เข้าสู่ระบบผ่าน

Full-time Artist ใครว่าผมไม่เหมาะเป็นศิลปิน นิยาย บท 1296

ตอนที่ 1296 ผมจะเดินเข้าทางประตูหน้า

ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่ผู้คนเริ่มชอบนำงานวรรณกรรมมาผูกกับ ทัศนคติสามประการ จนทำให้กลิ่นอายของวรรณกรรมคลาสสิกหลายเรื่องบิดเบี้ยวไป อย่างเช่นเรื่องอันนา คาเรนินา ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสิบวรรณกรรมเอกของโลกนางเอกซึ่งเดิมทีเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้ กลับถูกมองว่าเป็นตัวแทนของผู้หญิงดัดจริตไปเสียอย่างนั้น

ส่วนยอดวรรณกรรมของแดนมังกร

ขอยกเรื่องสามก๊กซึ่งก็อยู่ในบรรดาสี่ยอดวรรณกรรมแห่งแดนมังกรเช่นเดียวกัน

ในเรื่องมีพรานคนหนึ่งชื่อหลิวอัน ต้องการเลี้ยงดูเล่าปี่ แต่เมื่อพบว่าในบ้านไม่มีอาหาร เขากลับจึงนำภรรยาของตนมาปรุงเป็นอาหารให้เล่าปี่กิน เหตุการณ์นี้ทำให้หลายคนรู้สึกว่า มันเลยขอบเขตของความเป็นมนุษย์ไปไกลเกินทนจริงๆ

ส่วนซ้องกั๋งซึ่งเล่าเรื่องกลุ่มป่าเขียวในยุคโบราณนั้น ยิ่งเป็นแหล่งรวมของประเด็นถกเถียงทั้งเล่มเลยทีเดียวคำถามที่ผู้คนเถียงกันมากที่สุดคือเหล่าผู้กล้าทั้ง 108 คนแห่งเขาเหลียงซาน

พวกเขาสมควรถูกเรียกว่า ‘ผู้กล้า’ จริงหรือไม่?”

หนังสือเรื่องนี้สมควรถูกจัดอยู่ในสี่ยอดวรรณกรรมหรือเปล่า?

ถึงอย่างไร ในหนังสือเล่มนี้ นอกจากตัวละครอย่างหลู่จื้อเซิน หลินชง หรืออู่ซง วีรบุรุษอีกจำนวนมากกลับทำตัวไม่ต่างจากปีศาจ สังหารคนโดยไม่กระพริบตา…

แต่หลินเยวียนกลับมองอีกมุมหนึ่ง

ถ้ามีใครสักคนต้องทนถูกกดขี่ในที่ทำงาน ทั้งที่อัดอั้นแต่ไม่กล้าต่อต้านก็คงเข้าใจหัวอกของหลินชงได้เป็นอย่างดี

น่าเสียดายที่ไม่ใช่ทุกคนจะมีขาใหญ่อย่างหลู่จื้อเซินไว้คอยพึ่งพา

หลี่ขุยกลับไม่เป็นเช่นนั้น ความคิดของหมอนี่ช่างเรียบง่าย

ข้าทำงานให้ ก็ต้องได้ค่าแรงสิ ข้าทำตามกฎของราชสำนัก แล้วก็ควรได้ใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติสุขสิ

ถ้าไม่ให้ข้าอยู่อย่างปกติสุข ก็ไปตายซะเถอะ

แนวคิดของเขานั้นเรียบง่ายและตรงไปตรงมาจนคนต้องกุมขมับ แต่คนแบบนี้ขึ้นไปอยู่บนเขาเหลียงซานก็สมเหตุสมผลดี

แต่ก็ต้องบอกว่า

การมีคนอย่างหลี่ขุยนี่แหละ ทำให้พวกคนชั่วที่ชอบรังแกคนดีๆ ต้องหยุดคิดทบทวนเสียก่อน

ฉันกดขี่เขาขนาดนี้ เขาจะหยิบมีดมาแทงฉันไหมนะ?

ต่อให้ไม่แทง แล้วถ้าเขาเอาเรื่องนี้ไปฟ้องเบื้องบนล่ะ?

หรือถ้าไม่ฟ้อง เขาแค่พาเพื่อนมาถือป้ายประจานฉัน ก็คงปวดหัวไม่แพ้กัน

เอาเถอะ

อย่ารังแกคนซื่อเกินไปนักเลย

เงินเดือนที่ควรจ่ายก็จ่ายไป ค่าโอทีก็อย่าได้เบี้ยว เพราะถ้าคนซื่อๆ ถูกบีบจนสุดทนแล้วหันมาดับเครื่องชน คงจะไม่คุ้มเลยสักนิด สเต็กก็ยังหอมอยู่ เบียร์ก็ยังเย็นอยู่ จะหาเรื่องเดือดร้อนไปทำไม?

