ตอนที่ 1282 เสียงสัมผัสใจ
ช่างเป็นความรู้สึกที่แปลกประหลาดราวกับถูกโอบล้อมไว้ด้วยตัวโน้ตอยู่รอบตัว ราวกับกำลังลอยล่องอยู่เหนือปุยเมฆในฝัน
ราวกับโลกทั้งใบเหลือเพียงเสียงของขลุ่ยไม้ไผ่เท่านั้น
ใสกังวาน
นุ่มลึก
งดงามประหนึ่งหยกแตกจากภูเขาคุนซาน ใสสะอาดจนเสียงสะท้อนก้องไปถึงหมู่เมฆ
ในชั่วขณะนั้น ราวกับมีใครมากดสวิตช์เปิดประตูแห่งความรู้สึกของทุกคน
ทั้งความสุข
ความเศร้า
ความเหงา
ความสงบ
และความอบอุ่น
และในขณะที่หัวใจของผู้คนกำลังถูกเหนี่ยวรั้งด้วยหมื่นพันความรู้สึกนั้นเอง
บนเวที
เบื้องหน้าคีย์เปียโน
หลินเยวียนค่อยๆ วางนิ้วลง
เสียงของคีย์เปียโนขาวดำที่สลับกันดังขึ้นนั้น ราวกับกำลังปลุกเร้าและชักนำอารมณ์ของผู้ฟังให้โยกย้ายไปมา พันเกี่ยวเข้ากับเสียงของขลุ่ยไม้ไผ่อย่างงดงาม
ราวกับสายลมอ่อนพลิ้วที่พัดผ่านหุบเขา
ราวกับแสงจันทร์เยือกเย็นในหุบเหวลึก
หรือบางที ก็ราวกับช่วงเวลาสั้นๆ ที่ได้ขโมยความสงบจากชีวิตอันวุ่นวาย
หรือราวกับการสะบัดผ้าคลุม ฝ่าดงหนามออกไปอย่างองอาจและเป็นอิสระเสรี
แต่ในความอ่อนโยนนั้นกลับแฝงด้วยความแน่วแน่และดื้อรั้น ราวกับเสียงร้องกังวานของนกที่ทะยานขึ้นสู่ท้องนภา
ในขณะนั้นเอง
ไม่ต้องพูดถึงนักดนตรีมืออาชีพ ต่อให้เป็นคนที่ไม่เข้าใจดนตรีเลยสักนิด ก็ยังตกอยู่ในห้วงอารมณ์แห่งเสียงเพลงอย่างถอนตัวไม่ขึ้น
เสียงเปียโนที่ใสกระจ่างค่อย ๆ แทรกเข้ามาอย่างระมัดระวัง นุ่มนวลปนเปกับความลังเลเล็กน้อย
ราวกับเพื่อนคนหนึ่งที่มาเยือนป่าใหญ่ในคืนสงัด
หลังจากเสียงเปียโนจบลง บทเพลงก็เข้าสู่ช่วงเดี่ยวไวโอลิน
เสียงไวโอลินที่อ่อนหวาน ใสกังวาน และเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา เมื่อบรรเลงคลอไปกับเสียงขลุ่ยที่แทรกสอดเข้ามาเป็นระยะ ให้ความรู้สึกประหนึ่งสายลมเย็นของค่ำคืนในฤดูร้อน เย็นสดชื่นซาบซ่านหัวใจ
หากจะเปรียบเปียโนคือ ‘เพื่อนผู้มาเยือนในคืนสงัด’ แล้วการที่เครื่องสายค่อยๆ เข้ามาสมทบ ก็เปรียบเสมือนกับมีผู้คนเพิ่มขึ้นทีละน้อย มาร่วมแบ่งปันช่วงเวลาอันงดงามนี้ไปด้วยกัน
เสียงไวโอลินหวานใส
เสียงเชลโลทุ้มลึก
ทั้งสองสลับกันขับขาน ตอบรับกันอย่างอ่อนโยน เปี่ยมด้วยอารมณ์ราวกับกำลังสื่อความรู้สึกผ่านสายตา
