้ว
หากจะมองในแง่ความเข้มข้นขององค์ประกอบเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์จริงๆ ละก็
ไม่ต้องถึงมือคนระดับฮูเหยียนต้าปั๋วด้วยซ้ำ
ลำพังเฉินเล่อเองก็ยังสามารถเขียนให้ดู ‘มืออาชีพ’ กว่าฉู่ขวงได้แล้ว
…
แผนการของปู้ลั่วไม่บรรลุผล
ผลงานเรื่องสั้นเรื่องใหม่ของฉู่ขวงกำลังจะได้รับเผยแพร่ใน บล็อกในวันพรุ่งนี้ และในระยะเวลาสั้นๆ เช่นนี้ พวกเขาก็หาใครมาลงแข่งแทนได้ไม่ทันแล้ว
ภารกิจ ‘ซุ่มโจมตี’ ครั้งนี้จึงจบลงแบบไร้ผล
เมื่อวันถัดมามาถึง
แฟนๆ ของฉู่ขวงต่างก็เริ่มตั้งตารอเวลาสองทุ่มในค่ำคืนนี้กันล่วงหน้าแล้ว
ฝั่งเว่ยโจว
ฮูเหยียนต้าปั๋วเองก็รอคอยอย่างกระตือรือร้นเช่นกัน ถึงขั้นชวนเฉินเล่อมาที่บ้านด้วยกัน “คืนนี้มารออ่านผลงานใหม่ของฉู่ขวงด้วยกัน”
“ได้”
เฉินเล่อตอบรับ
อย่างน้อยถ้าต้องถูกฉู่ขวง ‘ทรมานราวกับตายทั้งเป็น’ อีกครั้ง ตอนร้องไห้ก็จะได้มีเพื่อนสักคนคอยอยู่เคียงข้าง
ใช่แล้ว
“เซตติงนี้กล้าหาญมากนะ”
“ให้อารมณ์แบบมหากาพย์เลย!”
“เสียดายตรงการสร้างตัวละครยังตื้นเกินไปหน่อย…”
ระหว่างที่อ่าน ทั้งสองก็มีบทสนทนาโต้ตอบกันเป็นระยะ
แต่ถึงปากจะพูด ดวงตากลับไม่เคยละจากหน้าจอแม้แต่วินาทีเดียว และเมื่อการอ่านดำเนินลึกเข้าไปเรื่อยๆ บทสนทนาก็เริ่มน้อยลงเรื่อยๆ เช่นกัน
ยุคเบรกโลก
ยุคหลบหนี
ยุคพเนจร
นิยายเรื่องนี้แบ่งออกเป็นสามส่วน โดยมี ‘ฉัน’ ในมุมมองบุรุษที่หนึ่งเป็นผู้ดำเนินเรื่อง รับบทเป็นพยานแห่งกาลเวลา ที่ได้เผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงของบลูสตาร์ด้วยตนเอง
บลูสตาร์พเนจร!
นี่คือไอเดียที่บ้าบิ่นและแหวกแนวอย่างแท้จริง
เมื่อในอนาคต สภาพแวดล้อมของบลูสตาร์ไม่เหมาะสมกับการดำรงอยู่ของมนุษย์อีกต่อไป อันที่จริงแผนการแรกที่คนส่วนใหญ่จะนึกถึงก็คือ สร้างยานอวกาศ แล้วพามนุษย์ออกเดินทางสู่อวกาศ
ซึ่งในนิยายเรื่องนี้ก็มีพูดถึงเช่นกัน
ประชาชนบนบลูสตาร์แบ่งออกเป็นสองฝ่าย
ฝ่ายหนึ่งคือผู้สนับสนุนแนวคิดสร้างยานอวกาศเพื่อลี้ภัย
อีกฝ่ายหนึ่งก็คือผู้ศรัทธาในโครงการบลูสตาร์พเนจร
สองฝ่ายนี้เคยขัดแย้งกันอย่างรุนแรงถึงขั้นน้ำผึ้งหยดเดียวก็ติดไฟได้ แต่สุดท้ายรัฐบาลร่วมของบลูสตาร์ก็เลือกเดินหน้าแผนบลูสตาร์พเนจร
เพราะยานอวกาศมีขนาดจำกัด ไม่สามารถพามนุษย์ทั้งหมดออกไปได้ แถมทรัพยากรภายในยาน ไม่ว่าจะเป็นระบบนิเวศ หรือเชื้อเพลิง ก็ไม่เพียงพอที่จะรองรับการเดินทางยาวไกลไปยังดาวเคราะห์ที่อยู่อาศัยได้จริง
และนอกจากนั้น
หากถึงวันที่ต้องเลือกจริงๆ
ใครควรได้ขึ้นยานเพื่อหนีออกไป?
ใครควรต้องอยู่บนบลูสตาร์ต่อไป?
ในสถานการณ์ที่ทรัพยากรจำกัดเช่นนั้น
ความวุ่นวายภายในมนุษย์เองก็อาจเกินกว่าที่นักวิทยาศาสตร์จะควบคุมไหว บางทีนั่นอาจเป็นเหตุผลสำคัญที่สุดที่ทำให้ฝ่ายยานอวกาศพ่ายแพ้
…………………………………………………………

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: Full-time Artist ใครว่าผมไม่เหมาะเป็นศิลปิน
ตอน 837-839 ไม่มีข้อความเลยครับ...