คนอย่างหลี่ขุยนี่แหละ ที่ช่วยปกป้องคนซื่อมากมาย

แม้ว่าคนส่วนใหญ่มักจะไม่รู้ตัวก็ตาม

นิยายแนวโลกสงบสุขนั้นอยู่มากมาย ผู้เขียนสร้างโลกที่ดูเหมือนไม่สมบูรณ์ ทว่าแท้จริงมันกลับแล้วสมบูรณ์แบบอย่างน่าขัน อย่างเช่น หลังจากเหล่าจอมยุทธ์กินข้าวเสร็จ ก็โยนแท่งเงินให้กับเสี่ยวเอ้อร์อย่างใจกว้างแต่ผู้เขียนไม่เคยบอกเลยสักคำว่าเงินเหล่านั้นมันมาจากไหน ทั้งที่พวกเขาไม่ได้ทำงาน…

จะบอกว่าตัวละครในเรื่องมีทัศนคติสามประการที่บิดเบี้ยวก็คงได้แต่จะบอกว่าผู้เขียนมีทัศนคติสามประการที่บิดเบี้ยวก็เห็นจะไม่ถูก

นักเขียนสร้างฆาตกรขึ้นมาในเรื่อง จะบอกว่านักเขียนป่วยทางจิตก็คงไม่ได้แค่เขาเขียนได้ลึกซึ้งและสมจริงเท่านั้นเอง

สือไน่อันเองก็ไม่ได้ยกย่องชาวเหลียงซานอย่างเดียว ในซ้องกั๋ง เขายังใส่หลายฉากที่วิจารณ์การกระทำอันชั่วร้ายของคนเหล่านั้นไว้อบ่างชัดเจนอย่างไรเสีย เขาก็ปูไว้แล้วตั้งแต่ต้นเรื่อง เรียกพวกเขาว่า ‘108 อสูร’ เป็นการบอกอย่างตรงไปตรงมาว่าคนบนเขาเหลียงซานนี้ไม่ใช่คนดีอะไรนัก

ต่อมาในตอนหมู่บ้านเต๋า เทวนารีแห่งสวรรค์ชั้นเก้ายังกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่ามารในใจของซ่งเจียงยังไม่ดับสิ้น

และหากมองย้อนกลับไป ตัวละครจำนวนไม่น้อยก็เป็นคนชั่วมาตั้งแต่ต้น เพียงแต่โครงเรื่องกำหนดให้ทั้ง 108 คนนี้ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นคนดีขึ้น

อย่างเช่นตั้งแต่ตอนเหตุการณ์ตระกูลจู้ ที่พวกเขาเริ่มช่วยเหลือชาวบ้าน

เรื่องดีหนึ่งกระบุง เรื่องเลวอีกหนึ่งกระบุง ทั้งหมดสะท้อนความจริงว่าสิ่งเหล่านี้ซับซ้อนเสมอ

ยิ่งช่วงหลังๆ ซ่งเจียงก็พากลุ่มเขาเหลียงซานออกศึกปกป้องแผ่นดิน ปราบฟางล่า

ส่วนฉากฆ่าล้างทั้งตระกูลที่มีอยู่มากมายในเรื่อง ไม่ใช่ปัญหาของทัศนคติสามประการของผู้เขียน

แต่มันเป็นภาพสะท้อนของค่านิยมของคนยุคโบราณต่างหาก

ในหลายยุคสมัย การลงโทษที่ลามไปถึงครอบครัวนั้นเป็นเรื่องปกติแม้แต่บ่าวไพร่ก็ยังไม่รอดจากชะตากรรมเช่นนี้

อย่าง โทษประหารเก้าชั่วโคตร หรือยึดภรรยาเข้าวังก็เป็นข้อกฎหมายที่มีอยู่จริงในสมัยนั้น จะวิจารณ์ก็ไม่ผิดอะไร แต่เราต้องไม่ลืมว่าบริบทของโลกยุคโบราณเป็นอย่างไร

สถานีโทรทัศน์กลางเคยสรุปเกี่ยวกับประเด็นนี้ไว้อย่างตรงจุดว่า

‘ไม่ใช่ว่าผู้คนยกย่องความรุนแรงแต่สิ่งนั้นสะท้อนถึงความโหยหาความยุติธรรมอันแรงกล้าที่ซ่อนอยู่ในใจของประชนชนต่างหาก’

และในยุคสมัยที่พิเศษนั้น เฉินตู๋ซิ่ว[1]ก็เคยกล่าวไว้ว่า ‘อุดมคติของ ซ้องกั๋งไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรนัก แต่ทำไมผู้คนถึงชอบอ่านกันนักเล่า?’