ราวกับนกไนติงเกลกำลังพร่ำบอกความในใจกับใครบางคน เสียงของนกไนติงเกลนั้นกังวานใสและนุ่มนวล เปรียบประหนึ่งถ้อยคำให้กำลังใจ จากนั้นเสียงทุ้มต่ำไพเราะของมนุษย์จึงตามมานี่คือบทสนทนาระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติที่แผ่วเบาและงดงามเหลือเกิน
กลมกลืน
อ่อนโยน
ราวกับทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ถูกปลอบประโลมให้สงบลงในพริบตา
ว่ากันว่าผู้อ่านหนึ่งพันคน ย่อมมีแฮมเล็ตหนึ่งพันแบบ อันที่จริงไนติงเกลก็เช่นเดียวกัน
ภายในโถงทองคำอันใหญ่โตโอฬารแห่งนี้
บางคนฟังเพลงนี้ไป น้ำตาก็ไหลพรากโดยไม่รู้ตัว เพราะนึกถึงญาติผู้ล่วงลับไป
บางคนฟังเพลงนี้แล้ว หวนคิดถึงความรักที่สูญสิ้น
บางคนย้อนรำลึกถึงชีวิตที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายสิบปี
บางคนเพียงแค่ยิ้มบางๆ ที่มุมปาก ในใจมีแต่ความสงบและความอบอุ่นอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
และบางคนแววตาทอแสงแห่งความหวังให้เกิดขึ้นในหัวใจ ราวกับกองไฟที่ลุกโชนราวกับกองไฟที่ลุกโชนในยามราตรี
ผ่านไปสักพัก
เสียงดนตรีเริ่มเข้าสู่ช่วงท้ายของบทเพลง
ทว่าต่างจากบทเพลงส่วนใหญ่ตรงที่ ตอนจบของเพลงไนติงเกล กลับเป็นท่อนซิมโฟนี และยังเป็นจุดสูงสุดของบทเพลงด้วย!
เสียงดนตรีจากวงออร์เคสตราดังกระหึ่มสะเทือนจิตวิญญาณ
ในภวังค์นั้น
ผู้คนรู้สึกราวกับได้ยินเสียงเรียกของนกไนติงเกล ที่ดังแว่วขึ้นจากห้วงมหรรณพอันกว้างใหญ่และผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนาน
นั่นคือเสียงที่แว่วดังผ่านเกลียวคลื่น นั่นคือเสียงเพรียกจากไนติงเกลผู้หยิ่งทะนง เสียงของนกไนติงเกลผู้หยิ่งทะนง ที่กำลังดิ้นรนและเสาะที่พักพิงของตนเองอย่างยากลำบาก
ยามรัตติกาลอันมืดมิด มันยังคงเฝ้ารอแสงแห่งอรุณรุ่งที่จะมาถึง…
เมื่อแสงแรกงสาดส่องทะลุหมู่เมฆ
แม้แสงอาทิตย์อันร้อนแรงจะหลอมละลายปีกของมัน แต่นกไนติงเกลก็ยังคงยืนหยัด เพื่อได้พบกับแสงนั้นสักครั้งหนึ่ง
ครั้งข้ามผ่านวันวานที่ต้องละทิ้ง ฉีกขาดจากพันธนาการแห่งความยอมจำนนและความเสื่อมถอยของอดีต
ไนติงเกลค่อยๆ โผบินเข้าใกล้ชั้นเมฆ กลั้นน้ำตาไว้ ก่อนที่ได้พบสายรุ้ง หวังเหลือเกินว่าจะได้พบกับแสงตะวันยามกลีบเมฆคล้อยออกจากกัน
แม้หมู่เมฆจะสลาย
แม้หัวใจจะลุกเป็นไฟ
แต่ในเสียงร้องอันทรงพลัง หนักแน่นราวภูผา
ไนติงเกลก็ฝ่าฟันทุกอุปสรรคไปได้สำเร็จ!
นกตัวนั้นในหัวใจของทุกคนลุกเป็นเปลวไฟแห่งความหวัง พุ่งทะยานสู่เวหา ทะลุผ่านม่านเมฆ ขึ้นสู่ฟากฟ้าอันไร้ที่สิ้นสุด!
