ตอนที่ 971-3 ผู้ยิ่งใหญ่ในวันวาน (3)
เธอแอบถอนหายใจในใจ
ซูจื่อเหวินเหลือบมองไปที่กล้องถ่ายทอดสด และเอ่ยเสียงเรียบ “เวลาผ่านไปนานแล้วนะ”
นี่เป็นการเตือนผู้ชมว่า
เซี่ยนอวี๋ได้เลือกหัวข้อเอง ไม่ได้แต่งตามโจทย์ และใช้เวลาเกินกำหนดไปนานแล้ว!
“เหอะๆๆ ”
ผู้ชมที่เกลียดเซี่ยนอวี๋ ต่างเข้าใจทันทีว่าซูจื่อเหวินต้องการสื่ออะไร
ทันใดนั้น คำพูดถากถางก็เริ่มปรากฏขึ้นบนหน้าจอแช็ตของไลฟ์สด!
‘เห็นกระดาษร่างที่กองอยู่บนพื้นไหม!?’
‘รอบแรกแข่งเสร็จไปตั้งนานแล้ว ยังเขียนไม่เสร็จอีกเหรอ?’
‘คิดหัวข้อเองได้แท้ๆ แต่ยังไม่มีแรงบันดาลใจ?’
‘กวีจากทั้งสิบศาลา มีเวลาแต่งแค่ 20 นาทีเท่านั้นนะ!’
‘แฟนคลับของเซี่ยนอวี๋เป็นใบ้ไปแล้วหรือไง?’
‘เชียร์ต่อสิ’
เมื่อเห็นว่าเซี่ยนอวี๋ยังคงเขียนต่อไป ทุกคนจึงคิดว่าเขายังคงแต่งบทกวีที่น่าพอใจออกมาไม่ได้!
และกระดาษร่างที่กองอยู่เต็มพื้น คือหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดก็ นั่นคงเป็นบทกวีที่เซี่ยนอวี๋เขียนแล้วโยนทิ้ง!
…
เมื่อได้ยินผู้อำนวยการหวงเรียกชื่อของตน
หลินเยวียนวางปากกาในมือลง มองไปยังกระดาษร่างที่กองเต็มพื้น เขาเองก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองเขียนไปทั้งหมดกี่บท
แต่โดยรวมแล้ว
เมื่อคิดเช่นนั้น หลินเยวียนจึงหยุดเขียน
สมาชิกราชวงศ์ปลาเห็นเซี่ยนอวี๋วางปากกา จึงมองหน้ากันไปมา ทันใดนั้นสีหน้าของพวกเขาพลันสลดขึ้นมา ราวกับมีกำลังเสียดายอย่างสุดซึ้ง
น่าเสียดายจริงๆ!
ถ้าเขามีเวลาเพิ่มอีกสักหน่อยก็คงจะดี
“พวกคุณดูพวกดารานั่นสิ”
เหล่ากวีหัวเราะขึ้นมา จากนั้นกวีทุกคนก็พลอยหัวเราะตาม
สีหน้าของพวกเขาดูขบขัน
ปฏิกิริยาของเหล่าสมาชิกราชวงศ์ปลา ยิ่งตอกย้ำว่าถึงความจนปัญญาของเซี่ยนอวี๋
ผู้อำนวยการหวงขบกรามแน่น “อาจารย์เซี่ยนอวี๋ มีต้นฉบับที่เหมาะสมไหมคะ คุณสามารถเลือกนักขับบทกวีที่คุณต้องการได้นะคะ”
บทกวีต้องได้รับการอ่าน!
หลินเยวียนมองไปยังกลุ่มนักขับขานบทกวี แต่เขากลับส่ายหน้า
“เขียนไม่ออกหรือคะ?”
เสียงของผู้อำนวยการหวงระคนด้วยความผิดหวัง เป็นอย่างที่คิดจริงๆ สินะ
ทว่าเซี่ยนอวี๋กลับส่ายหน้าอีกครั้ง เขาไม่พูดอะไรอีก เพียงแต่ยกมือขึ้นนวดข้อมือตนเองเบาๆ ราวกับรู้สึกเหนื่อยล้าจากการเขียนมานาน จากนั้นจึงหันไปมองสมาชิกราชวงศ์ปลา
“จัดลำดับไว้หรือยัง?”
