ตอนที่ 1179-2 เตรียมเผยแพร่ (2)
เน็ตไอดอลสายวิชาการคนนี้ อันที่จริงไม่ใช่แอนตี้แฟน
อย่างที่เขาบอกไว้ เขาชื่นชอบฉู่ขวงมาโดยตลอด
ในโพสต์เก่าๆ ของเขาก็เคยแนะนำผลงานของฉู่ขวงอยู่หลายครั้ง
โดยเฉพาะบันทึกการเดินทางสู่ประจิมทิศ เขายกขึ้นหิ้งให้เป็น ผลงานระดับตำนาน ถึงขั้นเคยเชิญชวนให้ทุกคนไปอ่านเสียยกใหญ่
ด้วยเหตุผลนี้เอง
คำวิจารณ์เชิงลบของเขาครั้งนี้จึงทำให้หลายคนรู้สึกประหลาดใจ และก็ทำให้หลายคนเริ่มคิดตาม
‘พูดแบบนี้ก็มีเหตุผลแฮะ’
‘มังกรหยกไตรภาคก็สนุกจริงนั่นแหละ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสามเล่มนี่ก็อ่อนลงเรื่อยๆ จริงๆ ’
‘โดยเฉพาะดาบมังกรหยกน่ะ ถึงแม้ฉู่ขวงจะถึงจุดสูงสุดในเชิงเทคนิคการสร้างสรรค์นิยายกำลังภายในแล้วก็เถอะ แต่กลับมีฉากที่ตราตรึงใจไม่มากนัก ต่างจากสองเล่มแรกที่มีอะไรให้จดจำได้เยอะกว่า’
‘ถ้าเป็นแบบนี้ เจ้าแก่ฉู่ขวงอาจจะแพ้ก็ได้นะ?’
‘อย่ามาล้อเล่นหน่อยเลย ผมเป็นแฟนคลับของเจ้าแก่ฉู่ขวงมานาน เขาขึ้นสังเวียนต่อยกับใครก็ไม่เคยแพ้สักครั้ง!’
‘นั่นมันความเคยชินของคุณไง คู่ต่อสู้สมัยก่อนกับตอนนี้ มันระดับเดียวกันที่ไหนกันเล่า?’
‘พอคุณพูดแบบนี้ ผมชักเริ่มไม่แน่ใจแล้วสิ แต่ทำไมยิ่งไม่แน่ใจก็ยิ่งรู้สึกตื่นเต้นก็ไม่รู้!’
“ฮ่าๆๆ พวกเรานี่ทำตัวเหมือนแอนตีแฟนชัดๆ เจ้าแก่ฉู่ขวงไม่เคยมีแฟนคลับปกติเลยสินะ’
‘พูดแล้วก็จริงนะ ถึงผมเป็นแฟนคลับของเจ้าของโพสต์ก็เถอะ แต่ยังไงก็ยังอยากอ่านนิยายกำลังภายในเล่มใหม่ของฉู่ขวงอยู่ดี!’
‘+1’
‘อาจเป็นเพราะว่านิยายกำลังภายในเล่มต่อไปของเจ้าแก่ฉู่ขวง ต่อให้ไม่ใช่ผลงานที่ดีที่สุดของเขา แต่เราก็รู้กันดีว่า ไม่มีใครในบลูสตาร์เขียนแนวนี้ได้ดีกว่าเขาอีกแล้ว’
‘จริง!’
‘ขีดจำกัดต่ำสุดของนิยายกำลังภายในที่เจ้าแก่เขียน คือขีดจำกัดสูงสุดของวงการนิยายกำลังภายในของทั้งบลูสตาร์เลย’
‘พูดได้แค่ว่า รุ่งเพราะมังกรหยก ล่มก็เพราะมังกรหยกนั่นแหละ เหมือนกับที่เจ้าแก่ฉู่ขวงเขียนวรรณกรรมสำหรับเด็ก แล้วไม่มีทางเขียนอะไรที่เหนือกว่าแฮร์รี่ พอตเตอร์ได้อีก แค่เล่มเดียวก็เขียนจนสุดทางของแนวนั้นไปแล้ว แนวกำลังภายในก็เหมือนกัน แต่สุดท้ายก็ยังไงล่ะ ฉู่ขวงยังเขียนต่อ เราก็ยังอ่านต่อ แล้วยังจะด่าอย่างมีความสุขต่อไปเหมือนเดิม!’
