ตอนที่ 935 เลือนหายจากยุทธภพ
ไม่กี่วันต่อมา
เขตทัศนียภาพเขาหลูซาน
“ทำไมคนเยอะขนาดนี้!”
“อย่าเบียดสิ เบียดขนาดนี้เดี๋ยวก็ได้ลูกกันพอดี!”
“วัดซีหลินอยู่ตรงไหนเหรอ”
“ต้องปีนขึ้นไปบนเขาโน่นเลย!”
“ทางขึ้นเขามีแต่คนเลยเนี่ย!”
“ฉันเพิ่งหาที่จอดรถได้ วนหาอยู่ตั้งครึ่งชั่วโมงแน่ะ!”
“คนที่มาเที่ยวที่นี่เยอะมากเลย!”
“อากาศก็ร้อนขนาดนี้ พวกเขายังกระตือรือร้นออกมาเที่ยวกันสุดๆ!”
“ก็เธอเองก็มาเหมือนกันไม่ใช่เหรอ”
ทั่วทั้งสถานที่ท่องเที่ยวเต็มไปด้วยผู้คน มองลงมาจากที่สูงเห็นแต่ศีรษะเบียดเสียดกันเป็นกลุ่มใหญ่ แถมยังมีคณะทัวร์ที่มากับมัคคุเทศก์หลายกลุ่ม ผู้คนมากมายถ่ายรูป เช็กอิน และโพสต์ลงโซเชียลกันอย่างคึกคัก
ด้านข้าง
เหล่านักข่าวมองหน้ากันอย่างงุนงง!
“ปกติเขาหลูซานมีนักท่องเที่ยวเยอะขนาดนี้ด้วยเหรอ?”
“เมื่อกี้ฉันเพิ่งถามเจ้าหน้าที่มา ปกติแล้วจำนวนนักท่องเที่ยวไม่ถึงหนึ่งในสามของวันนี้ด้วยซ้ำ เพราะเขาหลูซานเป็นแค่แหล่งท่องเที่ยวระดับเก้า ส่วนใหญ่คนจะเลือกไปสถานที่ระดับสิบกันมากกว่า!”
“โอ้โฮ!”
“อย่าบอกนะว่าคนพวกนี้มาเพราะบทกวีของเซี่ยนอวี๋?”
“จริงๆ ก็ไม่ได้มีแค่บทกวีของเซี่ยนอวี๋อย่างเดียวหรอก วิดีโอโปรโมตของเขาหลูซานเองก็ทำออกมาได้ดีมาก”
“ชื่อเสียงของเซี่ยนอวี๋ บวกกับวิดีโอโปรโมตเขาหลูซาน แถมช่วงนี้ยังเป็นกระแสท่องเที่ยวอีก เลยดึงดูดคนมาได้เยอะขนาดนี้”
“หลูซานรวยเละเลยสิรอบนี้!”
บทกวีที่เซี่ยนอวี๋ประพันธ์ให้กับเขาหลูซาน ทำให้เหล่านักข่าวตั้งใจมาดูผลตอบรับกันถึงที่นี่ แต่พอมาถึง นักข่าวทุกคนถึงกับตกตะลึง!
นักท่องเที่ยวมหาศาล!
การท่องเที่ยวของหลูซานเฟื่องฟูสุดๆ !
ขณะนั้นเอง นักข่าวคนหนึ่งเข้าไปสัมภาษณ์คุณลุงคนหนึ่ง “คุณลุงครับ เป็นคนท้องถิ่นที่หลูซานหรือเปล่าครับ?”
“ใช่แล้ว”
“งั้นคุณลุงคงรู้จักเขาหลูซานดีมากเลยใช่ไหมครับ?”
“เขาหลูซาน? เขาหลูซานเล็กๆ นี่มันมีอะไรให้ดูอีกล่ะ พวกคนท้องถิ่นเราแทบไม่มาเที่ยวกันหรอก เห็นจนเบื่อแล้ว มีแต่พวกคนนอกพื้นที่ทั้งนั้นที่แห่กันมาดูเขาหลูซาน จริงๆ มันก็แค่… เอ๊ะ! นี่พวกเธอเป็นนักข่าวเหรอ จะให้ลุงออกทีวีใช่ไหม?”