นี่เป็นเรื่องของการดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด

เทียบกับสามก๊กไม่ได้เลย

คนเขามีอุดมการณ์อันสูงส่งที่จะกอบกู้แผ่นดิน

ด้านข้าง ผู้ช่วยอย่างกู้ตงที่มากับเขาก็เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ไม่เดินพรมแดงก็ได้นะคะ ที่นี่มีประตูหลังอยู่”

กู้ตงรู้ดีว่าเขาไม่ค่อยชอบความวุ่นวาย

แต่หลินเยวียนกลับเพียงคลี่ยิ้มบางๆ เขารู้อยู่แล้วว่ามีประตูหลัง

เขายังจำได้ดีว่าครั้งแรกที่มาโถงทองคำ หยางจงหมิงกับเจิ้งจิงพาเขาเข้าไปจากประตูหลังเช่นเดียวกัน

ทว่าวันนี้ต่างออกไป

เขาผลักประตูรถออกไปมุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยแล้วเอ่ยว่า

“ผมจะเดินเข้าทางประตูหน้า เพื่อร่วมงานคอนเสิร์ตของอาจารย์”

ทันใดนั้นเอง

หลินเยวียนก้าวเข้าสู่เขตแดนกล้อง

ทั้งเหล่านักข่าวและฝูงชนโดยรอบบริเวณต่างส่งเสียงฮือกันทันที แม้แต่เหล่าคนดังที่กำลังเดินอยู่บนพรมแดง ก็ยังอดไม่ได้ที่จะหันกลับมามองเขา

ภายในรถด้านหลัง

กู้ตงกลืนน้ำลายเบาๆ ด้วยความตะลึง

ช่างเหมือนฉากเปิดตัวอันยิ่งใหญ่ในภาพยนตร์

พระเอกหนุ่มก้าวขึ้นเดินบนพรมแดงท่ามกลางเสียงกรี๊ดและความคลั่งไคล้ผู้คนทั่ว

กู้ตงไม่อาจประเมินได้อย่างแน่ชัดว่าชื่อเสียงและอิทธิพลของเซี่ยนอวี๋ในปัจจุบันนี้อยู่ในระดับที่น่ากลัวขนาดไหนกันแน่

[1] เฉินตู๋ซิ่ว นักสังคมนิยมปฏิวัติ นักการศึกษา นักปรัชญา และนักเขียนชาวจีน ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีน

[2] เฉินเซิ่งและอู๋ก่วง เป็นชาวนาที่ถูกเกณฑ์ให้ไปประจำการชายแดนในปี 209 ก่อนคริสตกาล เนื่องจากติดพายุฝนระหว่างทางและไม่สามารถไปถึงจุดหมายได้ทันตามกฎหมายฉินที่กำหนดไว้ จึงต้องโทษประหาร พวกเขาจึงตัดสินใจลุกขึ้นก่อกบฏที่หมู่บ้านต้าซือเชียง นับเป็นการลุกฮือต่อต้านราชวงศ์ฉินครั้งแรกในประวัติศาสตร์

[3] เฉินโหย่วเลี่ยง ขุนศึกผู้ยิ่งใหญ่ในช่วงปลายราชวงศ์หยวน เขาก่อตั้งราชวงศ์เฉินฮั่น และเป็นคู่แข่งหลักของจูหยวนจางในการแย่งชิงอำนาจ ก่อนจะพ่ายแพ้และเสียชีวิตในยุทธนาวีที่ทะเลสาบปั๋วหยาง ในปี ค.ศ. 1363

[4] จูหยวนจาง ผู้สถาปนาราชวงศ์หมิง และครองราชย์เป็นจักรพรรดิหงอู่ในปี ค.ศ. 1368

[5] จางเซี่ยนจง เหตุการณ์การสังหารหมู่ในมณฑลเสฉวน ระหว่างยุคเปลี่ยนผ่านราชวงศ์หมิงสู่ชิง นำโดยขุนศึกจางเซี่ยนจง

[6] หลี่จื้อเฉิงกับงานเลี้ยงฝูลู่ เหตุการณ์ในปี ค.ศ. 1641 เมื่อหลี่จื้อเฉิงนำกบฏชาวนายึดเมืองลั่วหยาง สั่งให้นำฝูอ๋องจูฉางสวินไปต้มรวมกับกวาง และนำเนื้อมาทำเป็นอาหารเลี้ยงฉลองของกองทัพ ซึ่งเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของความโกรธแค้นต่อความเหลื่อมล้ำทางชนชั้น

[7] กบฏไท่ผิง เป็นสงครามกลางเมืองครั้งใหญ่ในประเทศจีนระหว่าง ค.ศ. 1850-1864 ซึ่งนำโดย หงซิ่วเฉวียน เพื่อต่อต้านราชวงศ์ชิง

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: Full-time Artist ใครว่าผมไม่เหมาะเป็นศิลปิน