Full-time Artist ใครว่าผมไม่เหมาะเป็นศิลปิน นิยาย บท 22

ตอนที่ 22 ของขวัญขอบคุณสำหรับมื้ออาหาร

หนึ่งวันให้หลัง หลินเยวียนกลับมาที่บริษัทอีกครั้ง เสียงของคนในแผนกที่ทักทายหลินเยวียนนั้นมีมากขึ้น

“อรุณสวัสดิ์ครับ”

หลินเยวียนตอบกลับ จากนั้นก็เข้าไปถามคำถามอู๋หย่ง “ชั้นสิบมีนักแต่งเพลงมือทองทั้งหมดสิบสี่คนเหรอครับ”

“ใช่แล้ว”

อู๋หย่งตอบอย่างยิ้มแย้ม “นักแต่งเพลงมือทองล้วนเป็นยอดฝีมือตัวจริงด้านการแต่งเพลง เหล่าเจิ้งรุ่นพี่วิทยาลัยนายก็เป็นหนึ่งในนั้น คนที่ครั้งก่อนนั่งข้างนายตอนประชุมน่ะ”

“นักแต่งเพลงมือทองจะเงินเดือนสูงเหรอครับ”

นี่คือประเด็นสำคัญที่หลินเยวียนอยากถาม

อู๋หย่งพยักหน้า “เงินเดือนของนักแต่งเพลงมือทองก็ต้องมากกว่าพวกเราอยู่แล้ว พวกเขาได้เงินเดือนพื้นฐานเดือนละสามหมื่นหยวน แต่ว่านักแต่งเพลงมือทองเองก็ไม่ค่อยชอบใจกับเงินเดือนเท่านี้ก็แค่นั้น”

หลินเยวียนพูด “ต้องชอบใจสิครับ”

อู๋หย่งหลุดหัวเราะ “งั้นนายก็พยายามเป็นนักแต่งเพลงมือทองให้ได้ แต่ข้อได้เปรียบที่สุดของนักแต่งเพลงมือทองไม่ได้อยู่ที่เงินเดือน ความโหดที่แท้จริงของนักแต่งเพลงมือทองอยู่ที่พวกเขามีคุณสมบัติที่จะต่อรองกับบริษัท สามารถแบ่งรายได้จากผลงานเป็นจำนวนเงินที่สูงกว่า”

ส่วนแบ่งรายได้ที่สูงกว่า?

หลินเยวียนถาม “แล้วเกณฑ์ของนักแต่งเพลงมือทองอยู่ตรงไหนเหรอครับ”

“เฮ้อ มือทองเป็นคำที่พวกเราเรียกกันเอง ถึงจะเบียวไปหน่อย แต่เรียกแบบนี้ก็เท่ดีออก ก็เหมือนกับพ่อเพลงนั่นแหละ อันที่จริงนักแต่งเพลงมือทองของบริษัทก็มีชื่อตำแหน่งเฉพาะอยู่นะ เรียกว่านักประพันธ์เพลงระดับสูง ระดับสูงกว่าพวกเรา ส่วนของพวกเราเรียกรวมๆ ว่านักประพันธ์เพลง และเกณฑ์ทั่วไปของบริษัทสำหรับนักประพันธ์เพลงระดับสูงคือมีผลงานชิ้นโบว์แดงซึ่งได้ยอดดาวน์โหลดทะลุหนึ่งล้านมากกว่าห้าเพลง”

หลินเยวียนพยักหน้าเป็นเชิงว่าเข้าใจ

อู๋หย่งตบไหล่หลินเยวียน “ฉันเพิ่งดูยอดดาวน์โหลด ‘ชีวิตดั่งมวลผากยามคิมหันต์’ วันนี้ใกล้จะถึงหกแสนแล้ว ในอนาคตจะแตะหนึ่งล้านย่อมไม่ใช่ปัญหา ไม่รู้ว่าเพลงที่ฉีโจวออเดอร์มาจะมีโอกาสทะลุล้านมั้ย…เรื่องพวกนี้พูดยาก เพราะสไตล์ของเพลงที่สั่งทำมาประกอบหนัง โดยทั่วไปแล้วจะถูกภาพยนตร์ต้นฉบับจำกัดไว้ ง่ายต่อการเจาะกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ แต่ยอดดาวน์โหลดของกลุ่มเป้าหมายเฉพาะยังไงก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะงั้นนายก็ไม่ต้องตั้งความหวังมากเกินไป แต่ส่วนแบ่งของออเดอร์นี้ไม่เลวเลยนะ ครั้งนี้นายรับทรัพย์เต็มๆ!”

