ตอนที่ 1304 หมาจนตรอก (1)
หลินเยวียนไม่ได้มาที่สตูดิโอของอิ่งจือนานแล้ว
ตอนนี้ที่นี่ไม่มีใครอยู่แล้ว หลัวเวยกับลูกศิษย์นักเขียนการ์ตูนคนอื่นๆ ต่างก็แยกย้ายไปทำงานในสตูดิโอของตนเอง ถึงอย่างไรปัจจุบันนี้ ทุกคนล้วนมีชื่อเสียง มีหน้ามีตาในวงการกันหมดแล้ว แถมบางคนยังมีผู้ช่วยและลูกศิษย์เป็นของตัวเองอีกด้วย
หลินเยวียนยังคงชอบแวะเวียนมาที่นี่เป็นครั้งคราว
ที่นี่เงียบสงบดี
นอกจากเขาแล้ว จินมู่ก็มาที่นี่เป็นระยะๆ ทั้งสองคนมักจะนัดเจอที่นี่เสมอเมื่อมีธุระต้องคุยกัน
วันนี้จินมู่ก็มาด้วย
เมื่อเห็นหลินเยวียนที่นั่งอยู่บนโซฟา ถือโทรศัพท์ท่าทางคล้ายกับกำลังเหม่อลอย จินมู่ก็คลี่แล้วก็ยิ้มบาง
“วันนี้หัวหน้าดูมีเรื่องในใจนะครับ”
หลินเยวียนไม่พูดอะไร ยังคงจ้องหน้าจอมือถืออยู่เงียบๆพาดหัวข่าวบนหน้าจอคือ [หลิงคงเล็งเป้า ฉู่ขวงคือใครกันแน่]
ในพื้นที่แสดงความคิดเห็นเต็มไปด้วยถ้อยคำด่าทออย่างดุเดือด
ด้านล่างยังมีข่าวที่เกี่ยวข้องเรียงต่อกันยาวเหยียดเหมือนซีรีส์เป็นตอนๆ
[ผู้จัดการใหญ่บริษัทจี๋เค่อปู้ลั่วหลิงคงใส่ร้ายฉู่ขวง หุ้นบริษัทร่วงหนัก!]
[จำนวนผู้ใช้งานบล็อกพุ่งสูง ขึ้นเป็นแพลตฟอร์มโซเชียลอันดับหนึ่งของบลูสตาร์ในชั่วข้ามคืน!]
[ด่วน! หลิงคงผู้จัดการใหญ่ของจี๋เค่อปู้ลั่วลาออกจากตำแหน่งแล้วเมื่อคืน!]
[จี๋เค่อปู้ลั่วจัดแถลงข่าวเช้าวันนี้: การกระทำของหลิงคงเป็นเรื่องส่วนบุคคล ไม่เกี่ยวข้องกับบริษัท และขออภัยฉู่ขวงเป็นอย่างยิ่งที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด]
จินมู่รินกาแฟให้หลินเยวียน ก่อนจะเหลือบมองหน้าจอโทรศัพท์ไปด้วย
“ดื่มกาแฟก่อนครับ”
“ไม่มีชาหรือครับ?”
“ลองเปลี่ยนรสชาติบ้างก็ไม่เลว บางทีกาแฟอาจไม่ขมอย่างที่คุณคิดก็ได้”
“…”
หลินเยวียนชะงักไปเล็กน้อย เหมือนจะเข้าใจความนัยของสิ่งที่จินมู่บอก
“อาจินหมายความว่า ฉู่ขวงควรออกมาข้างหน้าได้แล้ว?”
“ก็ใกล้ถึงเวลาแล้ว หลิงคงแทบจะเดิมพันด้วยชีวิตเพื่อบีบบังคับให้เรื่องนี้เกิดขึ้น ทำให้เขาสมใจหน่อยก็ไม่เสียหาย เพียงแต่ว่า ความจริงนี้อาจไม่ใช่สิ่งที่เขาอยากเห็นก็ได้”
“อืม”
หลินเยวียนครุ่นคิด
จินมู่ยิ้ม ก่อนจะกล่าวเสริมขึ้นมา “ที่จริงแล้ว คนภายนอกก็ไม่ได้เชื่อคุณแบบที่เห็นกันหรอกครับ แค่มนุษย์เรามักจะเลือกเชื่อในสิ่งสวยงามโดยสัญชาตญาณ ยิ่งเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเซี่ยนอวี๋และอิ่งจือ บางคนเชื่อเพราะเซี่ยนอวี๋ บางคนเชื่อเพราะอิ่งจือ ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเชื่อฉู่ขวงจริงๆ สักหน่อย”
“อีกสักสองสามวันแล้วกัน”
“งั้นผมจะจัดงานแถลงข่าวให้”
“หรือจะเปิดเผยตัวตนของอิ่งจือไปพร้อมกันเลยดีไหม?”
