เข้าสู่ระบบผ่าน

Full-time Artist ใครว่าผมไม่เหมาะเป็นศิลปิน นิยาย บท 1295

ตอนที่ 1295 ซ้องกั๋ง

สมาคมวรรณศิลป์

ภายในแผนกหลักแห่งหนึ่ง

“ฉันว่าควรพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบกว่านี้หน่อยนะ การจัดอันดับใหม่คราวนี้มันจะไม่มากเกินไปหน่อยหรือสำหรับเซี่ยนอวี๋?”

“นี่มันเป็นสิบอันดับแรกเชียวนะ”

“และตอนนี้เซี่ยนอวี๋ก็อยู่ที่อันดับเจ็ดแล้ว”

“ผมไม่เห็นด้วยกับที่คุณพูด เราไม่จัดอันดับกันตามผลงานกันอย่างเดียวไม่ใช่หรอกหรือ?”

“หรือพวกคุณยังไม่เข้าใจคุณภาพของผลงานของเซี่ยนอวี๋กันแน่?”

“ต่อให้พวกคุณจะไม่อินกับผลงานเหล่านั้นจริงๆ อย่างน้อย ผลงานอย่างซิมโฟนีโชคชะตา ก็ไม่ถึงขั้นไม่เข้าใจเหมือนสีซอให้ควายฟังหรอกนะ?”

“พูดแบบนั้นก็กระดากหูไปหน่อยหรือเปล่า”

“ผมก็รู้อยู่แล้วว่าซิมโฟนีโชคชะตาน่ะยอดเยี่ยมแค่ไหน แต่ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นซิมโฟนีชิ้นแรกของเซี่ยนอวี๋ ผมอยากรอดูอีกสักหน่อยก่อน”

“จะต้องรอดูอะไรอีก”

“แค่ดูจากระดับของบทเพลงนี้ก็เพียงพอจะพิสูจน์ได้แล้วไหม!”

“เอาอย่างนี้แล้วกัน ทุกคนกลับไปคิดกันก่อน อีกสักพักค่อยประชุมตัดสินอีกครั้ง โหวตตัดสินด้วยเสียงข้างมาก”

การโต้เถียงแบบนี้ดำเนินมาหลายวันแล้ว

อย่างไรเสีย การจัดอันดับทางศิลปะก็ไม่อาจปล่อยให้ปัญญาประดิษฐ์มาทำแทนได้อยู่ดี

ตราบใดที่มนุษย์เป็นผู้จัดทำอันดับ และยังมีมากกว่าหนึ่งคน การที่ความคิดเห็นไม่ตรงกันย่อมเกิดขึ้นได้เป็นเรื่องธรรมดา

ในสถานการณ์เช่นนี้ การให้เสียงข้างมากเป็นฝ่ายตัดสิน ถือเป็นวิธีที่ยุติธรรมที่สุด

ที่นี่คือสมาคมวรรณศิลป์

เรื่องการจัดอันดับนั้น ไม่ใช่จะให้ใครคนใดคนหนึ่งพูดคำเดียวแล้วตัดสินได้ทั้งหมด

ยังไม่ต้องพูดถึงความขัดแย้งภายในสมาคมวรรณศิลป์เลย

ในขณะที่หยางจงหมิงส่งคำเชิญให้หลินเยวียนไปร่วมคอนเสิร์ต

โลกภายนอก

การโปรโมตคอนเสิร์ตในครั้งนี้ก็เริ่มต้นขึ้นแล้ว

โฆษณาของโถงทองคำ ปรากฏอยู่แทบทุกที่อย่างต่อเนื่องในฐานะพ่อเพลงอันดับสามของบลูสตาร์ ถึงแม้แฟนคลับของหยางจงหมิงจะมีไม่มากเท่าเซี่ยนอวี๋ แต่ในสถานะของเขาสายตาของผู้รักดนตรีแล้ว ยังอยู่เหนือกว่าอัจฉริยะหนุ่มคนนั้นมากโข

อย่างน้อย ก็ก่อนที่เซี่ยนอวี๋จะจัดคอนเสิร์ตของตัวเองนั่นแหละ

ด้วยเหตุนี้เอง

คอนเสิร์ตของเขาในครั้งนี้จึงดึงดูดความสนใจจากทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว

แต่หากจะพูดถึงขนาดของการโปรโมตแล้วละก็ อันที่จริงคอนเสิร์ตของหลินเยวียนยังใหญ่กว่าเห็นได้ชัด ทั้งเรื่องของระยะเวลาและพลังในการโปรโมต คอนเสิร์ตของหลินเยวียนนั้นเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด

ไม่ใช่ว่าหลินเยวียนจะมีหน้ามีตามากกว่าหยางจงหมิงแต่อย่างใด

แต่เพราะหยางจงหมิงเป็นศิลปินรุ่นใหญ่ที่จัดคอนเสิร์ตแทบทุกปีอยู่แล้ว ถึงจะไม่ได้บ่อยระดับเป็นกิจวัตรแต่ก็มีให้เห็นแทบทุกปี

แทบไม่ต้องโปรโมตอะไรเลย

คิดว่าเสียว่าบอกข่าวเล่นๆ ก็พอแล้ว

เพราะแค่ได้ยินชื่อ ‘หยางจงหมิง’ ผู้คนก็พร้อมจะซื้อตั๋วกันอยู่แล้ว

ส่วนเซี่ยนอวี๋ก็มีพลังดึงดูดไม่แพ้กัน เพียงแต่ครั้งนี้เป็นการแสดงดนตรีเดี่ยวครั้งแรกในชีวิตของเขาแน่นอนว่าต้องโปรโมตเต็มกำลัง เพื่อแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของตัวเองใช่ไหมล่ะ?

ไม่ต้องบอกก็รู้

ว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

หากหลินเยวียนจัดคอนเสิร์ตมากขึ้นเรื่อยๆ เขาก็จะกลายเป็นเหมือนหยางจงหมิงในวันนี้ มั่นใจเต็มเปี่ยม จนไม่แยแสเลยว่าการโปรโมตจะทั่วถึงหรือไม่

แล้วก็เป็นเช่นนั้นเอง

วันรุ่งขึ้น หลินเยวียนมาถึงบริษัท เพื่อฝึกซ้อมบทเพลงเซเรเนดร่วมกับหยางจงหมิง

หลินเยวียนรับหน้าที่บรรเลงเปียโน ส่วนหยางจงหมิงเล่นไวโอลินฝีมือของทั้งคู่ยอดเยี่ยมจนยากจะเชื่อว่านี่คือการบรรเลงบทเพลงร่วมกันของพ่อเพลงสองคน

หลังจากฝึกซ้อมกันประมาณสามรอบ ทั้งสองก็เห็นพ้องต้องกันว่าเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว

ต่างฝ่ายต่างใช้เครื่องดนตรีที่ถนัดที่สุด อีกทั้งยังเชื่อใจกันมากพอ และความเข้าขากันนั้นถึงขั้นสมบูรณ์แบบ

หลังจากมั่นใจแล้วว่าการฝึกซ้อมไม่มีปัญหาหลินเยวียนจึงกลับมาที่ห้องทำงานและกวาดตามองดูการจัดอันดับสาขาดนตรีของบลูสตาร์

การจัดอันดับสาขาดนตรียังไม่มีการอัปเดต

ไม่มีใครรู้ว่าสมาคมวรรณศิลป์ประวิงเวลาไปอีกนานแค่ไหน

อย่างไรก็ตาม เป้าหมายทุกข้อที่หลินเยวียนเขียนไว้สำหรับเซี่ยนอวี๋ในแผนสำหรับปีใหม่ล้วนบรรลุอย่างครบถ้วน

จากนั้นเขาก็เปิดดูการจัดอันดับนักเขียน

บนการจัดอันดับนักเขียน ชื่อของฉู่ขวงปรากฏเป็นตัวอักษรสีแดง พร้อมกับนักเขียนที่อยู่ในอันดับที่หกของบลูสตาร์

ไม่นานนัก

บนหน้าจอก็ปรากฏเอกสารใหม่ ที่มีชื่อว่า ‘ซ้องกั๋ง’

ซ้องกั๋งนั้นมีอยู่หลายฉบับ

หลินเยวียนตั้งใจจะเขียนโดยอ้างอิงจากฉบับที่หยางติ้งเจี้ยนเขียนคำนำ และเป็นฉบับที่มีความยาวมากที่สุด

ฉบับนี้มีทั้งหมด 120 ตอน รวมความยาวกว่าเก้าแสนหกหมื่นคำ เป็นฉบับที่แพร่หลายที่สุดในโลก และยังเป็นฉบับที่ระบบแนะนำให้ใช้มากที่สุดด้วย