“อื้ม”

หลินเยวียนคล้ายกับกำลังใช้ความคิด

อู๋หย่งทอดถอนใจ “นายเองก็ไม่ต้องคิดเผื่อไปไกล ยังไงซะนายเพิ่งเข้ามาในบริษัทก็มีผลงานชิ้นโบว์แดงไปตั้งสองรอบติดๆ หลังจากนี้ยังมีโอกาสได้เป็นนักประพันธ์เพลงระดับสูงอีกมาก เมื่อถึงตอนนั้นนายก็จะได้เป็นนักแต่งเพลงมือทองคนที่สิบห้าของชั้นสิบ”

“อื้ม”

หลินเยวียนรู้สึกว่าตนเองจะต้องเร่งความเร็วในการปล่อยเพลง มีเพียงการเป็นนักประพันธ์เพลงระดับสูง ซึ่งก็คือสิ่งที่เรียกว่ามือทองนั้น จึงจะสามารถหาเงินได้มากกว่านี้

เมื่อคิดได้เช่นนี้

หลินเยวียนก็ซักถามอู๋หย่ง “แล้วออเดอร์ของชั้นสิบ ทุกคนสามารถรับงานได้ เหมือนกับครั้งนี้มั้ยครับ”

“ไม่”

อู๋หย่งกล่าว “หัวหน้าเป็นคนแบ่งออเดอร์ แต่ปกติแล้วนักแต่งเพลงมือทองจะได้ก่อน แล้วก็เรียงตามลำดับ

ไม่ได้ให้นักแต่งเพลงมือทองคนเดิมรับงาน ทำแบบนี้ทุกคนจะได้มีโอกาส มีแค่กรณีที่นักแต่งเพลงมือทองคนนั้นทำไม่ได้ ออเดอร์นั้นก็จะส่งต่อให้มือทองคนลำดับถัดไป ออเดอร์ ‘มังกรมัจฉาเริงระบำ’ นี่งานหินพอตัว ทำให้มือทองสิบสี่คนของเราโดนปัดตกกันหมด เพราะงั้นเหล่าโจวเลยให้ทั้งแผนกลองดู สถานการณ์แบบนี้มีน้อยมาก ปกติแล้วส่งผ่านมือทองไม่เกินห้าคนโดยเฉลี่ยก็ทำออเดอร์ได้แล้ว ยังไงซะความสามารถในการทำงานของพวกมือทองในบริษัทก็สูงอยู่แล้ว”

“พ่อเพลงล่ะครับ?”

“ยังไม่ต้องพูดถึงพ่อเพลงชั้นอื่น พ่อเพลงของชั้นสิบเรามีคนเดียว นายไม่เคยเจอ เพราะพ่อเพลงปีหนึ่งจะเห็นเข้าบริษัทไม่กี่ครั้ง แต่พวกเขาก็มีงานไม่ขาดมือ ถ้าทางผู้ที่ต้องการเพลงเสนอราคาไม่ถึงสิบล้าน พวกเขาก็ไม่สนใจ”

“อ้อ”

หลินเยวียนเข้าใจสถานการณ์ของบริษัทมากขึ้นอีกสักหน่อย

เขาเป็นเด็กใหม่ที่เพิ่งเข้ามาในตำแหน่ง มีอีกหลายเรื่องที่ต้องให้คนอื่นชี้แนะ และนั่นคือเหตุผลที่หัวหน้าให้อู๋หย่งมาดูแลหลินเยวียน

……

ช่วงเที่ยงวัน

คนแผนกประพันธ์เพลงล้วนทยอยกันไปกินข้าวที่โรงอาหาร

หลินเยวียนซึ่งถูกกาแฟถลุงเงินไปกำลังครุ่นคิด ตัดสินใจว่าจะหาคนไปเกาะกินข้าวฟรีด้วย และเขาก็

ล็อกเป้าหมายไว้เรียบร้อยแล้ว

ซุนเย่าหั่ว!

