เข้าสู่ระบบผ่าน

Full-time Artist ใครว่าผมไม่เหมาะเป็นศิลปิน นิยาย บท 1310

ตอนที่ 1310 อันตัวข้าคือคนคลั่งแห่งแคว้นฉู่

……………

ตะลึงงัน!

สะเทือนขวัญ!

สั่นสะท้าน!

ไม่อยากเชื่อสายตา!

สวัสดีครับ ผมคือฉู่ขวง

หลินเยวียนที่แม้จะอยู่ในวัยใกล้สามสิบ แต่ยังคงเปี่ยมไปด้วยความเยาว์วัย เพียงประโยคสั้นๆ ก็ทำให้ทั่วทั้งบลูสตาร์แทบลุกเป็นไฟ!

บลูสตาร์เดือดพล่าน!

ทุกคนตะลึง!

สะเทือนฟ้าดิน!

สถานการณ์ในในห้องส่งสูญเสียการควบคุมไปแล้ว!

แม้ในหมู่ฝูงชนเหล่านี้จะมีบุคลากรผู้ทรงอิทธิพลซึ่งเป็นที่นับหน้าถือตา และเป็นที่ยกย่องในวงการอยู่ไม่น้อย แต่ในยามนี้ กลับไม่มีใครสามารถข่มความตกลึงที่พลุ่พล่านออกมาได้ พวกเขาขนลุกซู่ หนังศีรษะชาเสียจนรู้สึกราวกับมีกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านทั้งร่างกาย!

เขา!?

ทำไมถึงเป็นเขา!?

เป็นไปได้ยังไง!?

ต่อให้บอกว่าระเบิดปรมาณูถูกจุดขึ้นในวินาทีนั้น ก็คงมีคนเชื่อจริงๆ เกือบทั้งโลกที่กำลังดูไลฟ์อยู่ต่างกรีดร้องกันเหมือนคนเสียสติ บางคนถึงกับสะดุ้งเฮือก ตัวสั่นไปทั้งร่าง!

หน้าจอทีวี

คนที่กำลังดื่มน้ำอยู่ ถึงกับพ่นน้ำพุ่งเต็มจอ!

คนที่กำลังกินข้าว ปากอ้าค้างราวกับถั่วลันเตาปืนกลในเกมพืชปะทะซอมบีไม่มีผิด!

ไม่ว่าตอนนั้นผู้คนกำลังทำอะไร หรือกำลังคิดอะไรอยู่!

เมื่อใบหน้าที่คุ้นเคยเสียจนไม่อาจคุ้นเคยไปได้มากกว่านี้ ปรากฏตัวบนเวทีในฐานะฉู่ขวงต่อทุกสายตาบนบลูสตาร์ ความรู้สึกนี้ราวกับยักษ์ใหญ่ตนหนึ่งเหยียบลงกลางหัวใจของทุกคนอย่างไม่ไยดี

พวกเขาหยุดคิดไปแล้ว!

สมองของทุกคนว่างเปล่าไปในเสี้ยววินาที!

ท่ามกลางพายุที่กวาดล้างไปทั่วทั้งบลูสตาร์ในครั้งนี้ ไม่มีใครสักคนที่ยังคงนิ่งสงบได้อีกต่อไป!

‘พระเจ้าช่วย!’

‘แม่เจ้าโว้ย!’

‘เซี่ยนอวี๋!’

“ฉู่ขวง!’

‘ที่แท้พวกเขาคือคนคนเดียวกัน!!!!’

‘นี่ฉันกำลังฝันอยู่หรือเปล่า พ่อเพลงอวี๋คือเจ้าแก่ฉู่ขวงงั้นหรือ!? ฉันบ้าหรือว่าโลกนี้มันบ้ากันแน่? ฉันมั่นใจนะว่าฉันกินยามื้อเช้าแล้ว!’

‘อ๊ากกกกกกกก!’

‘ที่แท้นี่ก็คือความลับของเจ้าแก่ฉู่ขวง!”

‘ใครก็ได้บอกฉันที ว่าทำไมนักเขียนกับนักดนตรีที่ฉันชอบสองคน อยู่ดีๆ ดั นกลายเป็นคนเดียวกัน เจ้าแก่ฉู่ขวงของฉัน ทำไมถึงกลายเป็นปลาไปซะได้?’