และในชั่วขณะนั้น
เหล่าพ่อเพลงต่างกระซิบพูดคุยกันเบาๆ
“แปลกจัง”
“เพลงนี้มีพลังดึงดูดแปลกๆ ฟังแล้วเหมือนถูกดูดเข้าไปเลย”
“เหมือนมีแรงดึงบางอย่าง”
“ทั้งที่ฉันไม่เคยสนใจแนวเพลงแบบนี้ แต่กลับฟังเพลงนี้ได้จนจบโดยไม่รู้ตัวเลย!”
“เปิดเวทีมาก็เล่นโครงสร้างซิมโฟนีเลยหรือ?”
“โครงสร้างซิมโฟนีคลาสสิก ผสมกับขลุ่ยไม้ไผ่แบบดั้งเดิม แล้วเสริมด้วยเสียงอิเล็กทรอนิกส์อีก ไออกมาเป็นผลงานระดับนี้ ความคิดสร้างสรรค์ของเจ้าปลาตัวนี้ช่างน่าทึ่งจริงๆ !”
“การบรรเลงแบบนี้ ดีเกินไปหน่อยไหม?”
“เหมือนในดนตรีมีเวทมนตร์เลย”
“ไม่ได้มีเวทมนตร์หรอก”
“สำหรับผม นี่คือเสียงจากสวรรค์ต่างหาก”
“แค่เพลงแรกก็ตราตรึงใจขนาดนี้ ฉันอยากรู้จริงๆ ว่าเขาจะเล่นอะไรต่อจากนี้อีก”
“สมกับเป็นงานแสดงดนตรีครั้งแรกของเซี่ยนอวี๋จริงๆ ”
แน่นอนพ่อเพลงทั้งหลายไม่รู้หรอกว่านี่คือผลของทักษะเสียงสัมผัสใจ
แต่หลายคนก็สัมผัสได้ถึงความพิเศษบางอย่าง เพลงไนติงเกลของเซี่ยนอวี๋เหมือนมีพลังบางอย่างที่ดึงจิตวิญญาณของผู้ฟังให้เข้าไปอยู่ในอารมณ์ของบทเพลงอย่างสมบูรณ์
…
ภายในห้องรับรองห้องหนึ่ง
หยางจงหมิงหันไปมองอบิเกลที่นั่งอยู่ข้างๆ
“เป็นยังไงบ้าง?”
“เสียงจากสวรรค์เลย!”
อบิเกลมีสีหน้าหน้าตื่นตะลึง
ข้างๆ กันนั้น เจิ้งจิงเอ่ยขึ้นอย่างไม่แน่ใจว่า “พวกคุณรู้สึกไหม ความรู้สึกเข้าถึงบทเพลงแบบนี้ มาจากฝีมือการบรรเลง หรือเพราะตัวบทเพลงเองกันแน่…”
หยางจงหมิงไม่ตอบ
ส่วนอบิเกลก็จมอยู่ในห้วงความคิดเงียบๆ
ลู่เซิ่งซึ่งอยู่ในห้องเดียวกันก็หัวเราะขึ้นมาเบาๆ แล้วพูดว่า “ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน ถ้าเพลงต่อๆ ไปยังทำได้ถึงมาตรฐานระดับนี้ละก็ คอนเสิร์ตนี้จะกลายเป็นตำนานการประกาศศักดาของเซี่ยนอวี๋อย่างแน่นอน”
คำพูดยังไม่ทันขาดจบลง
มีคนสังเกตเห็นว่า ที่ด้านหลังชื่อเพลงไนติงเกลบนจอขนาดใหญ่ ปรากฏแสงสีทองหลายสายสว่างวาบขึ้นมา
เห็นได้ชัด
ตามกฎของโถงทองคำ นั่นหมายความว่า มีหลายฝ่ายกำลังยื่นขอซื้อลิขสิทธิ์เพลงนี้อยู่!
อย่างไรก็ตาม เรื่องนั้นยังไม่ใช่สิ่งที่หลินเยวียนจะต้องคิดตอนนี้ เพราะไนติงเกลก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น หลังจากนี้ เขายังมีผลงานใหม่อีกหลายชิ้นที่กำลังจะนำมามอบให้กับผู้ฟัง

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: Full-time Artist ใครว่าผมไม่เหมาะเป็นศิลปิน
ตอน 837-839 ไม่มีข้อความเลยครับ...