เข้าสู่ระบบผ่าน

Full-time Artist ใครว่าผมไม่เหมาะเป็นศิลปิน นิยาย บท 1095

ตอนที่ 1095-5 ผมคืออิ่งจือ (2)

………………..

ช่วงบ่าย

ที่บริษัทสตูดิโอตามเงาฝัน

จินมู่เรียกหัวหน้าแผนกแต่ละฝ่ายมาประชุม

การประชุมเพิ่งเริ่มได้สองนาที ห้องประชุมก็ระเบิดเสียงถกเถียงกันอย่างดุเดือด!

“พูดบ้าอะไรเนี่ย?”

“ให้อิ่งจือเป็นผู้กำกับหลักเนี่ยนะ?”

“เขารู้เรื่องเทคโนโลยีแอนิเมชันบ้างไหม?”

“เขาเคยมีประสบการณ์สักนิดหรือเปล่า?”

“มั่วซั่วเกินไปแล้ว!”

“นี่ไม่ใช่เรื่องที่จะมาทำเล่นๆ ได้นะครับ!”

“การวาดการ์ตูนกับการกำกับหนังแอนิเมชันมันคนละเรื่องเลยนะ!”

“ต่อให้เขาเป็นเทพแห่งวงการการ์ตูนก็เถอะ จุดนี้เราก็ยอมรับ แต่เทพแห่งวงการการ์ตูนก็เป็นแค่คนเขียนบทก็พอไม่ใช่เหรอ?”

“ผมไม่เห็นด้วย!”

หัวหน้าจากทุกแผนก ต่างแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจน

คนพวกนี้หลายคนเพิ่งถูกจินมู่ใช้เงินจำนวนมหาศาลทาบทามมาจากบริษัทแอนิเมชันชื่อดัง

แต่ละคนก็ล้วนมีความคาดหวังกับ โรงงานฝันไล่เงาอยู่ไม่น้อย

อย่างไรก็ตาม

แอนิเมชันเรื่องแรกของสตูดิโอตามเงาฝันยังไม่ได้รับการอนุมัติโปรเจกต์ ด้วยซ้ำ พวกเขาก็ต้องมารู้ข่าวว่าอิ่งจือจะมารับหน้าที่เป็นผู้กำกับหลักเข้าให้แล้ว แต่ละคนถึงกับชาวาบไปทั้งตัว

ถึงขนาดมีบางคนสงสัยว่า

ถ้าปล่อยให้อิ่งจือมาเป็นผู้กำกับหลักจริงๆ ละก็ วันฉายหนังอาจกลายเป็นวันปิดบริษัทไปเลยก็ได้

ควรเริ่มมองหาบริษัทใหม่ไว้ล่วงหน้าหรือเปล่านะ?

ความคิดเชิงลบแบบนี้เริ่มวนเวียนอยู่ในห้วงสำนึกของหลายคนโดยไม่รู้ตัว

จินมู่ถึงกับปวดหัวหนัก

พูดก็พูดเถอะ ตัวเขาเองก็ไม่เชื่อเต็มร้อยว่าหลินเยวียน จะมากำกับภาพยนตร์แอนิเมชันได้จริงๆ แต่เขาคัดค้านเจ้านายตัวเองไม่ไหว

แต่เมื่อได้เห็นแววตาไม่ไว้วางใจจากเหล่าผู้บริหารระดับหัวหน้าเหล่านี้ จินมู่ก็พลันรู้สึกโกรธขึ้นมาทันที!

เขากวาดตามองไปรอบห้อง

แล้วพูดขึ้นเสียงหนักแน่นว่า

“พวกคุณรู้ไหมว่าสมัยก่อนอิ่งจือเคยลุยเดี่ยว สู้กับนักเขียนการ์ตูนทั้งปู้ลั่ว แล้วล้มพวกนั้นได้ด้วยตัวคนเดียว?”

“พวกคุณรู้หรือเปล่าว่าก่อนที่อิ่งจือจะกลายเป็นเทพแห่งวงการการ์ตูนที่ทุกทวีปยอมรับ เขาต้องฝ่าฟันคำดูหมิ่นดูแคลนและอุปสรรคมานับไม่ถ้วนขนาดไหน?”

“พวกคุณรู้ไหมว่าอัจฉริยะคืออะไร?”

“อัจฉริยะแบบนี้น่ะ ไม่เหมือนกับคนธรรมดาทั่วไปหรอกครับ คุณไม่สามารถใช้มุมมองของคนธรรมดา ไปคาดเดาขีดจำกัดของอัจฉริยะได้หรอก!”