‘พระเจ้าของฉัน!’

‘ฉู่ขวงกับเซี่ยนอวี๋คือหลินเยวียนคนเดียวกัน!’

‘พวกคุณไม่มีทางจินตนาการออกหรอกว่าสีหน้าของครอบครัวฉันตอนนี้เป็นยังไง ทั้งบ้านเป็นบ้าไปหมดแล้ว!’

‘จินตนาการออกสิ ไปส่องกระจกดูตัวเองก็พอ’

‘หลินเยวียน ทำไมบลูสตาร์จะมีเทพระดับนี้ได้กัน!’

‘คนหนึ่งอบอุ่นดั่งหยก ใจดีเยียวยาผู้คน คุณชายที่สุภาพอ่อนโยน อีกคนดื้อรั้น เสเพล เย่อหยิ่ง ทะนงตนถึงขีดสุด คนที่บุคลิกตรงข้ามกันสุดขั้วขนาดนี้ ดันเป็นคนเดียวกัน ใครจะไปคาดคิดกันฟระ!’

ในห้องส่ง

อันหงที่อยู่ใกล้ที่สุดจ้องมองไปที่หลินเยวียน พลางเริ่มสงสัยว่าทุกสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเป็นเรื่องจริงหรือไม่

ทั้งที่เขาเป็นพิธีกรซึ่งผ่านการฝึกฝนอย่างมืออาชีพ ทว่าในเวลานี้กลับควบคุมสีหน้าพื้นฐานของตนเองไม่ได้เลย มุมปากกระตุกไม่หยุด!

สรุปง่ายๆ ก็คือการเปิดเผยใบหน้าที่เขาได้เห็นกับตามาถึงสองครั้ง ล้วนแต่เป็นหลินเยวียนทั้งนั้น?

ไม่ใช่แค่อันหงเท่านั้น

ผู้กำกับหลังเวทีอย่างถงซูเหวินก็มีความรู้สึกที่คล้ายคลึงกัน ภายใต้ความบังเอิญของโชคชะตา เขาเองก็ได้เป็นสักขีพยานในการเปิดเผยตัวตนของเซี่ยนอวี๋และฉู่ขวงถึงสองครั้ง!

นี่นับว่าได้เป็นสักขีพยานของประวัติศาสตร์หรือเปล่านะ?

จะว่าไปแล้ว

ด้านล่างเวที

มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งแห่งบลูสตาร์อย่างหวังลั่วเองก็แสดงสีหน้าเหลือเชื่อออกมาอย่างไม่อาจควบคุมได้

นับประสาอะไรกับนักเขียนอันดับหนึ่งของบลูสตาร์ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากหวังลั่วนัก

ชายชราผู้นั้นหอบหายใจอยู่หลายครั้ง ก่อนจะพึมพำออกมาอย่างแผ่วเบาว่า“แก่แล้ว ถึงเวลาต้องวางมือแล้วสินะ”

เห็นได้ชัดว่าเขาได้คาดการณ์อนาคตบางอย่างอันเลี่ยงไม่พ้นเอาไว้แล้ว

ด้านล่างเวทีเช่นกัน

ซ่งฟางมีสีหน้าแข็งทื่อราวกับรูปสลัก ทั้งร่างราวกับตกลงไปในห้องน้ำแข็ง ความเย็นยะเยือกพุ่งจากปลายเท้า แผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่าง

เซี่ยนอวี๋คือฉู่ขวง…

ฉู่ขวงคือเซี่ยนอวี๋…

ในวินาทีที่หลินเยวียนหันหลังกลับมา ความจริงก็ไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรอีกต่อไป สิ่งที่ซ่งฟางได้เห็น คือเหตุการณ์ที่เหลือเชื่อที่สุดในประวัติศาสตร์ศิลปะบลูสตาร์ แต่เขากลับต้องมารับบทเป็นตัวตลกที่ถูกลิขิจไว้แล้วว่าจะถูกตรึงอยู่บนเสาแห่งความอัปยศตลอดกาล!

จบสิ้นแล้ว

ริมฝีปากของเขาสั่นระริก ไม่อาจเอื้อนเอ่ยคำใดได้แม้แต่ครึ่งประโยค

ข้างกายของซ่งฟาง สีหน้าของหลิงคงบูดเบี้ยวไปถนัดตา ดูคล้ายกับกำลังหัวเราะ แต่ที่หางตากลับมีคราบน้ำตา

เขาทายถูก!

