เข้าสู่ระบบผ่าน

Full-time Artist ใครว่าผมไม่เหมาะเป็นศิลปิน นิยาย บท 1291

ตอนที่ 1291-2 วิญญาณวีรชน (2)

เสียงตะโกนจากผู้ชมดังไปทั่ว!

ชายหนุ่มคนหนึ่งที่แถวหน้า ถึงกับมีเส้นเลือดปูดบนขมับด้วยความตื่นเต้น

หลินเยวียนก็ไม่ทำให้ผู้ชมผิดหวัง เขาเอียงศีรษะไปทางซ้ายเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ ยกมือขวาขึ้นถอดหน้ากากหลานหลิงอ๋องอันเป็นเลื่องชื่อออก

ท่วงท่าของเขานั้นมีเสน่ห์เปี่ยมล้นอย่างไม่อาจพรรณาได้ ราวกับเกิดแรงกระแทกอย่างหนักหน่วงต่อสายตาของผู้ชม ทำให้หัวใจของพวกเขาเต้นระส่ำ ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย

ต้องเข้าใจว่า

หน้ากากหลานหลิงอ๋องที่หลินเยวียนออกแบบนี้ ทำยอดขายบนเว็บไซต์ช็อปปิงออนไลน์ของบลูสตาร์ได้สูงจนน่าตกใจ มีผู้คนมากมายที่พยายามเลียนแบบฉากดังอย่างการถอดหน้ากากครั้งแรกของเซี่ยนอวี๋บนเวทีราชาหน้ากากนักร้อง

แต่ไม่ว่าพยายามอย่างไร ผลลัพธ์ก็ออกมาเหมือนฉากกำมะลอที่ไม่ได้เรื่องอยู่ดี

แม้หน้าตาจะพอไปวัดไปวาได้ ทว่าเรื่องของออร่าก็ยังห่างชั้นกับต้นฉบับอยู่ดี

ส่วนเมื่อตัวจริงเป็นคนถอดหน้ากากเอง แน่นอนว่าผลลัพธ์ย่อมไม่ใช่แบบนั้น ทันทีที่หลินเยวียนถอดหน้ากากออก เผยรอยยิ้มบางบนใบหน้า ผู้ชมที่ต่อให้รู้อยู่แล้วว่าเขาคือใคร ก็ยังรู้สึกว่าเลือดในกายพลุ่งพล่าน!

“หลานหลิงอ๋อง!”

“หลานหลิงอ๋อง!”

“หลานหลิงอ๋อง!”

เสียงตะโกนดังก้องไปทั่วโถงทองคำ!

บรรดาผู้ชมที่ปกติวางมาดภูมิฐานสูงส่ง เวลานี้กลับตะโกนสุดเสียงด้วยความตื่นเต้น ศีรษะเสียวซ่าน ขนลุกซู่ไปทั้งตัว อะดรีนาลีนกับโดพามีนหลั่งพล่าน

ต่อให้พวกเขาเป็นมีทรัพย์ศฤงคารนับไม่ถ้วนแล้วอย่างไร ในตอนนี้พวกเขาก็ไม่ต่างจากแฟนคลับทั่วไป แม้แต่เจ้าหน้าที่ของโถงทองคำยังถึงกับหันมามองหน้ากันด้วยความงุนงงว่า คนเหล่านี้คือคือเหล่าชนชั้นสูงผู้ซึ่งแต่งตัวภูมิฐานวางมาดสง่างามก่อนหน้านี้จริงหรือ?

สุภาพสตรีที่ว่า หายไปไหนเสียแล้วล่ะ?

เมื่อมองย้อนกลับไปตลอดประวัติศาสตร์ของโถงทองคำแห่งนี้ ไม่เคยมีใครสามารถทำให้ผู้ชมเกิดอาการคลั่งไคล้จนถึงขั้นนี้มาก่อน เซี่ยนอวี๋คือคนแรกที่ทำได้ และอาจเป็นคนสุดท้าย เพราะความสามารถในการปลุกเร้าอารมณ์ของเขานั้นช่างทรงพลัง จนผู้คนต้องตกหลุมพรางของเขาอย่างไม่อาจต้านทาน อดไม่ได้ที่จะชื่นชม และกลายเป็นแฟนคลับที่หลงใหลและศรัทธาในตัวเขามากที่สุด!