“น่าจะตีพิมพ์ได้ช่วงปลายเดือนมกราคมปีหน้า”

หลินเยวียนคำนวณคร่าวๆ ในใจ

เก้าแสนกว่าคำ ถ้าไม่รีบเร่งมาก เขาก็สามารถเขียนจบได้ภายในหนึ่งเดือนอย่างสบายๆ

หลินเยวียนถึงขั้นคิดว่า การจะขึ้นไปชิงอันดับที่หกในการจัดอันดับนักเขียน แล้วหยิบไพ่เด็ดอย่างซ้องกั๋งออกมา จะไม่มากเกินไปหน่อยหรือ

ถ้าซ้องกั๋งออกมาแล้ว ฉู่ขวงจะพุ่งได้เพียงถึงอันดับที่หกจริงหรือ?

บางทีเขาควรมองการณ์ไกลกว่านั้นสักหน่อย

ถึงอย่างไร ซ้องกั๋งก็ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวสุดเร้าใจของเหล่าวีรบุรุษ 108 คนแห่งเขาเหลียงซาน ดาวฟ้า 36 คน และสหายดิน 72 คนเท่านั้น

แม้ตอนจบของเรื่องจะมีความเป็นฉู่ขวงเอามากๆ ก็ตาม

ซ่งเจียงผู้จงรักภักดีต่อราชสำนักจนไม่ลืมหูลืมตา ได้นำพาพ้องทั้งหมดไปยอมรับราชโองการ จนสุดท้ายเดือบล่มสลายกันยกก๊วน ซ้ำร้ายยังถึงขั้นวางยาสังหารหลี่ขุย ผู้ภักดีต่อเขาอย่างสุดหัวใจ…

หวังว่าเมื่อถึงเวลานั้น คนที่จะด่าตัวเอง จะน้อยกว่าคนที่ด่าซ่งเจียงก็แล้วกัน

เอาเถอะ

เสแสร้งไปก็เท่านั้น

เจ้าแก่ฉู่ขวงผู้ผ่านศึกมานับไม่ถ้วนเพียงยิ้มยกบางอย่างไม่สะทกสะท้าน

แค่เรื่องเล็กน้อยเอง

ตอนนี้เข้าแก่ฉู่ขวงยังมีอารมณ์มาวาดฝันถึงอนาคตต่อได้อีก

ว่ากันว่าแปดเทพอสูรมังกรฟ้าคือผลงานที่ฉู่ขวง ถ่ายทอดภาพตัวละครหมู่ออกมาได้ดีที่สุด แต่ในผลงานต่อไป เขาจะพลิกทุกสิ่งที่ผู้อ่านเคยเชื่อจนหมดสิ้น!

[1] ผู้สูงอายุไม่ควรอ่านสามก๊ก เพราะสามก๊กเต็มไปด้วยกลยุทธ์การเมือง การแย่งชิงอำนาจ และความขัดแย้ง ผู้สูงอายุอาจหมกมุ่นกับความพยาบาท และขบคิดเกี่ยวกับกลยุทธ์ต่างๆ จนก่อให้เกิดความเครียด

[2] วัยรุ่นไม่ควรอ่าน เพราะซ้องกั๋งเน้นความรุนแรง การละเมิดกฎหมาย ซึ่งอาจกระตุ้นให้คนหนุ่มสาวใจร้อน และยกย่องการใช้กำลัง อีกทั้งยังปลูกฝังความหัวขบถ ทำให้วัยรุ่นอาจเกิดความคิดต่อต้านอำนาจรัฐ

[3] ผู้ชายไม่อ่านควรไซอิ๋ว เต็มไปด้วยเรื่องเพ้อฝัน การผจญภัย และพลังวิเศษ ซึ่งอาจทำให้ผู้ชาย ละเลยความรับผิดชอบในโลกแห่งความเป็นจริง

[4] ผู้หญิงไม่ควรอ่านความฝันในหอแดง เพราะความฝันในหอแดงเต็มไปด้วยโศกนาฏกรรมและความรักที่ซับซ้อน ซึ่งอาจทำให้ผู้หญิงเกิดความ อ่อนไหวและเศร้าโศก เกินควรต่อโชคชะตา

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: Full-time Artist ใครว่าผมไม่เหมาะเป็นศิลปิน