ฉู่ขวงไม่เคยมีตัวตนอยู่จริง!

ทว่าขณะเดียวกัน เขาก็ทายผิดอย่างมหันต์!

ฉู่ขวงคือเซี่ยนอวี๋ และเซี่ยนอวี๋ก็คือฉู่ขวง ข้อกังขาทั้งหมดของเขา กลับดูไร้ความหมายสิ้นเชิงในพริบตาเดียว

ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงความบันเทิงส่วนตัวของหลินเยวียนเท่านั้น!

เขาแค่เล่นเกมเล็กๆ ของตัวเอง แต่หลิงคนกลับดันทุรังขุดคุยอย่างเอาเป็นเอาตาย สุดท้ายไม่เพียงขุดเจอความลับสะเทือนปฐพี แต่ยังขุดหลุมเอาไว้ให้ฝังตัวเองด้วย!

ก่อนหน้านี้มีการพูดถึงเรื่องหยางจื้อขายดาบ

สุดท้ายอันธพาลก็ได้รู้ว่า ดาบของหยางจื้อ ฆ่าคนได้โดยไม่เปื้อนเลือดได้จริงๆ

หลิงคงคิดว่าตนเองจะมีจุดจบที่แตกต่างจากคนอื่น แต่สุดท้ายก็ยังกลายเป็นเพียงวิญญาณผู้เห็นเหตุการณ์เช่นเดิม

แน่นอนว่าเขายังมีชีวิตอยู่

แต่ความเจ็บปวดบางอย่าง หนักหนากว่าความตายเสียอีก

ชีวิตนี้ ถูกประกาศว่าพังพินาศไปแล้ว

เขาเดินออกจากห้องส่งไปอย่างไร้วิญญาณ แววตาแลดูว่างเปล่าราวกับแสงสว่างทั้งหมดดับมอดลง

มีบางคนเห็นเขาเดินจากไป แต่ไม่มีใครห้าม และก็ไม่มีใครพูดจาถากถางซ้ำเติมอีก

คนที่น่าสงสาร มักมีด้านที่น่าชัง

ประโยคนี้อาจไม่ถูกต้องนัก แต่กลับเหมาะกับกรณีของหลิงคงอย่างยิ่ง

ด้านซ่งฟางเองก็คิดจะแอบหนีไปเหมือนกันแต่ไม่รู้ว่าใครแอบขัดขาจนเขาสะดุดโซเซ วิ่งหัวหดก้นขวิดหนีออกไป

สุดท้ายก็ไม่มีใครห้ามเขาเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ในคอมเมนต์วิ่งกลับมีคนสังเกตเห็นฉากนี้ และพิมพ์ประโยคขำๆ ขึ้นมาว่า ‘ออกจากไลฟ์ด้วยความอัปยศ’

เกือบลืมไปแล้ว

นี่เป็นการถ่ายทอดสดนี่นา

และในมุมหนึ่งของสถานที่นั้นเอง

พี่สาวที่ข่มกลั้นความตื่นเต้นมานาน ในที่สุดก็เงยหน้าขึ้นตะโกนเสียงดังว่า“นั่นน้องชายฉัน ฉันเป็นพี่สาวของเขา พี่แท้ๆ เลยนะ!”

เก็บความลับมาหลายปีไม่กล้าประกาศตัว วันนี้สุดท้ายก็ทนไม่ไหว

เพราะฉะนั้น

ในชั่วขณะต่อมา

หลินเซวียนก็ถูกฝูงชนล้อมทันที ชายหนุ่มที่หน้าตาดีมีความภายในงานสามารถอยู่มากมาย ต่างพากันเข้ามาแนะนำตัว พยายามตีสนิทกันสุดฤทธิ์

“นี่น้องสาวฉัน อ้อ ก็คือน้องสาวของฉู่ขวงเหมือนกัน น้องสาวของเซียนอวี๋ด้วย”

หลินเซวียนเจอสถานการณ์เช่นนี้ครั้งแรกถึงกับทำตัวไม่ถูกในชั่วขณะ รีบดึงน้องสาวเข้ามารับศึกแทน

แน่นอน

ต้าเหยาเหยาโดนพี่สาวขายเรียบร้อย จึงเลยกลายเป็นเป้าสายตา โดนเข้ามาตีสนิทสารพัด

สุดท้าย ต้าเหยาเหยาทนไม่ไหว จึงตัดสินใจขายของแรงกว่าเดิม

“นี่แม่ของหลินเยวียน!”