“จะหนักเกินไปหรือเปล่าครับ ต้องให้ประชาชนค่อยๆ ย่อยข้อมูลก่อน”
จินมู่เอ่ยขึ้น
ถึงเวลาต้องเปิดเผยตัวตนของฉู่ขวงแล้ว แต่ตัวตนของอิ่งจือ ยังเปิดพร้อมกันไม่ได้ ต้องรอให้สาธารณชนยอมรับตัวตนแรกให้ได้เสียก่อน
“อืม”
หลินเยวียนพยักหน้า จากนั้นก็โทรศัพท์หาประธานกรรมการ
“บริษัทจะให้ความร่วมมือกับทุกการตัดสินใจของคุณ”
ประธานซึ่งรู้เรื่องตัวตนของหลินเยวียนอยู่แล้ว กล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า“ไม่ช้าหรือเร็วก็ต้องเผชิญหน้ากับเรื่องนี้อยู่ดี”
“คนในบ้านก็พูดแบบนั้นเหมือนกัน”
ในตอนเช้า หลินเยวียนได้พูดคุยเรื่องนี้กับพี่สาว น้องสาว และแม่ ทุกคนต่างสนับสนุนการตัดสินใจของเขาอย่างเต็มที่ และนั่นทำให้เขารู้สึกอุ่นใจเป็นพิเศษ
…
ที่จริงแล้วหลิงคงไม่ได้แทงถูกความจริง
สิ่งที่เรียกว่าเปิดฉากโจมตีนั้น ก็เป็นเพียงบทสรุปที่เขาได้มาจากสัญชาตญาณ และการสังเกตจุดที่ดูไม่สมเหตุสมผลบางอย่าง จนสุดท้ายก็สังเคราะห์ออกมาเป็นข้อสรุปที่ดูเหลวไหล แต่ภายในกลับมีตรรกะเชื่อมโยงกันอยู่
ถ้าฉู่ขวงไม่ยอมชี้แจง ก็ไม่มีใครสามารถหาหลักฐานมายืนยันได้
อย่างไรก็ตาม ในสายตาของหลินเยวียน เรื่องนี้กลับเหมือนเป็นสัญญาณเตือนมากกว่า เตือนเขาว่าเขาหลบซ่อนมานานพอแล้ว
“ยังไงก็เป็นการปิดบังตัวตน”
สำหรับหลินเยวียนแล้ว การมีหลายตัวตนเช่นนี้ ไม่ว่าจะเกิดจากเจตนาดีหรือร้าย ก็ย่อมทำให้รู้สึกไม่สบายใจอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
วันนี้เป็นหลิงคง
แล้ววันพรุ่งนี้จะมีใครลุกขึ้นมาตั้งคำถามอีก?
หรืออย่างที่จินมู่พูดไว้ บางคนถึงจะไม่พูดออกมา แต่ในใจก็ใช่ว่าจะปราศจากข้อกังขา
เอาเป็นว่า เรื่องนี้อย่างไรก็จำเป็นต้องมีคำตอบ
ไม่อย่างนั้น ฉู่ขวงก็จะมีเครื่องหมายคำถามแขวนอยู่บนหัวตลอดไป
ถ้าหากมองในมุมของการบีบบังคับให้ทำตามความต้องการ หลิงคงถือว่าสำเร็จแล้ว แต่ถ้ามองในมุมของตัวหลิงคงเอง ศึกครั้งนี้เขาแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม
จินมู่ที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็รับโทรศัพท์ จากนั้นสีหน้าพลันเคร่งขรึมขึ้นมา
“มีอะไร”
“น่าจะเป็นหลิงคงที่ลงมืออีกแล้ว คราวนี้ไปจ้างกาวถอนขนเป็ดมาหรือเปล่าก็ไม่รู้ ดูท่าทางหมอนี่น่าจะติดหนึบ จะไม่ยอมรามือจากพวกเราง่ายๆ แล้ว”
“กาวถอนขนเป็ด?”
หลินเยวียนชะงัก ก่อนจะก้มมองโทรศัพท์ ทันใดนั้นก็มีข่าวเด้งขึ้นมา:
[หลังจากหลิงคง ซ่งฟางบุกตามมา: ได้ข่าวว่าหลิงคงโดนปลดจากจี๋เค่อปู้ลั่วเพราะไปล่วงเกินฉู่ขวง งั้นในฐานะคนเป็นกลางที่ไม่เคยมีปัญหากับฉู่ขวง ผมขอออกมาพูดสักหน่อย ผมไม่มีอะไรต้องเสีย ไม่กลัวไปเหยียบเท้าใคร]
“ซ่งฟาง?”