“ใช่ครับ”
“งั้นรอประเดี๋ยวนะ รอแป๊บนึง”
คุณลุงกระแอมเบาๆ พร้อมจัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ก่อนจะพูดด้วยสำเนียงภาษากลางมาตรฐาน
“หลูซานของเรามีชื่อเสียงในด้านความยิ่งใหญ่ ความแปลกตา ความสูงชัน และความงดงาม โด่งดังในฐานะขุนเขาที่สวยงามแปลกตา ในอดีตมีการตั้งชื่อยอดเขาไว้ถึงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเอ็ดแห่ง เนินเขากว่ายี่สิบหกแห่ง ช่องเขายี่สิบแห่ง ถ้ำสิบหกแห่ง และหินรูปร่างแปลกตาอีกยี่สิบสองแห่ง ในหุบเขามีลำธารไหลผ่านจนเกิดเป็นน้ำตกหลายแห่ง น้ำตกที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ น้ำตกสามชั้น ซึ่งมีความสูงถึงหนึ่งร้อยห้าสิบห้าเมตร จนเกิดคำกล่าวที่ว่า หากไม่ได้ไปน้ำตกสามชั้น ถือว่ายังมาไม่ถึงหลูซาน อีกทั้งในอดีตก็มีนักกวีมากมายที่ได้สร้างสรรค์บทกวีอันไพเราะเกี่ยวกับหลูซานไว้ นับเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันยาวนาน ยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทุกพื้นที่ที่มาเยือนหลูซานของเราครับ ขอบคุณครับ!”
นักข่าว “…”
จริงจังขนาดนี้เลยเหรอคุณลุง?
นี่มันมืออาชีพเกินไปหรือเปล่า!
นี่เป็นเพียงเหตุการณ์เล็กๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการสัมภาษณ์เท่านั้น แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น ณ ที่นี่ล้วนพิสูจน์ให้เห็นว่า
การโปรโมตของหลูซานครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่!
ข่าวเกี่ยวกับความคึกคักของการท่องเที่ยวหลูซานแพร่กระจายไปยังทุกทวีปอย่างรวดเร็ว
โรงแรมทุกแห่งถูกจองเต็มหมด
ธุรกิจโรงแรมเฟื่องฟูอย่างมาก
ร้านอาหารรอบๆ หลูซานก็ทำกำไรได้อย่างล้นหลาม!
…
บนโลกออนไลน์
เมื่อชาวเน็ตทราบข่าวเกี่ยวกับความคึกคักของการท่องเที่ยวที่เขาหลูซาน ต่างก็แสดงความคิดเห็นด้วยความตกตะลึง
‘นี่มันดังเกินไปแล้ว!’
‘ดูจากข่าวแล้วคนเยอะจริงๆ !’
‘เหตุผลสำคัญก็เพราะบทกวีของเซี่ยนอวี๋ที่เขียนได้ดีมาก ถ่ายทอดเอกลักษณ์ของเขาหลูซานออกมาอย่างครบถ้วน’
‘เขาหลูซานเดิมทีก็เป็นหนึ่งในสิบภูเขาชื่อดังของบลูสตาร์อยู่แล้ว เพียงแต่ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาโดนเขาอู่เยวี่ยแย่งความโดดเด่นไป’
‘รอบนี้ผลลัพธ์ไม่ด้อยไปกว่าตอนที่เขียนบทกวีให้ทะเลสาบซีหูเลย!’
‘เดาว่าคงมีอีกหลายๆ สถานที่เตรียมเชิญเซี่ยนอวี๋ไปเยือนแน่นอน’
‘เริ่มเชิญไปแล้วด้วยซ้ำ!’
