Full-time Artist ใครว่าผมไม่เหมาะเป็นศิลปิน นิยาย บท 3

ตอนที่ 3 ประกาศกร้าว

“เมื่อพบทำนองเพลงหลักที่ค่อนข้างยาว ทุกคนสามารถตัดแบ่งเป็นท่อนสั้นๆ ได้ และนั่นก็คือวลีดนตรีที่เรามักจะเรียกกัน ทุกท่วงทำนองของวลีดนตรีล้วนมีความแตกต่างกันเล็กน้อย ตัวอย่างเช่นท่อนนี้…”

ช่วงสายวันต่อมา

คลาสเรียนของสาขาการประพันธ์เพลง

หลินเยวียนฟังอาจารย์สอน พลางจดบันทึกบทเรียนลงสมุด

ถึงแม้เจ้าของร่างจะย้ายจากสาขาการขับร้องมายังสาขาการประพันธ์เพลง อีกทั้งพรสวรรค์ด้านการประพันธ์เพลงนั้นไม่นับว่าโดดเด่น ทว่าสิ่งที่เกี่ยวข้องกับดนตรีล้วนแต่อยู่ในขอบเขตความสนใจของเจ้าของร่างทั้งสิ้น

และในตอนนี้หลินเยวียนก็สนอกสนใจดนตรีเช่นเดียวกับเจ้าของร่าง

หลังจากนี้เขาไม่อยากให้ตัวเองเป็นคนที่ปล่อยเพลงออกมากองหนึ่ง แต่กลับจำโน้ตบรรทัดห้าเส้นได้ไม่คล่อง

เพียงแต่หลินเยวียนนึกไม่ถึงว่าการตั้งใจเรียนในคลาสของสาขานั้นยังจะนำมาซึ่งประโยชน์อีกมากทีเดียว

ข้างหูของเขาพลันได้ยินเสียงแจ้งเตือนดังขึ้น “ติ๊งต่อง ตรวจสอบพบว่าเจ้าของร่างกำลังศึกษาความรู้เรื่องการประพันธ์เพลง มอบหมายภารกิจมือใหม่”

หลังจากนั้น

เบื้องหน้าของหลินเยวียนก็ปรากฏตัวอักษรสีน้ำเงินเรืองแสงบางเบา

[ชื่อภารกิจ: หน้าที่ของนักเรียนคือการเรียน]

[เนื้อหาภารกิจ: ติดยี่สิบห้าอันดับแรกของเซคในการสอบทฤษฎีดนตรีครั้งถัดไปในวิชาของสาขา]

[รางวัลภารกิจ: ได้รับกล่องสมบัติทองแดงหนึ่งกล่อง]

ภารกิจผู้เล่นมือใหม่นี้มาโดยไม่ทันตั้งตัว แต่หลินเยวียนกลับไม่ได้รู้สึกประหลาดใจสักเท่าไร

ระบบที่ไม่มอบหมายภารกิจยังจะเป็นระบบได้เหรอ

ต่อจากนั้นเขาจึงพิจารณาถึงระดับความยากของภารกิจ

สาขาการประพันธ์เพลงวิทยาลัยดนตรีฉินโจวมีทั้งหมดสิบเซค ทุกเซคมีประมาณห้าสิบคน และเซคที่หลินเยวียนเรียนนั้นมีห้าสิบคนพอดิบพอดี

แต่ก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับหลินเยวียน

นั่นเพราะเขาไม่จำเป็นต้องเปรียบเทียบกับนักศึกษาในเซคอื่นๆ

ภารกิจผู้เล่นใหม่เพียงต้องการให้หลินเยวียนอยู่ในยี่สิบห้าอันดับแรกของเซคในการสอบครั้งต่อไป

เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่นักสำหรับหลินเยวียน

เพราะว่าปกติแล้วหลินเยวียนจะอยู่ในสามสิบอันดับแรกของเซค ขอเพียงพยายามขึ้นอีกสักหน่อย ก็น่าจะเข้าไปอยู่ในยี่สิบห้าอันดับแรกได้

“ถ้าทำภารกิจไม่สำเร็จแล้วจะเป็นยังไง”

หลินเยวียนเอ่ยถามด้วยความสงสัย “จะถูกระบบช็อตไฟฟ้าเหรอ หรือว่าจะถูกระบบลบทิ้ง เดี๋ยวนะ!”