…
ดูเหมือนว่าบทความนี้จะไปกระทบใจใครหลายคนเข้าอย่างจัง
เพราะหลังจากที่อ่านมังกรหยกไตรภาคจบ ผู้อ่านชาวเว่ยโจวและจงโจวก็รู้สึกเหมือนกัน
แม้แต่ผู้อ่านรุ่นแรกจากหกทวีปทั้ง ฉิน ฉี ฉู่ เยี่ยน หาน และจ้าว ก็เคยพูดในทำนองนี้มาก่อนว่า
หลังจากฉู่ขวงเขียนมังกรหยกจบ
เขาก็เขียนต่อด้วยศึกเทพอภินิหารจ้าวอินทรี
และดาบมังกรหยก
สองเล่มหลังนี้ถือเป็นส่วนขยายของนิยายไตรภาคชุดนี้
แต่น่าเสียดาย ที่ในแง่ของรูปแบบและเทคนิคนั้น มังกรหยกได้พาแนวกำลังภายในไปถึงจุดสูงสุดแล้ว เพราะฉะนั้น แม้สองเล่มหลังจะยังนับว่าเป็นผลงานคลาสสิก แต่หากจะให้บอกว่าเหนือกว่าเล่มแรก ก็ยังพูดได้ไม่เต็มปาก
เสียงวิจารณ์หลั่งไหลมาไม่หยุด
ในที่สุด บทความนี้ก็กลายเป็นไวรัล!
เว็บบอร์ดขนาดใหญ่หลายแห่งต่างแห่กันแชร์บทความนี้ แม้แต่หลินเยวียนผู้ซึ่งแทบไม่มีเวลาได้ท่องอินเทอร์เน็ตเพราะมัวแต่เขียนนิยาย ยังบังเอิญไปเจอบทความสั้นนี้เข้า
ปฏิกิริยาแรกของหลินเยวียนคือ
เจ้าของโพสต์คนนี้พูดได้มีเหตุผลดีแฮะ!
อย่างน้อยที่สุด ในแง่การจัดอันดับ มังกรหยกก็เป็นอันดับหนึ่งของมังกรหยกไตรภาคแบบที่แฟนๆ ส่วนใหญ่ยอมรับ
อย่างไรก็ตาม เมื่อหลินเยวียนอ่านมาถึงประโยคสุดท้ายของบทความ เขากลับแอบยกยิ้มมุมปากขึ้นมา
มังกรหยกคือจุดสูงสุดของกำลังภายใน?
ถ้าจะยืนให้สูงกว่านั้น ต้องงอกปีกออกมา แล้วโบยบินจากยอดเขากำลังภายในขึ้นไปสู่ฟากฟ้า?
พูดแบบนี้ ไม่ต่างอะไรกับการปักธงตั้งเป้าหมายให้ผมนี่นา
ตอนที่กิมย้งเขียนมังกรหยกไตรภาคจบ คนในยุคนั้นก็คงคิดแบบเดียวกันล่ะมั้ง เพียงแต่คนเหล่านั้นก็คงยังประเมินขีดจำกัดความสามารถของ ปรมาจารย์แห่งนิยายกำลังภายในต่ำเกินไป เช่นเดียวกับกับผู้คนบนบลูสตาร์ ที่เมื่อได้อ่านมังกรหยกแล้วก็พากันคิดว่า ตนเองได้เห็นที่สุดของวงการนิยายกำลังภายในแล้ว
แต่พูดก็พูดเถอะ
ถ้าหากความสนุกของเรื่องราวในมังกรหยกไตรภาคนั้นถดถอยลงไปเรื่อยๆ ในแต่ละเล่ม ถ้าเขาเป็นคนที่ไม่ได้รู้เบื้องลึกเบื้องหลัง ก็คงนึกไม่ถึงหรอกว่า ในช่วงบั้นปลายของชีวิต กิมย้งจะยังเขียนผลงานที่เกินกว่าคะแนนเต็มออกมาได้อีก
ต้องเข้าใจก่อนว่า
เวลาที่ผู้คนในแดนมังกรถกกันว่า ผลงานชิ้นใดของกิมย้งคลาสสิกที่สุด ในห้วงสำนึกของหลายคนมักจะมีอยู่สามเรื่องที่โผล่ขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
