ตอนที่ 972 ต้นไม้ที่สูงเด่น (1)
หลูซาน
ณ สถานที่จัดงาน
บรรยากาศเงียบสงัดราวกับได้ยินเสียงเข็มตกกระทบพื้น
เหล่ากวีทั้งหลายดูราวกับญาติผู้ใหญ่เสียชีวิต หมดอาลัยตายอยาก ภาพเหล่านี้ถูกถ่ายทอดออกไปอย่างไม่ลดทอนความจริงใดๆ
พวกเขาไม่ได้ถูกเซี่ยนอวี๋เพียงแค่ตบหน้า
ทว่ารู้สึกราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงมาอย่างรุนแรงจนต้องตั้งคำถามกับชีวิต!
ท่ามกลางความสับสน
มีเสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างขาดห้วง “ที่แท้ เขาไม่ยอมเป็นผู้เข้าแข่งขัน ไม่ใช่เพราะเขากลัว แต่เพราะลึกๆ ในใจ เขาเห็นว่าพวกเราไม่คู่ควร…”
บทกวีสองร้อยบท!
แต่งออกมาได้ง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ!
พรั่งพรูออกมาอย่างต่อเนื่อง!
ทุกบทล้วนเป็นผลงานระดับตำนาน!
ฝีระดับนี้จะลดตัวลงมาเปรียบเทียบกับมนุษย์ธรรมดาได้อย่างไร!?
ทั้ง ‘ครั้นวสันต์มาเยือน ข้ายังมิเอื้อนเอ่ย แล้วจักมีแมลงใดเล่ากล้าเปล่งเสียง’!
หรือแม้แต่ ‘ชีพสูญสลาย ชื่อเสียงดับไป สายธารกลับรินไหลนับหมื่นกาล’!
นี่คือโทสะอันดังก้องของเซี่ยนอวี๋ เขาราวกับใช้บทกวีชี้หน้าด่าคนเหล่านั้นอย่างเปิดเผย แต่ด้วยพรสวรรค์อันเลิศล้ำนี้ พวกเขากลับไม่อาจโต้แย้งแม้แต่น้อย!
วิธีด่าที่เฉียบคมที่สุดคือไม่ต้องใช้คำหยาบ!
แต่วิธีด่าที่เหนือชั้นยิ่งกว่า คืออีกฝ่ายชี้หน้าด่าคุณเต็มๆ แต่คุณกลับต้องลุกขึ้นปรบมือให้ด้วยความทึ่งในถ้อยคำของเขา!
…
“มองฟ้าจากก้นบ่อสินะ”
แน่นอนว่า ไม่ใช่กวีทุกคนที่ต่อต้านเซี่ยนอวี๋
มีเพียงไม่กี่คนที่เลือกจะเงียบในตอนที่ยกมือก่อนหน้านี้
และตอนนี้ คนส่วนน้อยเหล่านั้นล้วนสะท้อนใจ สายตามองไปยังฮวาเว่ยหมิง
ชั่วขณะนั้น
ศาลาหมายเลขสิบ
ฮวาเว่ยหมิงจิตใจหลุดลอยไปแล้ว แววตาของเขาว่างเปล่า ไร้ซึ่งจุดโฟกัส
ในห้วงสำนึกปรากฏเพียงสี่พยางค์ ‘ชื่อเสียงป่นปี้’
ขาของเขาเริ่มอ่อนแรง
ภาพตรงหน้าพร่ามัวคล้ายกับจะหมดสติ โชคดีที่มีคนอยู่ใกล้ๆ รีบเข้ามาพยุงไว้ทัน
‘ควรจะเป็นลมเสียตอนนี้’
หัวใจของฮวาเว่ยหมิงขมขื่นยิ่งนัก เขาหลับตาลง เมินเสียงอุทานรอบข้าง
ช่างเป็นความอับอายที่เกินจะรับได้!