“ชอบเรียกตัวเองว่ามือปราบคนหลอกลวง แต่ความจริงก็แค่รับเงินทำงานปลุกกระแส ฝีปากคม ชักนำคนเก่ง มีสาวกในเน็ตอยู่พอสมควร หลิงคงน่าจะยัดเงินให้ ไม่งั้นหมอนี่ไม่ขยับหรอก แน่นอนว่าอาจเป็นเพราะอยากเกาะกระแสก็ได้ แต่สภาพของหลิงคงที่เละเทะขนาดนี้ ผมไม่เชื่อว่าเขาจะอ่านสถานการณ์ไม่ออก ต้องมีแรงขับจากผลประโยชน์ก้อนโตอยู่เบื้องหลังแน่ๆ ไม่อย่างนั้นด้วยนิสัยของหมอนี่ ผมเชื่อว่าเขาไม่กล้าลองดีกับฉู่ขวงหรอก”
จินมู่ขมวดคิ้ว
เห็นชัดว่าคนชื่อซ่งฟางเองก็ไม่ธรรมดา
“หมอนี่เก่งเรื่องบิดลิ้น บิดไปบิดมาจนเจ้าตัวรำคาญ ไม่อยากเสียเวลาตอบอีก จากนั้นเขาก็จะประกาศอย่างภาคภูมิใจว่าตัวเองคว้าชัยชนะมาได้อีกครั้งหรือบางทีก็แค่ประกาศชัยชนะฝ่ายเดียวเอง”
หลินเยวียนกดเข้าไปอ่านบทความสั้นๆ ของซ่งฟาง
ใช่แล้ว
เหมือนกับหลิงคง
เพราะซ่งฟางก็เขียนบทความสั้นๆ ออกมาเหมือนกัน
แต่สิ่งที่ต่างจากหลิงคงคือ คนแรกเต็มไปด้วยถ้อยคำทำนอง ‘ผมคิดว่า’ ‘ผมคาดว่า’
ส่วนคนหลังเก่งเรื่องการ ‘ยกข้อเท็จจริง’ และ ‘อ้างเหตุผล’
‘เมื่อสิบปีก่อน ที่หานโจว เกิดเรื่องเล็กๆ เรื่องหนึ่งที่สำนักพิมพ์เทียนซย่า
คนจากทวีปอื่นอาจไม่ค่อยรู้ เรื่องนี้ผมก็ได้ยินเพื่อนฝั่งหานโจวเล่าให้ฟัง รู้สึกว่าน่าสนใจ วันนี้จึงนำมาเล่าให้ทุกคนฟังสักหน่อย
ตอนนั้น สำนักพิมพ์เทียนซย่าใกล้จะล้มละลาย
เจ้าของคิดว่า ถ้าขืนเป็นแบบนี้ต่อไปคงไม่ไหว เราต้องคิดหาทางรอด
สุดท้ายพวกเขาก็นึกวิธีออก ไปหานักเขียนสาวสวยคนหนึ่งขึ้นมาประวัติของเธอน่าทึ่งมาก เขียนหนังสือได้ถึงแปดเล่มในหนึ่งปี เรียกได้ว่าเป็นแรงงานดีเด่นในวงการเลยทีเดียว และในเวลาไม่นาน เธอก็โด่งดังไปทั่วหานโจวในฐานะนักเขียนหญิงอัจฉริยะ
ต่อมาเกิดความขัดแย้งภายในบริษัท ความจริงจึงถูกเปิดโปงออกมา
[1] กลอนสี่วรรคแห่งเหิงฉวี โดยจางไจ้ กวีและนักปรัชญาสำนักขงจื่อใหม่ในสมัยราชวงศ์ซ่งเหนือ มีฉายาว่าเหิงฉวี โดยบทกวีกล่าวถึงพันธกิจสูงสุดของเหล่าบัณฑิตและนักปราชญ์ คือกำหนดหลักคุณธรรมให้กับโลก ปกป้องความเป็นอยู่และศักดิ์ศรีของประชาชน รักษาและต่อยอดความรู้โบราณไม่ให้สูญหาย และสร้างรากฐานความสงบสุขให้อนุชนรุ่นหลัง

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: Full-time Artist ใครว่าผมไม่เหมาะเป็นศิลปิน
ตอน 837-839 ไม่มีข้อความเลยครับ...