บรรดาสมาชิกราชวงศ์ปลามีสีหน้ากระอักกระอ่วน “เยอะเกินไป… เรียงลำดับไม่ทัน จัดระเบียบไปได้แค่บางส่วน”
“อ้อ”
หลินเยวียนไม่ใส่ใจ “งั้นก็สุ่มอ่านไปเลยก็แล้วกัน”
“ฉันก่อน! อย่าแย่งนะ!”
ซุนเย่าหั่วเก็บรวบรวมกระดาษต้นฉบับซึ่งทุกคนต่างลงความเห็นว่าเป็น ‘กระดาษร่างที่ถูกทิ้ง’ มาหนึ่งกองเล็กๆ แล้วเดินไปยังศาลาที่หนึ่งอย่างเงียบงัน
ทุกคนในงานตกตะลึง
หมายความว่ายังไง
สรุปว่าเซี่ยนอวี๋แต่งออกมาไหม?
แล้วทำไมซุนเย่าหั่วถึงถือกระดาษไปกองหนึ่ง!?
เพียนหวนกวีผู้ชนะอันดับหนึ่งของศาลาหมายเลขหนึ่งมองซุนเย่าหั่วอย่างขบขัน ก่อนจะกล่าวเย้ยหยัน
“คุณภาพไม่ถึงขั้น เลยใช้ปริมาณเข้าสู้?”
เหล่ากวีหัวเราะครืน ผู้ชมที่ชมไลฟ์สดก็หัวเราะกันอย่างสนุกสนาน
แต่ซุนเย่าหั่วกลับไม่ได้สนใจ เขาเพียงแต่เดินไปนั่งตรงริมศาลา
กล้องจับภาพไปที่เขา
ผู้คนต่างจับจ้องไปที่เขา
หลังจากปรับไมโครโฟนให้เข้าที่ ทันใดนั้นเสียงของซุนเย่าหั่วก็ดังขึ้น
“พิณงามไฉนจึงมีห้าสิบสาย แต่ละสายแว่วละม้ายคล้ายวันวาน จวงโจวละเมอฝันเป็นผีเสื้อสุขสำราญ จักรพรรดิครวญขานผ่านวิหค จันทราส่องต้องผืนมหรรณพ หยาดไข่มุกดุจหยดน้ำตาใส หยกหลานเถียนอุ่นละมุนใต้แสงไพร ไยเล่าใจต้องทนทุกข์เตรียมตรม รักอดีตหวนกลับมาหาได้ไม่ แม้หันไปก็ร้างไกลแสนขื่นขม เมื่อวันวานไม่อาจรั้งภิรมย์ แต่ครานั้นใจหลงวน…ดั่ง! เงา! เลือน!”
หลี่ซางอิ่นออกโรงแล้ว!
ไม่มีการเกริ่นนำ!
ไม่มีการใช้เสียงของนักขับบทกวีที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์!
เสียงของซุนเย่าหั่ว มีเพียงแค่ความโกรธและความแหบพร่า!
โดยเฉพาะสามพยางค์สุดท้าย เขากัดฟันออกเสียงเน้นหนักทีละคำ!
ทว่าความโกรธและน้ำเสียงที่แหบพร่านี้ การออกเสียงที่เน้นหนักทีละพยางค์นี้ กลับทำให้ศาลาหมายเลขหนึ่งตกอยู่ในความเงียบสงัด!
เสียงของเขาราวกับมีเสียงสะท้อนก้องกลับมา!
ทุกคนต่างสัมผัสได้ถึงความลึกซึ้งและความงดงามของบทกวีนี้ จนเผลอครุ่นคิดไตร่ตรองถึงถ้อยคำที่ได้ยินโดยไม่รู้ตัว!
ชั่วพริบตาเดียว
พวกเขานั่งไม่ติด ขยับหยุกหยิกไปมา ราวกับเก้าอี้ที่พวกเขานั่งมีหนามแหลมรอแทงก้นอยู่!
เหอชิงฮวนมองกรรมการคนอื่นๆ
เขาอยากรู้เหลือเกินว่าพวกนั้นจะยังกล้านั่งไปถึงเมื่อไหร่!
เขาไม่ยอมนั่ง!
เพราะเขาไม่กล้า!
เพราะเขารู้ตัวว่าไม่คู่ควร!
นี่คือเหตุผลที่ตั้งแต่กลับมาจากที่ที่เซี่ยนอวี๋อยู่ เขาจึงไม่ยอมนั่ง!
ในไลฟ์สด
ช่องแช็ตเงียบกริบไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้!