ทางด้านหวังลั่วมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งแห่งบลูสตาร์ เห็นความวุ่นวายนี้เข้า ก็เดินเข้ามาพร้อมกับใบหน้าเปื้อนยิ้ม

แม่ของหลินเยวียนคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วชิงพูดขึ้นมาก่อนที่อีกฝ่ายจะมีโอกาสได้เอ่ยปาก

“ที่จริงบ้านเรายังมีสุนัขอยู่อีกตัวนะคะ”

แช็ตกลุ่มราชวงศ์ปลา

ความงงคือสถานะพื้นฐานของปลาทุกตัว!

‘ช่วยไม่ได้นะพี่เวย เรื่องนี้มันเหลือเชื่อจริงๆ ผมนึกภาพไม่ออกเลยว่าเซี่ยนอวี๋ อิ่งจือ และฉู่ขวง จะเป็นคนเดียวกันได้ และที่สำคัญคือทั้งบลูสตาร์ยังมีคนรู้เรื่องนี้อยู่ไม่กี่คน แต่พวกเรากลับเป็นคนที่กุมความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเอาไว้!’

‘@ทุกคน’

จินมู่ปรากฏตัวในกลุ่ม ‘ตอนนี้ตัวตนของอิ่งจือยังเปิดเผยไม่ได้ ต้องรอให้กระแสของฉู่ขวงซาลงก่อน ห้ามใครพูดเด็ดขาด เก็บปากเก็บคำให้ดี!’

เรื่องของฉู่ขวงว่าบ้าคลั่งมากพอแล้ว

ถ้าตอนนี้มีข่าวว่าอิ่งจือก็เป็นอีกตัวตนหนึ่งของเซี่ยนอวี๋ด้วยจินมู่แทบจินตนาการไม่ออกเลยว่าโลกภายนอกจะแตกตื่นกันแค่ไหน!

ยังคงเป็นบรรยากาศในห้องส่ง

การถ่ายทอดสดยังไม่จบลง

หลังจากควบคุมสถานการณ์ได้อีกครั้ง ในที่สุดอันหงก็กลับมาตั้งสติได้ แม้ว่าจะเป็นการฝืนข่มความตกตะลึงเอาไว้ก็ตาม

อันหงหันไปมองหลินเยวียน แล้วเอ่ยถามทั้งที่รู้คำตอบอยู่แล้ว“ถ้าอย่างนั้น อาจารย์ฉู่ขวง ความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับเซี่ยนอวี๋คืออะไรครับ”

ผู้ชมทั้งห้องส่งหัวเราะ

ผู้ชมในห้องถ่ายทอดสดก็หัวเราะ

ทุกคนเริ่มตั้งสติได้บ้างแล้ว อย่างน้อยก็จากภายนอก แม้ว่าความตกตะลึง จากภายนอกจะยังซัดสาดเข้ามาระลอกแล้วระลอกเล่า เพราะไม่ใช่ทุกคนที่กำลังดูการถ่ายทอดสดนี้อยู่ ทำให้การรับข้อมูลข่าวสารนั้นล่าช้าอยู่บ้าง

“ขอแนะนำตัวกับทุกคนอีกครั้งนะครับ

หลินเอ่ยแนะนำตัวอย่างเรียบง่าย “ผมชื่อหลินเยวียน ชื่อในวงการคือเซี่ยนอวี๋ นามปากกาคือฉู่ขวง”

ความถ่อมตนคือการโอ้อวดขั้นสูงสุด

ข้าน้อยชื่อหลินเยวียน นามในวงการเซี่ยนอวี๋ นามปากกาฉู่ขวง!