หลินเยวียนหน้าถอดสีเล็กน้อย “คงไม่ได้หักเงินหรอกใช่ไหม ไม่นะ ไม่นะ ไม่นะ”

[กฎข้อแรกของระบบ: ห้ามทำร้ายโฮสต์]

[อีกหนึ่งคำเตือนด้วยความหวังดี: ทั้งช็อตไฟฟ้าและลบทิ้ง แต่ละอย่างล้วนน่ากลัวกว่าการหักเงินเสียอีก โฮสต์ได้โปรดเรียงลำดับความสำคัญ]

“ไม่หักเงินก็พอแล้ว”

หลินเยวียนผ่อนลมหายใจ ทว่าทันใดนั้นเขาก็ตระหนักได้ว่าต่อให้ระบบอยากหักเงินเขา เขาก็ไม่มีเงินให้ระบบหักอยู่ดี…

สิ่งที่เขาตระหนักได้ในครั้งนี้ทำให้เขารู้สึกอ่อนใจอยู่บ้าง

……

หลังเลิกเรียน

หลินเยวียนไม่ได้กลับหอ แต่กลับไปหามุมสงบ หาหมายเลขโทรศัพท์หนึ่งบนมือถือ ก่อนจะต่อสายไป หมายเลขโทรศัพท์นั้นขึ้นรายชื่อว่า

‘ผู้จัดการจ้าวเจวี๋ย’

โทรศัพท์ดังสองครั้งจึงโทรติด

ปลายสายเป็นเสียงผู้หญิงที่ฟังดูออกจะอิดโรยอยู่สักหน่อย “หลินเยวียน? เธอมีเรื่องอะไรหรือเปล่า?”

หลินเยวียนตอบ “ผมมีเพลงอยากปล่อยครับ”

เสียงจากปลายสายพลันตื่นเต้นขึ้นมาทันใด “อยากปล่อยเพลง? คอของเธอหายดีแล้ว? ร้องเพลงได้แล้วเหรอ”

“เปล่าครับ”

หลินเยวียนบอกว่า “ตอนนี้ผมย้ายจากสาขาขับร้องมาสาขาการประพันธ์เพลงน่ะครับ ช่วงนี้มีเพลงในมือเลยอยากลองดูว่าทางบริษัทจะช่วยผมหานักร้องมาทำเพลงได้ไหม”

“อย่างนั้นเหรอ”

จ้าวเจวี๋ยรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นทุ้มต่ำอีกครั้ง “เธอก็จะเข้าร่วมฤดูกาลศิลปินหน้าใหม่แห่งวงการเพลงในเดือนพฤศจิกายนสินะ”

“ใช่ครับ”

“ฉันต้องเตือนเธอไว้ก่อน เธอเซ็นสัญญาเป็นนักร้องกับสตาร์ไลท์เอนเตอร์เทนเมนต์ของพวกเรา ไม่ได้เซ็นสัญญาเป็นนักแต่งเพลง ในบริษัทมีแผนกประพันธ์เพลงที่คอยประสานงานกับนักร้องโดยเฉพาะ นักร้องส่วนมากเองก็ร่วมงานกับคนแต่งเนื้อกับทำนองเพลงที่ตัวเองมีอยู่แล้ว…” จ้าวเจวี๋ยปฏิเสธทางอ้อม

หลินเยวียนกลับไม่ยอมแพ้ “งั้นผมย้ายไปฝ่ายประพันธ์เพลงตอนนี้เลยได้ไหมครับ”

เขาต้องการช่องทางปล่อยเพลงของบริษัทใจจะขาดแล้ว

ถ้าหากไม่มีทรัพยากรจากบริษัทคอยผลักดัน ต่อให้เป็นบทเพลงขั้นเทพขนาดไหนก็ง่ายที่จะจมลงก้นทะเล เบื้องหลังของเด็กใหม่ที่โด่งดังจากฤดูกาลศิลปินหน้าใหม่ในปีก่อนๆ ก็ล้วนมีบริษัทบันเทิงคอยหนุนหลังกันทั้งนั้น

“ไม่ได้!”