นี่เป็นวิธีที่ดีที่สุด
เพราะฮวาเว่ยหมิงไม่รู้ว่าจะเผชิญหน้ากับสิ่งที่เกิดขึ้นต่อไปอย่างไร
ความรู้สึกอยากมุดดินหนีให้รู้แล้วรู้รอด ฝังตนเองให้มิดไม่เคยรุนแรงเท่านี้มาก่อน
การอยู่ที่นี่ต่อไป
เขารังแต่จะกลายเป็นตัวตลก
แต่ต่อให้หมดสติไปแล้ว เขาก็เป็นตัวตลกอยู่ดี
ไกลออกไป แพทย์สนามรีบวิ่งเข้ามา ในงานประกวดวรรณกรรมขนาดใหญ่ระดับนี้ มีทีมแพทย์เตรียมพร้อมอยู่แล้ว ไม่นานฮวาเว่ยหมิงก็ถูกหามออกไป ท่ามกลางสายตาของทุกคน
…
ศาลาหมายเลขเจ็ด
เสียงของกวีคนหนึ่งซึ่งก่อนหน้านี้ไม่ได้ยกมือดังขึ้น แม้จะเป็นเสียงอันแผ่วเบา ทว่าเต็มไปด้วยความประชดประชัน
“เซี่ยนอวี๋น้อย…”
มีคนเคยเรียกซูจื่อเหวินว่าเซี่ยนอวี๋น้อย
ซูจื่อเหวินมองว่านั่นเป็นความอัปยศอย่างใหญ่หลวง และเขาไม่อาจยอมรับสมญานามนี้ได้
ทว่าตอนนี้ ผู้คนเพิ่งตระหนักว่า หากคำว่า ‘เซี่ยนอวี๋น้อย’ เป็นเรื่องจริง มันคงเป็นคำเยินยอซูจื่อเหวินเสียมากกว่า
ในยุคราชวงศ์ถังแห่งแดนมังกรมี ‘หลี่ไป๋และตู้ฝู’
และมีกวีรุ่นหลังที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘หลี่ตู้น้อย[1]’
อันที่จริงสมญานาม ‘หลี่ตู้น้อย’ นับเป็นเกียรติอย่างยิ่ง
เพียงแค่คิดถึงเรื่องนี้ กรรมการทั้งแปดก็รู้สึกไม่สบายใจ หากเซี่ยนอวี๋ไม่คู่ควรกับตำแหน่งกรรมการ แล้วพวกเขาจะมีสิทธิ์อะไรไปนั่งตรงนั้น!?
พญาอินทรีโผบินด้วยแรงลมในวันเดียว
เหินทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้าเก้าหมื่นลี้?
และวันนั้น ก็คือวันนี้เอง!
บรรยากาศชวนกระอักกระอ่วนจนถึงขีดสุด บริเวณเชิงเขาหลูซาน ที่เคยเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยกลับตกอยู่ในความเงียบงัน กรรมการทั้งแปดยังคงยืนขึ้นอย่างแข็งทื่อ มีเพียงสายลมหลังฝนโปรยปรายที่พัดผ่าน ทั้งที่ลมเย็นสบาย แต่กลับทำให้หนาวเหน็บ
…
แน่นอน
บรรยากาศอึดอัดเช่นนี้ ไม่อาจดำเนินต่อไปได้ตลอดกาล
ผู้อำนวยการหวงยังไม่ลืมหน้าที่ของตน แม้ว่าภายในใจของเธอขณะนี้ จะเต็มไปด้วยความตกตะลึงอย่างรุนแรงอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน
“ทุกท่าน!”