และไม่ใช่แค่ผู้ชมทั่วไปเท่านั้น

แม้แต่เหล่าผู้ร่ำรวยและเปี่ยมด้วยยศถาบรรดาศักดิ์ในห้องรับรองชั้นบน

แววตาทุกคู่ที่มองมายังเซี่ยนอวี๋ ก็ล้วนเต็มไปด้วยไฟแห่งความหลงใหลที่ไม่อาจเก็บซ่อนไว้ได้

“คุณปู่คะ หนูอยากแต่งงานกับเขา!”

ยังคงเป็นคุณหนูในห้องรับรองคนเดิม คนที่ปกติทั้งไม่ธรรมดาและมั่นใจในตัวเอง ทว่าครั้งนี้ คุณหนูผู้ไม่ธรรมดาดูจะเข้าขั้นร้องไห้ฟูมฟายเพราะอยากแต่งงานกับเซี่ยนอวี๋แล้วจริงๆ

เธอวางท่าทีหยิ่งยโส

คราวนี้ คุณหนูผู้ไม่ธรรมดากลับไม่ได้เอ่ยวาจาแข็งกร้าวแกมบีบบังคับอย่าง ‘เขาจะต้องแต่งงานกับหนู’ อะไรเทือกนั้นอีก ซึ่งหาได้ยากเหลือเกิน

“ถ้าอยากได้ ก็ไปสู้ ไปช่วงชิง ไปแย่งมา”

ผู้เฒ่ากล่าวกลั้วหัวเราะ เดิมทีเขาเพียงอยากเตือนหลานสาวล่วงหน้าไว้สักเล็กน้อย ว่าให้รีบหาจังหวะได้เปรียบในช่วงที่ทุกฝ่ายกำลังรุมแย่งชิง แต่ปรากฏว่าชายหนุ่มคนนี้กลับเหนือความคาดหมายของตนไปมาก เขาเปรียบได้ดั่งกระบี่ล้ำค่าประดับเพชร ต่อให้ถูกเก็บซ่อนอยู่ในชั้นหนังสือไม้หนานมู่เนื้อทอง ก็ยังไม่อาจบดบังประกายอันเจิดจรัสได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงค่ำคืนนี้ ที่เขาเผยฝีมือออกมาอย่างเต็มที่ ออกมายืนท่ามกลางความสนใจของทุกคน แล้วเด็กผู้หญิงอย่างหลานสาวของเขา จะไปต้านทานเสน่ห์แบบนั้นได้อย่างไรกัน?

ช่างเถอะ

สุดท้ายใครจะได้เขาไปครอง ก็สุดแล้วแต่โชคชะตา

ทว่าผู้เฒ่านั้นหารู้ไม่เลยว่า ในห้องรับรองข้างๆ ก็มีหญิงสาวหน้าตาสวยพริ้งเพราไม่แพ้กัน กำลังจองมองไปยังเวทีด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความเสียดายและเจ็บใจ “ที่แท้เขาก็คือเซี่ยนอวี๋ ทำไมฉันถึงไม่รู้ให้เร็วกว่านี้นะ!”

“ใจเต้นแล้วล่ะสิ?”

ชายวัยกลางคนข้างกายเธอเอ่ยขึ้น “ตอนนั้นลูกหนีไปเองนะ”

หญิงสาวขบกรามแน่น “ไม่เป็นไร บนโลกนี้ไม่มีผู้ชายคนไหนที่หนูจีบไม่ติด!”

ฉันเคยซ่อมรถให้เขาด้วยซ้ำ

ถึงแม้ตอนนั้นฉันจะไม่รู้ว่าเขาเป็นใครก็เถอะ

ชายวัยกลางคนนั้นได้แต่ยิ้มอย่างขมขื่น ลูกสาวคนนี้ของเขาเป็นคนมั่นใจในตัวเองสูง แต่เธอยังไม่รู้อีกหรือ ว่าหลังจากคืนนี้เป็นต้นไป เซี่ยนอวี๋จะกลายเป็นเป้าหมายของเหล่าคุณหนูในตระกูลดังอีกนับไม่ถ้วน

พูดอีกอย่างก็คือ

คู่แข่งในอนาคตของลูกสาวเขา แต่ละคนล้วน ‘มีเบื้องหลังไม่ธรรมดา’ ทั้งนั้น

การแสดงดนตรีใกล้จะปิดฉากลงแล้ว

รัสเซลล์ผู้ซึ่งรั้งอันดับที่สองบนการจัดอันดับสาขาดนตรีของบลูสตาร์นั่งนิ่งอยู่ในที่นั่งของตน จับจ้องไปยังเวทีเบื้องหน้าอย่างไม่วางตา ลมหายใจของเขาถี่ขึ้นเล็กน้อย ไม่รู้ว่าเพราะตื่นเต้น หรือเพราะรู้สึกกังวล

