เข้าสู่ระบบผ่าน

กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! นิยาย บท 1087

ฉีถิงจี้ยิ้มเอ่ย “พวกเราไปดูที่หัวกาแพงกันไหม?”

ผู้ที่เข้าร่วมการประชุมบนหัวกาแพงเมืองในอดีตล้วนเป็ นเซียน กระบี่

หมื่นปีที่ผ่านมามีข้อยกเว้นเพียงครั้งเดียวเท่านั้น นั่นคือเซียน กระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสสั่งให้เฉินผิงอันรับเรื่องเละเทะของสายอิ่นกวานมา ดูแล

หนิงเหยาพยักหน้า

พวกเขาทะยานลมไปที่หัวกาแพงเมืองด้วยกัน

อยู่บนหัวก าแพงเมือง ยังคงยืนเรียงแถวกันเหมือนเดิม ผู้ฝึ ก กระบี่ห้าขอบเขตบนสิบเอ็ดคน บ้างนั่ง บ้างยืน บ้างก็นั่งยอง

ผู้ฝึกกระบี่บางคนที่หวนกลับมายังบ้านเกิด แต่กลับไม่มีมาตุภูมิ เดิมเหลือให้พูดถึงแล้ว รู ้สึกเสียใจที่บนหัวกาแพงเมืองไม่มีชิงช ้าที่ ชายชุดปลิวไสวหลังนั้นอยู่อีกแล้ว บางคนก็เสียใจที่ไม่มีเรือนส่วนตัว ของเซียนกระบี่ที่มักจะแวะเวียนไปดื่มเหล้าด้วยกันบ่อยๆ อยู่อีกแล้ว และมีคนที่เสียใจที่ตรอกเหยียนชือไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว ส่วนบางคนก็ เสียใจที่ไม่ได้เห็นกระท่อมหลังนั้นของเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสแล้ว

หนิงเหยาถามเสียงเบาว่า “ไม่ได้เชิญให้เฒ่าหูหนวกเข้ามาอยู่ใน สานักกระบี่หลงเซี่ยงด้วยหรือ?”

ฉีถิงจี้ส่ายหน้า “กว่าจะได้อิสระกลับคืนมาไม่ใช่เรื่องง่าย เฒ่าหู หนวกหรือจะพาตัวมาติดกับดักอีก อีกอย่างเฒ่าหูหนวกก็หลบซ่อน ตัวได้ดียิ่งนัก คาดว่าหากไม่ถึงตอนที่สงครามใหญ่ปิดฉากลงก็คงไม่

มีใครหาตัวเขาได้พบ”

จู๋ซู่ยิ้มเอ่ยสัพยอก “หนิงเหยา มาเป็ นคนกลางช่วยเจรจาแทน บุรุษของเจ้า ผลคือไม่ได้อะไรติดมือกลับไปสักอย่าง ได้แต่กลับไปมือ เปล่า ในใจเจ้ารู ้สึกอึดอัดบ้างหรือไม่?”

หนิงเหยาเอ่ย “ไม่มีอะไรให้ต้องอึดอัด”

เว่ยจิ้นกล่าว “หนิงเหยา ช่วยนาความไปบอกแทนข้าทีว่าต้นสน หมื่นปีของหอเทพเซียนแห่งนั้น หากเฉินผิงอันอยากจะขนย้ายไปก็ ขนไปได้ตามสบาย แค่บอกไปว่าข้ารับปากแล้ว เพื่อเป็ นค่าตอบแทน ก็ขอให้วันหน้าภูเขาลั่วพั่วช่วยดูแลลูกศิษย์ของศาลลมหิมะให้มาก หน่อย”

หนิงเหยาถามอย่างสงสัย “เจ้าคิดจะหาโอกาสไปถามกระบี่กับจง หยวนหรือ?”

เว่ยจิ้นเงียบไม่ตอบ นี่ก็คือคาตอบแล้ว หนิงเหยากล่าว “ข้าจะไปภูเขาใหญ่แสนลี้สักหน่อย”

ฉีถิงจี้เอ่ย “มีโอกาสก็ไปพบลู่จือที่สานักกระบี่หลงเซี่ยงสักรอบ”

หนิงเหยากล่าว “ข้าไม่มีทางโน้มน้าวให้นางไปที่ใต้หล้ามืดสลัว หรอกนะ”

ฉีถิงจี้คลี่ยิ้ม “ไม่ต้องโน้มน้าว”