ในที่สุดเธอก็กล่าวขึ้น “ถึงแม้อาจารย์เซี่ยนอวี๋ จะถอนตัวออกจากการแข่งขันแล้ว แต่การประชันบทกวียังต้องดำเนินต่อไป เนื่องจากอาจารย์ฮวาเว่ยหมิงถอนตัวจากการแข่งขันเพราะปัญหาสุขภาพ ดังนั้น ขอให้ผู้เข้าแข่งขันที่เหลือดำเนินการแข่งขันต่อไป”
เธอไม่ได้กล่าวถึงบทกวีของเซี่ยนอวี๋เลย
ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากพูดถึง แต่เพราะจะเริ่มพูดถึงจากตรงไหน บทกวีสองร้อยบทจะเลือกเริ่มจากบทกวีบทไหนก่อนดี ถ้าจะพูดถึงจริงๆ เกรงว่าคงใช้เวลาหลายวันก็ไม่จบ ดังนั้นทำให้สิ่งที่เรียกว่าการประชันบทกวีที่เหลือเพียงแต่ชื่อดำเนินต่อไปจนจบเท่านั้นก็พอ
ใช่
เหลือเพียงแต่ชื่อ
เมื่อมีบทกวีของเซี่ยนอวี๋ปรากฏขึ้นมา การแข่งขันที่เหลืออยู่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่มีความหมายอีกต่อไป ใครจะชนะใครจะแพ้ยังสำคัญอยู่หรือ สิ่งที่ผู้คนไม่จดจำพวกเขาหรอก สิ่งเดียวที่ผู้คนจะจดจำคือวันนี้เซี่ยนอวี๋เหินทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้าเก้าหมื่นลี้และ มองบรรพตเบื้องล่างเล็กดังธุลี
“ส่วนอาจารย์เซี่ยนอวี๋…”
จู่ๆ ผู้อำนวยการหวงหัวเราะขึ้นมา ราวกับมีหลากหลายความรู้สึกตีกันอยู่ในใจ สุดท้ายแล้วกลับพูดขึ้นเพียงแค่ประโยคเดียว “เขาไม่ใช่คนธรรมดาอีกต่อไปแล้ว เขาคือเซียนที่จุติลงมายังโลกมนุษย์ เพื่อมาเดินเยี่ยมชมโลกโลกีย์แห่งนี้ก็เท่านั้นเอง”
สิ่งที่เคยถูกเรียกว่าการประชันบทกวี บัดนี้กลายเป็นการละเล่นเด็ก
เซี่ยนอวี๋ถอนตัวออกจากการแข่งขัน ไม่ใช่เพียงเพราะเหล่ากวีไม่คู่ควรกับการเป็นคู่แข่งของเขา แต่ยังเป็นเพราะเขาต้องการทำลายเวทีนี้ลงด้วยวิธีการของเขาเอง เขาเมื่อไม่มีเขาเข้าร่วมการแข่งขัน การแข่งขันของคนอื่นๆ ยังจะมีความหมายอีกหรือ?
แต่ถึงกระนั้นการแข่งขันยังต้องดำเนินต่อไป
ผู้อำนวยการหวงกระจ่างในความจริงข้อนี้ดี กวีคนอื่นๆ ก็เช่นกัน ทว่าทุกคนก็ทำได้เพียงแค่ฝืนตัวเองให้แข่งต่อไป แม้ว่าจิตใจของพวกเขา จะล่องลอยไปไกลแสนไกลแล้วก็ตาม
…………………………
[1] หลี่ตู้น้อย คือชื่อเรียกโดยการนำแซ่ของกวีทั้งสองท่านมารวมกัน ได้แก่หลี่ซางอิ่น และตู้มู่ ซึ่งเป็นยอดกวีจากยุคปลายราชวงศ์ถัง โดยก่อนหน้านั้นมีชื่อเรียก ‘หลี่ตู้(ใหญ่)’ ซึ่งมาจากชื่อของหลี่ไป๋ กวีผู้มีชีวิตอยู่ในยุครุ่งเรืองของราชวงศ์ถัง บวกกับตู้ฝูผู้ซึ่งมีชีวิตอยู่ในยุคกลางของราชวงศ์ถังมากก่อน ทำให้หลี่ซางอิ่งและตู้มู่ซึ่งเกิดในยุคหลังกลายเป็น ‘หลี่ตู้น้อย’

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: Full-time Artist ใครว่าผมไม่เหมาะเป็นศิลปิน
ตอน 837-839 ไม่มีข้อความเลยครับ...