ผู้อำนวยการหวงไม่ได้มองซุนเย่าหั่วอีก เธอหันไปมอง หลินเยวียนยังคงมีสีหน้าสงบนิ่ง
หรือว่า…
ในใจของผู้อำนวยการเกิดข้อสันนิษฐานที่น่ากลัวขึ้นมาในใจ!
“รูปแบบกวีเหมยหนึ่งกิ่ง”
ซุนเย่าหั่วแทบไม่หยุดพัก เริ่มอ่านบทที่สามต่อทันที
“ปทุมโรยกลิ่นจาง เสื่อเย็นลื่นราวหยกสารทฤดู เปลื้องแพรพรรณ ก้าวขึ้นเรือลำพัง ในเวิ้งเมฆา ผู้ใดเล่าจะส่งจดหมายปักดิ้นมา ยามห่านป่าคืนถิ่น เดือนแจ่มนภาหอประจิม บุปผาโรยริน วารีมิหวนคืน รักเดียวกลับโศกสอง ถวิลหามิอาจคลาย เพิ่งมลายจากหว่างคิ้ว ยังสลักลึกกลางดวงใจ”
จะตายกันหรือยังพวกคุณ!
เสียงคำรามดังก้องในใจเขา ราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังเกรี้ยวกราด “สาลิกาเหยียบไม้!”
ภายใต้สายตาตกตะลึงของเหล่ากวีทั้งหลาย ซุนเย่าหั่วเอ่ยขึ้นเป็นครั้งที่สี่!
“เบญจมาศหมองเศร้า กล้วยไม้ร่ำไห้ใต้น้ำค้าง ม่านแพรพลิ้วลมคลี่ นางแอ่นคู่บินคล้อยไป จันทราไม่รู้ทุกข์พลัดพราก แสงจันทร์ส่องห้องหอจรดรุ่งสาง ราตรีลมกร้าวปลิดพฤกษาร่วงหล่น เดียวดายขึ้นหอสูง แลสุดฟ้าเพรียกเรียกใคร หมายฝากสาส์นถึงคนไกล ขุนเขาตระหง่านธารากั้น หนใดจักได้พบพาน”
พรึบ!
มีผู้คนเริ่มยกสองมือขึ้น คล้ายกับต้องการกุมศีรษะตนเอง!
ซุนเย่าหั่วจ้องมองไปยังกล้องครั้งนี้เขาไม่ได้ประกาศหัวข้อแม้แต่น้อยแต่กลับเอ่ยคำขึ้นมาทันที “เมฆบางพลิ้วลอย ดาราร้อยโศกศัลย์ ทางช้างเผือกกว้างครัน ราตรีนี้เพียงสบพักตร์ หนึ่งครานั้นชื่นบาน เกินกว่าร่วมสถาน ตราบสิ้นกาลเวลา รักดั่งธารใส คืนพานพบดั่งฝัน ไม่อาจทนหันมองสะพานสาลิกายามลาจาก หากรักมั่นไม่ผันแปร ไยมุ่งหมายเพียงได้เชยชิด”
บทกวีรัก!
บทกวีรัก!
และก็ยังเป็นบทกวีรัก! “ลมวสันต์โชยพัด พันบุบผาโปรยปราย ดาราพรายดั่งพิรุณ รถม้าเรืองรองหอมกรุ่น เสียงขลุ่ยขับขาน เดือนฉายผ่องนวล มังกรมัจฉาเริงรำ โฉมตรูแย้มสรวล กลิ่นรัญจวนไกล ข้าสืบเสาะทั่วหล้า หมื่นครั้งไม่พบพา เหลียวหลังสบตา พบเจ้าในมุมประทีปเรือง”
ยังไม่ยอม!?
ซุนเย่าหั่วมองไปทางหลินเยวียน “ข้าปรารถนารู้ใจเจ้า ภักดิ์มั่นไม่เสื่อมคลาย เว้นแต่ขุนเขาพังมลาย สายนทีสิ้นสูญ เหมันต์คำรณลั่น คิมหันต์หิมะโปรย ฟ้าดินบรรจบกัน จึงกล้าตัดใจจากเจ้า!”
“หก…”
มีคนเอ่ยขึ้นมาอย่างไม่อยากเชื่อ แต่ยังไม่ทันได้พูดจบ เสียงได้ขาดห้วงไป นี่เป็นบทกวีรักบทที่หกของเซี่ยนอวี๋!
…………………………………………….

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: Full-time Artist ใครว่าผมไม่เหมาะเป็นศิลปิน
ตอน 837-839 ไม่มีข้อความเลยครับ...