“ในมหกรรมดนตรีบลูสตาร์ที่ผ่านมา ใครจะคิดว่าเซี่ยนอวี๋จะสามารถชนะอบิเกลได้?”

“แล้วก่อนหน้านั้นล่ะ ใครจะไปคิดว่าฉู่ขวงจะคว้ารางวัลกาแล็กซีอวอร์ดมาได้?”

“และในฐานะที่อิ่งจือเป็นหนึ่งในสามอัจฉริยะร่วมยุคเดียวกันกับฉู่ขวงและเซี่ยนอวี๋ แน่นอนว่าเขาก็ต้องมีความสามารถบางอย่างที่พวกเรายังไม่เคยได้เห็น!”

จินมู่ยิ่งพูดก็ยิ่งฮึกเหิม

จนตอนท้ายเขาก็แทบจะเชื่อตัวเองไปแล้วว่า

อิ่งจือเหมาะสมที่จะเป็นผู้กำกับแอนิเมชันจริงๆ !

ไม่ต้องมีเหตุผลอะไรซับซ้อน เพราะเขาคือหลินเยวียนไงล่ะ!

ขอแค่หลินเยวียนตั้งใจจะทำสิ่งใด ไม่มีอะไรที่เขาทำไม่ได้!

ชั่วขณะหนึ่ง

หัวหน้าผู้รับผิดชอบแต่ละแผนกต่างเงียบกริบ

อันที่จริง สิ่งที่จินมู่พูดมาก่อนหน้านี้ ไม่ได้มีตรรกะหรือเหตุผลที่หนักแน่นและน่าปักใจเชื่อเลย เขานำทุกอย่างไปโยงไว้กับข้ออ้างว่าอิ่งจือเป็นอัจฉริยะ ทว่าทุกคนกลับเริ่มรู้สึกลังเลขึ้นมาจริงๆ แม้แต่คนที่เคยค้านหัวชนฝา ก็เริ่มแอบคิดในใจว่า…

หรือว่าเขาจะทำได้จริงๆ ?

และแน่นอนว่า ประโยคที่ปิดเกมจริงๆ ก็คือคำพูดต่อมาของจินมู่ “อย่าลืมนะครับว่า อิ่งจือคือเจ้านายของพวกเรา”

สตูดิโอตามเงาฝันนี้เป็นของอิ่งจือ

อิ่งจือออยากจะลองอะไรบ้าบิ่นแค่ไหน ก็เรื่องของเขา

ถ้าไม่พอใจ?

ก็ลาออกซะ!

คำพูดประโยคนี้รุนแรงไปสักหน่อย แน่นอนว่าจินมู่ไม่มีทางพูดออกมาตรงๆ

ในขณะที่ทุกคนยังทำหน้าขึงขัง จู่ๆ จินมู่ก็ยิ้มออกมาแล้วกล่าวว่า

“ความตั้งใจของหัวหน้าก็คือ เขาแค่อยากลองดู ส่วนจะทำให้เขายอมถอยหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับพวกคุณแล้ว ถ้าเขาทำไม่ได้จริงๆ ผมจะไปเกลี้ยกล่อมให้เขายกเลิกความคิดนี้เองครับ”

จินมู่สามารถปลอบใจทุกคนได้สำเร็จ

หัวหน้าแผนกซึ่งอยู่ในห้องประชุมต่างทยอยกันลุกขึ้น “งั้นพวกเราจะไปเตรียมการเพื่อเริ่มโปรเจ็กต์กันเลย”

ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรให้มากความอีกแล้ว

พวกเขาจะทำให้อิ่งจือต้องยอมถอยด้วยตัวเอง!

หลินเยวียนแน่นอนว่าไม่รู้เลยว่า ในที่ประชุมช่วงบ่ายจะเต็มไปด้วยบรรยากาศตึงเครียดราวกับคมดาบปะทะกัน

หลังจากคุยกับจินมู่เสร็จ เขาก็เริ่มลงมือเตรียมการของตัวเองทันที

จนกระทั่งเช้าวันถัดมา

เหล่าหัวหน้าแผนกจากทุกฝ่ายก็พากันติดต่อหาจินมู่พร้อมกันว่า “พวกเราอยากพบอาจารย์อิ่งจือ มีหลายเรื่องที่ต้องให้ผู้กำกับหลักเป็นคนตัดสินใจ”

จินมู่ได้แต่ถอนหายใจอย่างจนหนทาง

ปัญหาใหม่มาแล้ว

ในเมื่อหลินเยวียนจะรับหน้าที่เป็นผู้กำกับหลักจริงๆ ก็ไม่สามารถเอาแต่หลบอยู่เบื้องหลังได้อีกต่อไป แต่ถ้าเขาออกมาปรากฏตัวเมื่อไหร่ ตัวตนของอิ่งจือ ก็จะถูกเปิดเผยในทันทีว่าแท้จริงแล้วก็คือเซี่ยนอวี๋!