ทุกวันนี้ขอแค่หนิงเหยาเผยกายที่สานักกระบี่หลงเซี่ยงก็ได้ผลยิ่ง กว่าค าพูดโน้มน้าวใดๆ เสียอีก

หนิงเหยาพยักหน้า เรือนกายของนางหายวับไปจากบนหัว ก าแพงเมือง

รอกระทั่งหนิงเหยาไปจากหัวกาแพงเมืองแล้ว พวกผู้ฝึกกระบี่ หลายคนก็ถอนหายใจยาวเหยียดออกมาในเวลาเดียวกัน เพราะถึง อย่างไรอายุที่แท้จริงและอายุขัยในการฝึกตนก็วางอยู่ตรงนั้น ก่อน หน้านี้ตอนที่หนิงเหยาอยู่จึงไม่สะดวกจะเผยความขลาดกลัวออกไป

แต่ก็จาต้องยอมรับว่า อยู่ใกล้ผู้ฝึกกระบี่อิสระขอบเขตสิบสี่คน หนึ่งในระยะประชิดเช่นนี้ มีความกดดันไม่น้อย แล้วนับประสาอะไร กับที่หนิงเหยายังเป็ นบุคคลอันดับหนึ่งของใต้หล้าใหม่เอี่ยมแห่งหนึ่ง ด้วย

เหมยตั้นต้างที่เป็ นหนึ่งในสองคนนอกได้ถามคาถามที่ใหญ่มาก “หนิงเหยากับเฝ่ ยหราน พวกเขาใช่ผู้ฝึกตนที่มีหวังจะเป็ นขอบเขต เดียวกับบรรพจารย์สามลัทธิหรือไม่?”

ฉีถิงจี้ไม่เปิดปากก็ไม่มีใครกล้าตอบคาถามข้อนี้

หลังจากความเงียบงันอันเนิ่นนานผ่านพ้นไป หลิงซวินก็ยิ้ม กล่าวว่า “อยากรู ้ยิ่งนักว่าเฉินอิ่นกวานเป็ นคนอย่างไร ถึงสามารถท า ให้หนิงเหยาชื่นชอบได้”

ฉีถิงจี้ยิ้มเอ่ย “เขาคือคนฉลาดที่ยึดมั่นถือมั่นมากคนหนึ่ง ต่อให้ เส้นทางแตกต่างมิอาจเดินร่วมทาง ถูกลิขิตมาแล้วว่าไม่อาจเป็ น สหายกันได้ ก็พยายามอย่าไปหาเรื่องเขาจะดีกว่า”

เซวียนหยางกล่าวอย่างตกตะลึง “ให้คาวิจารณ์สูงขนาดนี้เลย หรือ?”

ฉีถิงจี้เปลี่ยนคาพูดอย่างใหม่ที่ทาให้คนฟังเห็นภาพได้มาก กว่าเดิม “มองเขาเป็ นเจิ้งจวีจงแห่งนครจักรพรรดิที่ยังเป็ นหนุ่มก็แล้ว กัน”

มีคนส่ายหน้า เห็นได้ชัดว่าไม่เชื่อ

หนิงเหยามายังภูเขาใหญ่แสนลี้ที่คุ้นเคย

แล้วนางก็ได้เห็นเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวสองข้างแก้มแดงเป็ น ปั้นคนหนึ่งกาลังนั่งเหม่ออยู่ริมหน้าผา

เฒ่าตาบอดเป็ นฝ่ ายเดินออกจากกระท่อมมาเองอย่างที่หาได้ ยาก ยิ้มเอ่ยว่า “แม่หนูหนิงมาแล้วหรือ โอ้โห ไม่เลวๆ วันหน้าก็เรียก กันว่าสหายได้แล้ว”

หนิงเหยายิ้มบางๆ “ท่านปู่จือสือ”

เฒ่าตาบอดพยักหน้า “เมื่อไหร่จะจัดงานเลี้ยงล่ะ จาไว้ว่าจองที่ นั่งให้ข้าด้วยนะ ข้าจะนั่งโต๊ะประธาน”

หนิงเหยากล่าว “ไม่รู ้เหมือนกัน เรื่องแบบนี้จะให้ข้าไปเร่งเขาก็ คงไม่ได้กระมัง”

เฒ่าตาบอดพยักหน้า “ไม่เข้าท่าเลยจริงๆ”

เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวที่เงี่ยหูตั้งใจฟังหันหน้ามาพูดด้วยสี หน้าประจบ “ว้าว เจ้าก็คือหนิงเหยา คือฮูหยินเจ้าขุนเขาของพวกเรา หรือ?”