ที่ผ่านมา

มีอยู่เพียงสองคนเท่านั้น ที่ทำให้เขาหวั่นไหวจนสัมผัสถึงแรงกดดันได้จริงคนแรกคือฉินเจิน ผู้ซึ่งยืนอยู่บนจุดสูงสุดเหนือเขา คนที่สองคือหยางจงหมิง ผู้ซึ่งมอบบัตรชมการแสดงดนตรีที่โถงทองคำให้เขา

แต่ในวันนี้

คนที่สามที่ทำให้เขารู้สึกกดดันก็ปรากฏตัวขึ้นแล้ว ทั้งยังเป็นเพียงชายหนุ่มอายุน้อยเท่านี้

ช่างเป็นเรื่องที่เขาเองก็ไม่อยากเชื่อ

“ถ้าคู่แข่งเป็นคุณละก็ บางทีฉินเจินเองก็คงรู้สึกกดดันเหมือนกัน?”

อีกด้านหนึ่ง

ลู่เซิ่งมีสีหน้าประหลาดใจสุดขีด “เขานี่เก่งจริงๆ นะครับเนี่ย ไม่ว่าจะงานดนตรีแบบไหน ก็เปลี่ยนให้เป็นเรื่องเต้นได้”

จริงอย่างว่า

บทเพลงหลานหลิงอ๋องบุกสนามรบในค่ำคืนนี้ ใส่การเต้นเข้าไปเต็มสูบจริงๆ

คาดว่าแม้แต่ผู้บริหารโถงทองคำเอง เวลานี้คงครุ่นคิดแล้วว่า

เป็นหอแสดงดนตรีระดับสูงสุดของบลูสตาร์อยู่ดีๆ ทำไมถึงกลายเป็นโถงเต้นรำไปได้?

เอาเถอะ

ผู้บริหารโถงทองคำถึงกับต้องเริ่มทบทวนชีวิตตัวเองอยู่ตรงนั้นเลยว่า

ต่อไปนี้ เขาควรห้ามการแสดงเต้นรำในโถงทองคำดีหรือไม่

ที่นี่คือหอแสดงดนตรีชั้นนำ ไม่เวทีเต้นรำสักหน่อย…

ยังดี

ที่ความคิดนี้ถูกเสียงปรบมืออันกึกก้องดุจคลื่นคลั่งกวาดหายไปในพริบตา

คนที่ซึ่งสร้างปรากฏการณ์ระดับนี้ได้อย่างเซี่ยนอวี๋ ต่อให้มายืนบนเวทีแล้วหยิบหินมาทุบจนแตก ถึงหลินเยวียนจะขึ้นเวทีแล้ว ทุกคนก็ยังยอมรับอยู่ดี รวมถึงตัวเขาด้วย

บนบลูสตาร์นั้นมีหอแสดงดนตรีขนาดใหญ่อยู่ห้าแห่ง ต่างฝ่ายต่างแข่งกันทั้งบนโต๊ะและใต้โต๊ะมาโดยตลอด

ในอนาคต เซี่ยนอวี๋จะกลายเป็นนักดนตรีอันดับต้นๆ ของบลูสตาร์อย่างไม่ต้องสงสัย

เมื่อบุคคลระดับนี้ เลือกจัดการแสดงที่โถงทองคำ…

ก็เท่ากับเป็นการช่วยยกสถานะของโถงทองคำขึ้นเหนือหอแสดงดนตรีอื่นไปโดยปริยาย

ผู้บริหารโถงทองคำไม่ใช่คนโง่

ตัวเลขแบบนี้ พวกเขาคิดเป็นอยู่แล้ว

ถ้าเป็นคนอื่นละก็ แน่นอนว่าไม่มีทางมาเล่นพิเรนทร์แบบนี้ได้ เพราะเห็นได้ชัดว่า ‘ไม่เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของสถานที่’

แต่เมื่อนักดนตรีมีสถานะถึงระดับเดียวกับเซี่ยนอวี๋แล้ว โถงทองคำ

ก็มีแต่ต้องปฏิบัติตาม ‘กฎเกณฑ์’ ของเขาแทน

…………………………………………….

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: Full-time Artist ใครว่าผมไม่เหมาะเป็นศิลปิน