น้ำเสียงนั้นเป็นเสียงผู้ชายก็จริง แต่ฟังไม่ออกว่าอายุประมาณเท่าไหร่ เป็นเสียงที่มีพลังดึงดูด คล้ายมีแรงแม่เหล็กบางอย่าง ชวนให้รู้สึกผ่อนคลายและไม่เป็นทางการ

ตลอดหลายปีที่ทำงานกับหลินเยวียน

จินมู่ไม่เคยได้ยินเสียงแบบนี้จากเขามาก่อน จนแอบสงสัยขึ้นมา คนที่นั่งอยู่ข้างในนั้น เป็นหลินเยวียนจริงหรือเปล่า?

แกร็ก

ประตูถูกผลักออก

ตรงโต๊ะภายในห้อง ร่างหนึ่งในชุดลำลองนั่งเอนกายอยู่บนเก้าอี้อย่างเกียจคร้าน มือกำลังหมุนปากกาเล่น ใบหน้าถูกปกคลุมด้วยหน้ากากสีดำเข้ม

ให้ตายสิ!

มุมปากของจินมู่กระตุก เขามองใบหน้าที่สวมหน้ากากตรงหน้า แล้วก็ยังไม่กล้ายืนยันว่า คนคนนี้คือหลินเยวียนจริงหรือไม่

ราวกับว่าบุคลิกของเขาเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

บรรยากาศที่ดูเกียจคร้านและปล่อยวางนี้ ต่างจากภาพจำที่จินมู่มีต่อกับหลินเยวียนอย่างสิ้นเชิง

เหมือนกับว่า ‘อิ่งจือ’ ที่เคยมีแค่ในโลกสมมุติ ได้ก้าวออกมาสู่ความเป็นจริงแล้วจริงๆ !

จะว่าไปแล้ว

ถ้าอิ่งจือมีตัวตนขึ้นมาจริงๆ เขาก็น่าจะมีภาพลักษณ์แบบที่อยู่ตรงหน้านี้นี่แหละ จินมู่เกิดความคิดเช่นนี้ขึ้นมา

ส่วนอีกฟากหนึ่ง

หัวหน้าจากแผนกต่างๆ ที่มาร่วมประชุม ต่างก็เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น เมื่อเห็นบุคคลปริศนาสวมหน้ากากสีดำคนนี้ ก็พากันตกตะลึง

อะไรเนี่ย?

ใส่หน้ากาก?

ศิลปะการแสดงเหรอ?

มีคนหนึ่งลองเอ่ยถามว่า “อาจารย์อิ่งจือใช่ไหมครับ?”

ชายสวมหน้ากากเหยียดตัวตรงขึ้น เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ขณะที่ปากกากำลังหมุนเร็วจี๋อยู่ในมือเขา “สวัสดีตอนเช้าทุกท่าน ผมคืออิ่งจือ”

ทันใดนั้น ทั้งสำนักงานก็เงียบกริบลงอย่างประหลาด

ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันอย่างน่าประหลาด

ท่ามกลางความเงียบที่ชวนอึดอัดนี้ ใต้หน้ากากที่ดูสงบนิ่งของหลินเยวียน มุมคิ้วของเขากลับกระตุกไม่หยุด

นี่เรียกว่าการอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนีหรือแเปล่านะ?

มันรู้สึกอายอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว…

ทั้งๆ ที่ตอนเข้าร่วมรายการราชาหน้ากากนักร้องก็ไม่รู้สึกว่าการใส่หน้ากากนั้นน่าอายตรงไหน หรือเพราะการแสดงของเราดูโอเว่อร์เกินไป?

ไม่น่าใช่นะ

ตอนนี้ตัวเขาเองก็อินกับบทบาทของอิ่งจืออย่างเต็มที่แล้ว แม้แต่บุคลิกและพฤติกรรมต่างๆ ก็แสดงออกมาตามหลักการแสดงบทสมมุติอย่างเคร่งครัดฉันคืออิ่งจือ!

ฉันคืออิ่งจือ!

ฉันคืออิ่งจือ!”

หลินเยวียนพยายามย้ำเตือนตัวเองซ้ำๆ ในใจ ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ มือทั้งสองของเขาก็ประสานกันตามธรรมชาติ คล้ายกับว่ากำลังรอให้ทุกคนพูดอะไรออกมาสักอย่าง

……………………………………………………………

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: Full-time Artist ใครว่าผมไม่เหมาะเป็นศิลปิน