ซุนเย่าหั่วชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมาจากชาร์ตดาวรุ่ง จึงรู้สึกขอบคุณหลินเยวียนมาก บอกหลินเยวียนว่าจะเลี้ยงข้าวอยู่หลายครั้ง แต่หลินเยวียนไม่มีเวลาเลย

วันนี้ถือโอกาสได้ทวงมื้ออาหารนี้สักที

ทว่าเมื่อหลินเยวียนมาถึงแผนกศิลปินชั้นแปดถึงได้รู้ว่าวันนี้ซุนเย่าหั่วแจ้งว่าไม่เข้าบริษัท

ขณะที่กำลังจะกลับออกมา เสียงอันคุ้นเคยก็เรียกให้เขาหยุดลง “หลินเยวียน”

“พี่จ้าว?”

หลินเยวียนหันไปมอง เป็นจ้าวเจวี๋ยจริงๆ

จ้าวเจวี๋ยสีหน้ายิ้มแย้ม “นึกไม่ถึงเลยว่าจะเป็นเธอ มาหาคนที่นี่เหรอ”

หลินเยวียนพยักหน้า “ครับ ซุนเย่าหั่วไม่อยู่”

จ้าวเจวี๋ยพูด “เขามีงาน ไม่ได้อยู่ที่นี่ เธอยังไม่ได้กินข้าวใช่มั้ย ถ้าไม่ติดธุระก็ไปกินข้าวกับฉันสิ จะพาเธอลงไปชิมอาหารของโรงอาหารบุคลากรระดับสูง”

หลินเยวียนกังวลขึ้นมา “โรงอาหารของบุคลากระดับสูงแพงมากใช่มั้ยครับ”

จ้าวเจวี๋ยร้องไห้ไม่ได้หัวเราะไม่ออก “ไปกินข้าวกับจ้าวเจวี๋ย จะให้เธอออกเงินได้ยังไงล่ะ ไปกัน ฉันเลี้ยงเอง”

“ขอบคุณครับพี่จ้าว!”

หลินเยวียนรู้สึกซาบซึ้งอยู่บ้าง

โรงอาหารของบุคลากรระดับสูงต่างจากของพนักงาน ที่นี่กินอาหารกันเงียบกว่ามาก อีกทั้งคนก็น้อยกว่า หลายโต๊ะรอบตัวหลินเยวียนล้วนว่างเปล่า นอกจากนั้นแล้วอาหารส่วนมากจะทำแยกกัน โดยทั่วไปจะเป็นอาหารที่บุคลากรระดับสูงสั่งไว้ล่วงหน้า ตอนเที่ยงพ่อครัวแม่ครัวทำเสร็จแล้วจึงมากิน

“ฉันมากินคนเดียวมักจะกินไม่หมดน่ะ”

จ้าวเจวี๋ยชี้ไปยังอาหารสี่อย่างบนโต๊ะ “เธอมาช่วยฉันกินพอดี ถ้าไม่พอฉันจะให้พวกเขาทำให้”

“พอครับ”

หลินเยวียนไม่ใช่คนโลภมาก

กินอาหารอย่างแรกเข้าไป เขาก็รู้แล้วว่าทำไมที่นี่ถึงเป็นโรงอาหารของบุคลากรระดับสูง

นั่นเพราะรสชาติของอาหารที่นี่ดีกว่าในโรงอาหารของพนักงานมาก แทบจะไม่ต่างกับภัตตาคารที่มีไอศกรีมกินได้ไม่อั้นซึ่งไปกินวันนั้น โรงอาหารพนักงานที่เดิมทีนับว่าอร่อยมากสำหรับหลินเยวียนก็เกิดข้อเปรียบเทียบขึ้นมาทันที

จ้าวเจวี๋ยกินช้ามาก

บางครั้งเธอก็รับโทรศัพท์ ท่าทางดูงานยุ่งมาก แถมน้ำเสียงที่ใช้พูดโทรศัพท์ส่วนมากหนักแน่นเด็ดขาด แฝงความแข็งกร้าว

“แบรนด์เครื่องประดับนั้นเปลี่ยนศิลปินของเราเหรอ ไม่ใช่ปัญหาจากศิลปินเราใช่มั้ย ได้ ไม่ต้องไปต่อรองแล้ว ประกาศออกไปเลยว่าหลังจากนี้ไม่ให้ศิลปินของสตาร์ไลท์รับงานพรีเซนเตอร์ของแบรนด์นี้อีก”

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: Full-time Artist ใครว่าผมไม่เหมาะเป็นศิลปิน