เรื่องที่หนึ่งคือ ‘กระบี่เย้ยยุทธจักร’ ผลงานซึ่งอุปมาถึงอิสรภาพของการช่วงชิงอำนาจทางการเมือง
สี่วัน
พริบตาเดียว เวลาก็ล่วงเลยไปอีกยี่สิบวัน
คืนนี้เอง
หลินเยวียนก็เขียนมาถึงบทสรุปของแปดเทพอสูรมังกรฟ้าแล้ว
ยุทธภพปิดฉากลง
เซียวเฟิงสละชีวิต ปลิดชีพตัวเองด้วยศรธนูหักโลหิตทาแผ่นดิน ณ ด่านเยี่ยนเหมิน
อาจื่อควักลูกตาทั้งสองข้างของตัวเองคืนให้จวงจวี้เสียน แล้วตามเขาไปยังปรโลก
หลินเยวียนพิมพ์ลงแป้นพิมพ์
[เด็กบ้านนอกเจ็ดแปดคนกำลังคุกเข่าอยู่หน้าหลุมศพ ส่งเสียงตะโกนปนเปกันว่า “ขอให้องค์จักรพรรดิทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นปี หมื่นหมื่นปี!” บางคนก็ตะโกน บางคนก็ก้มคำนับ บางคนยื่นมือออกมาพลางร้องว่า “ขอขนม ขอขนมกินหน่อยขอรับ!”
มู่หรงฟู่กล่าวว่า “ทุกท่านลุกขึ้นเถิด เมื่อข้าฟื้นฟูต้าเยี่ยนได้สำเร็จ ครองบัลลังก์จักรพรรดิแล้ว ทุกคนจะได้การปูนบำเน็จอย่างงาม”
…
หลินเยวียนเลือกไม่ใช้เนื้อเรื่องฉบับแก้ใหม่ของกิมย้งที่ให้หวังอวี่เยียนไปอยู่กับมู่หรงฟู่
อาจเพราะเขายังมีความรู้สึกผูกพันกับฉบับเก่า?
แต่จะว่าไป ในแง่ของความนิยมจากผู้อ่านทั่วไป ฉากจบแบบนี้ก็เปรียบเสมือนข่าวดีสำหรับผู้อ่านเช่นกัน
จริงอยู่ที่หลินเยวียนไม่รังเกียจจะใช้พล็อตที่ ‘ทำร้ายจิตใจผู้อ่าน’ แต่จะให้ ทำร้ายจิตใจผู้อ่านตามอำเภอใจก็เกินไปหน่อย
แล้วถ้าพูดถึงความสมเหตุสมผลล่ะ?
ไม่ว่าหวังอวี่เยียนจะอยู่หรือไม่อยู่กับมู่หรงฟู่ ทั้งสองทางก็ล้วนมีเหตุผลรองรับได้ทั้งคู่ ประเด็นนั้นขึ้นอยู่กับว่า ตัวละครรู้สึกอย่างไร และผู้อ่านพร้อมรับแค่ไหนต่างหาก
แกร็กๆๆ
หลังจากเสียงเคาะแป้นพิมพ์ตัวอักษรชุดสุดท้ายของนิยายจบลง หลินเยวียนยืดเส้นยืดสาย ก่อนจะส่งไฟล์ให้จินมู่ทันที
ตอนนี้เป็นช่วงปลายเดือนตุลาคมพอดี
หลินเยวียนทำภารกิจเสร็จภายในเวลาที่กำหนดได้อย่างงดงาม
……………………………………………………….
[1] ละครยุคเปีย สื่อถึงผลงานซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวในราชวงศ์ชิง ซึ่งเป็นชาวแมนจู มีทรงผมอันเป็นเอกลักษณ์อย่างการถักเปียด้านหลังและโกนผมครึ่งศีรษะ

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: Full-time Artist ใครว่าผมไม่เหมาะเป็นศิลปิน
ตอน 837-839 ไม่มีข้อความเลยครับ...