ท่ามกลางการถกเถียงของชาวเน็ต บรรดาสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังต่างๆ ก็เริ่มเชิญเซี่ยนอวี๋ไปเยือนกันอีกครั้ง
ในขณะที่เตียบ่อกี้ถามชื่อของเธอ หญิงสาวในชุดเหลืองกลับทิ้งประโยคปริศนาเอาไว้ก่อนจะจากไป ทำให้ผู้อ่านเกิดความสงสัยและจินตนาการต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด
หลังเขาจงหนาน สุสานคนเป็น คู่รักอินทรี เลือนหายจากยุทธภพ
ชัดเจนมากว่าหญิงสาวลึกลับในชุดเหลืองคนนี้ คือลูกศิษย์ผู้สืบทอดของ เอี้ยก้วยและเซียวเหล่งนึ่ง
คำบรรยายที่เต็มไปด้วยนัยสำคัญในนิยาย บอกใบ้ไว้อย่างชัดเจนว่าหญิงสาวคนนี้มีผิวขาวซีด ราวกับไม่ได้เห็นแสงอาทิตย์เลยตลอดทั้งวัน…
นี่มันพูดถึงสุสานคนเป็นชัดๆ !
ถึงแม้ฉู่ขวงจะไม่ได้เขียนออกมาอย่างตรงไปตรงมา แต่ผู้อ่านทุกคนก็เข้าใจได้ทันที
นี่คงเป็นอีกหนึ่งความหมายสำคัญของดาบมังกรหยกในฐานะบทสรุปของมักกรหยกไตรภาค
แม้ว่าเรื่องราวจะเกิดขึ้นในยุคสมัยที่ต่างกัน และตัวละครจะไม่เกี่ยวข้องกันโดยตรง แต่ทุกเรื่องราวในดาบมังกรหยก ล้วนมีจุดเริ่มต้นมาจากเหตุการณ์และตัวละครในยุคของมังกรหยกและศึกเทพอภินิหารจ้าวอินทรี
‘ทั้งหมดได้รับการเฉลยแล้ว’
‘ประเด็นตำราอยู่ในน้ำมันทำให้ฉันประหลาดใจมาก ที่แท้หมายถึง ตำราอยู่ในค่างขาว ดูเหมือนว่าในดาบมังกรหยก ฉู่ขวงได้วางแผนไว้แล้วว่าเตียบ่อกี้จะได้รับคัมภีร์เก้าเอี้ยง และพบกับโชคชะตานี้’
‘ความลับของกระบี่อิงฟ้าและดาบฆ่ามังกรก็ยอดเยี่ยม’
‘ไม่มีทางคาดเดาได้เลยว่ากระบี่อิงฟ้าและดาบฆ่ามังกรนั้น ถูกสร้างมาจากดาบเหล็กนิลดำของเอี้ยก้วยที่ถูกแยกออกเป็นสองส่วน และผู้ที่สร้างมันขึ้นก็คือคู่สามีภรรยาก๊วยเจ๋งและอึ้งย้งผู้พลีชีพปกป้องบ้านเมือง’
‘จักรวาลของนิยายกำลังภายในได้รับการสานต่ออย่างสมบูรณ์แบบ’
‘หากมองมังกรหยกไตรภาค ในภาพรวมแล้ว ไม่มีนิยายกำลังภายในใดในบลูสตาร์ที่จะเหนือกว่านี้ได้อีกแล้ว’
‘…’
มังกรหยกไตรภาค ปิดฉากลงท่ามกลางความยิ่งใหญ่!
อย่างไรก็ตาม ความทรงจำที่ซีรีส์เรื่องนี้ทิ้งไว้ให้กับผู้อ่านนั้นยากจะเลือนหาย
ผลกระทบที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือ
แม้แต่เวลาเด็กๆ เล่นกัน ก็ยังชอบทำท่าทางที่ดูน่าอายสุดๆ พร้อมทั้งพูดคำเหล่านี้ออกมา
‘สิบแปดฝ่ามือพิชิตมังกร!’
ถ้าหยิบไม้ขึ้นมาถือ ก็ไม่ต้องเดาเลยว่า
‘วิชาไม้เท้าตีสุนัข’ จะต้องถูกพูดออกมาแน่นอน
วัยรุ่นที่กำลังอินกับความเป็นฮีโร่ มักจะชื่นชอบอะไรแบบนี้เป็นพิเศษ
ลองย้อนกลับไปอีกหน่อย ตอนที่บันทึกการเดินทางสู่ประจิมทิศออกอากาศ
สิ่งที่พวกเขาถือในมือก็คือกระบองวิเศษนั่นเอง!
…………………………………………………..

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: Full-time Artist ใครว่าผมไม่เหมาะเป็นศิลปิน
ตอน 837-839 ไม่มีข้อความเลยครับ...