นี่นับว่าเป็นการโอ้อวดระดับสูงสุดของบลูสตาร์ และฉากเหตุการณ์นี้จะยังคงถูกสลักลึกไว้ในความทรงจำของผู้คนบนบลูสตาร์ในฐานะหนึ่งในฉากในตำนานต่อไปอีกนานนับปี

“คุณมีอะไรอยากพูดกับแฟนคลับไหมครับ ผมหมายถึงแฟนคลับของอาจารย์ฉู่ขวง และแฟนคลับของอาจารย์เซี่ยนอวี๋”

หลินเยวียนเงียบไป

ผ่านไปครู่หนึ่ง

หลินเยวียนจึงเอ่ยว่า

“อันตัวข้าคือคนคลั่งแห่งแคว้นฉู่ พรั่งพรูเพลงหงส์ฟ้าเย้ยข่งชิว

ในมือถือไม้เท้าหยกเขียวพลิ้ว อำลาลิ่วหอกระเรียนเหลืองยามอุษา

เสาะทางเซียนขึ้นห้าเขามิหวั่นไหว ชั่วชีวิตชอบท่องไพรพิศภูผา

งามหลูซานเคียงดาวใต้ในนภา หมู่เมฆาซ้อนเก้าชั้นดุจม่านแพร

เงาบรรพตสะท้อนบนผืนน้ำ แพร้วเพริดล้ำวาบหวามสีครามแผ่

ผาจินเชวี่ยสูงตระหง่านมิผันแปร ซานสือเหลียงแลเพี้ยงผกายไหลสู่ดิน

น้ำตกเซียงหลูเฝ้าดูอยู่ไกลโพ้น แผ่นผาพ้นเทียมนภามิรู้สิ้น

เมฆหมอกไล้แสงอุทัยให้ยลยิน วิหคบินไม่ข้ามแคว้นอู๋อันเวิ้งว้าง

ยืนสูงชมเวหาธราดล มองสายชลบูรพามิสวนทาง

เมฆเหลืองหมื่นลี้รั้งแรงลมเหนือฟ้ากว้าง เก้าธารกร่างดั่งหิมะผ่าคีรี

ใคร่ขับขานแด่หลูซานอันเกรียงไกร แรงดลใจก่อกำเนิดเหนือศิขรี

ส่องคันฉ่องศิลาพลันเปรมปรีดิ์ รอยเท้าเซี่ยหลิงอวิ๋นขจีตะไคร่พราง

ข้าจะลิ้มรสโอสถเสียแต่เนิ่น มิหลงเพลินเมาโลกีย์ให้กระจ่าง

ตัดกิเลสบำเพ็ญวิชาสามตัน หมายบรรลุหนทางตามมรรคา

แลเห็นเซียนบนเมฆีสีรุ้งไกล ถือมาลัยสู่วังหยกบนเวหา

จึงนัดหมายต่อสวรรค์เก้าชั้นฟ้า หวังให้ข้าเคียงเจ้าท่องไกวัลย์”

เมื่อถ้อยคำนั้นสิ้นสุด ทั้งห้องส่งถึงกับตะลึงงัน!

ข่งชิวคือใครน่ะหรือ นั่นก็คือขงจื่ออย่างไรล่ะ

กล้าหัวเราะเยาะหนึ่งในนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ สมแล้วกับที่ได้ชื่อว่า ‘คลั่ง’

พรสวรรค์ด้านบทกวีอันไร้เทียมทานของเซี่ยนอวี๋ กับความโอหังของฉู่ขวงล้วนถูกถักทออยู่ในบทกวีนั้น!

งามหลูซานเคียงดาวใต้ในนภา…

ใคร่ขับขานแด่หลูซานอันเกรียงไกร แรงดลใจก่อกำเนิดเหนือศิขรี…

ผู้คนต่างเชื่อว่า บทกวีนี้กำลังพูดถึงการประชันบทกวีของเซี่ยนอวี๋ในครั้งนั้นอย่างแน่นอน…

ทุกคนต่างพยายามปะติดปะต่อเรื่องราว

แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่เข้าใจความหมายทั้งหมด แต่สิ่งที่ทุกคนจดจำได้แม่นยำที่สุดคือก็คือบาทแรกของบทกวี ซึ่งคล้ายกับว่าเป็นที่มาของนามปากกาของฉู่ขวง

ราวกับเป็นคำอธิบายที่มาของนามปากกา ‘ฉู่ขวง’ ว่าแท้จริงมาจากที่ใด อันตัวข้าคือคนคลั่งแห่งแคว้นฉู่

พรั่งพรูเพลงหงส์ฟ้าเย้ยข่งชิว

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: Full-time Artist ใครว่าผมไม่เหมาะเป็นศิลปิน