จ้าวเจวี๋ยปฏิเสธทันควัน

บรรยากาศเงียบงันไปนับสิบวินาที จู่ๆ จ้าวเจวี๋ยก็พรูลมหายใจออกมา พูดอย่างจนปัญญาอยู่สักหน่อย “เอาเถอะ เธอใช้ช่องทางเข้ารหัสภายในของบริษัทส่งเพลงมาให้ฉันแล้วกัน ถ้าผลงานใช้ได้ละก็ ฉันจะหาคนปล่อยเพลงให้ แต่แน่นอนว่าถ้าคุณภาพไม่ดี พวกเราก็จะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น”

“ขอบคุณครับ”

หลินเยวียนเอ่ยขอบคุณอย่างจริงจัง

ก่อนหน้านี้ที่จ้าวเจวี๋ยเซ็นสัญญาหลินเยวียน เธอตั้งความหวังกับหลินเยวียนไว้สูง น่าเสียดายที่เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นกับคอของหลินเยวียน จนตัวเขาสูญสิ้นมูลค่าไป

ในสถานการณ์เช่นนี้ จ้าวเจวี๋ยก็ยังยินดีช่วยเหลือหลินเยวียน นับว่ามีน้ำใจมากแล้ว

“ตามนี้ก็แล้วกัน ฉันวางสายละ”

จ้าวเจวี๋ยตัดสายอย่างหงุดหงิด

……

จ้าวเจวี๋ยไม่ได้หงุดหงิดใส่หลินเยวียน แต่ความหงุดหงิดกลับมีสาเหตุมาจากหลินเยวียน

และเป็นเพราะเดือนหน้าจะมีฤดูกาลศิลปินหน้าใหม่แห่งวงการเพลง เรื่องที่จ้าวเจวี๋ยต้องจัดการนั้นมีมากมายเหลือเกิน

ในความดูแลยังมีเด็กใหม่ซึ่งเพิ่งเซ็นสัญญาอีกหลายคนที่หมายจะลองลุยในฤดูกาลศิลปินหน้าใหม่ซึ่งจัดขึ้นปีละครั้ง

เดิมทีหลินเยวียนก็ควรเป็นหนึ่งในเด็กใหม่กลุ่มนี้

ก่อนหน้านี้จ้าวเจวี๋ยถึงขั้นเชิญนักแต่งเพลงเบอร์ใหญ่ของบริษัทมาช่วยแต่งเพลงให้เข้ากับหลินเยวียนอยู่หลายเพลง เพื่อให้หลินเยวียนเป็นที่ตกตะลึงในฤดูกาลศิลปินหน้าใหม่ เพราะพรสวรรค์ด้านการขับร้องของเขานั้นน่าทึ่งจริงๆ

ผลคือสวรรค์ไม่บันดาลให้เป็นดังใจหวัง

“เส้นทางนักร้องยังเดินไม่ไหว เลยอยากเปลี่ยนไปเดินสายนักแต่งเพลงงั้นเหรอ?”

จ้าวเจวี๋ยส่ายหน้ายิ้มขื่น ถ้าหากการเขียนเพลงมันง่ายดายขนาดนั้น ทำไมนักร้องระดับราชาราชินีเพลงถึงไม่เขียนเพลงเอง แต่ต้องเชิญนักเขียนเนื้อร้องและทำนองเบอร์ใหญ่มาเขียนให้ด้วยล่ะ

เพราะว่าพวกเขาไม่อยากเขียนหรือไง

หรือเป็นเพราะพวกเขาเขียนเพลงดีๆ ที่ผู้คนชอบฟังกันไม่ออก

อย่างในยุคนี้ สถานะของอาจารย์ซึ่งเขียนเพลงเพลงหนึ่งนั้นสูงกว่านักร้องมาก โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมของสายงานที่เน้นการปฏิบัติจริงเช่นนี้ในปัจจุบัน

นักแต่งเพลงก็คือป๋าใหญ่ดีๆ นี่เอง!

เป็นเพราะถ้าบริษัทหนึ่งมีนักแต่งเพลงที่เจ๋งเป้งสักคน ก็สามารถเลี้ยงดูนักร้องได้กองโต

ความจริงแล้ว หลายปีมานี้ ผู้ฟังก็เริ่มสนใจชื่อนักแต่งเพลงมากขึ้นด้วย

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: Full-time Artist ใครว่าผมไม่เหมาะเป็นศิลปิน