หนิงเหยาใช้เสียงในใจถาม “เจ้าก็คือป๋ ายจิ่งหรือ? เจ้าเคยเห็นห้า ผู้สูงส่งที่สุดแห่งสรวงสวรรค์เก่าหรือไม่?”

เด็กหนุ่มคนนั้นครุ่นคิดถึงคาถามที่ว่าอย่างจริงจัง เขาพลันคืน สติ ถามว่า “เฉินจิ้วไม่ใช่ว่าเจ้าลาออกจากตาแหน่งเตี่ยนเค่อฝ่ าย นอกแล้วหรอกหรือ? ม้าดีไม่กินหญ้าที่เดินผ่านมาแล้ว ท าไมถึงได้

กลับมาอีกล่ะ?”

เฉินผิงอันหัวเราะร่วน “เมื่อยังเยาว์ ข้าศึกษาทั้งอักษรและเพลง ดาบ ดวงตามองฟ้ าเห็นวิถีก้อนเมฆอันไกลโพ้น อยู่กลางพฤกษาสี ทอง ดอกไม้เสียงนก ข้าก็ยังเงยหน้ามองทั่วแคว้นแปดทิศ บัดนี้ข้าขี่ ม้าเก่งกาจ ไม่ด้อยไปกว่าผู้กล้าในกาลก่อน กระบี่ข้าพอรับมือศัตรู ได้หนึ่งคน ตาราเพียงพอจารึกชื่อแซ่ สายลมหอบใหญ่พัดเข้าแขน เสื้อข้า มือในเสื้อเย็นดั่งหิมะในอก ภูเขาเงียบงันเหลือเพียงข้าแต่ผู้ เดียว ยามค่าคืนกระบี่ในฝักส่งเสียงครวญ ข้ากับสหายอีกสองสาม คน ล้วนมีไมตรีแน่นแฟ้ นร่วมกันตลอดชีวิต”

เด็กหนุ่มถอนหายใจ เอาอีกแล้ว เฉินจิ้วร่ายกลอนที่ฟังแล้วเสียว ฟันอีกแล้ว ยังไม่น่าสนใจเท่าตอนที่เขาพูดจาสัปดนเลยจริงๆ

เฉินผิงอันยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ข้าจะอธิบายให้พวกเจ้าฟังอย่าง ละเอียดดีไหม?”

เด็กหนุ่มร่างผอมแห้งตบหัวตัวเอง หยิบแผ่นแป้ งย่างออกมาอีก แผ่น “พอแล้วๆ รู ้อยู่แล้วว่าแป้ งย่างครึ่งแผ่นไม่พอจะอุดปากเจ้า หรอก”

เฉินผิงอันหัวเราะฮ่าๆ แล้วก็ไม่เกรงใจเด็กหนุ่มที่มือเติบใจกว้าง ผู้นี้อีก

มีเด็กสาวคนหนึ่งเดินนวยนาดผ่านไป เอวบางอ้อนแอ้น ฝีเท้า แผ่วเบา พวกเด็กหนุ่มรีบเพิ่มน้าเสียงที่พูดคุยกันทันที

ใบถงทวีป ทางฝั่งของเมืองหลวงแคว้นอวิ๋นเหยียน เจียงซ่างเจิน พาสวี่เจียวเชี่ยที่ใช ้นามแฝงว่าหลัวหวานไปหาเวินอวี้รองเจ้าขุนเขา สานักศึกษาเทียนมู่ เมื่อเวินอวี้ได้อ่านจดหมายลับฉบับนั้นของเฉิน ผิงอันก็ไม่เพียงแต่ไม่มีความลังเลใดๆ กลับกันยังช่วย “หลัวหวาน” วางแผน ยืนยันรายละเอียดว่าควรจะปลอมตัวเป็ นหันอวี้ซูเจ้าสานัก ของส านักว่านเหยาอย่างไรถึงจะสมจริงมากที่สุด

ท่าเรืออวี๋หลินที่อยู่นอกเมืองหลวง หลิวโยวโจว หลิ่วสุ่ยอวี๋และอวี้ เจวี้ยนฟูออกจากร ้านอาหารเล็กๆ แห่งหนึ่งมาด้วยกันก็ไปมีเรื่องกับผู้ ฝึกลมปราณบนภูเขาที่ดุร ้ายกลุ่มหนึ่งฝ่ ายแรกตั้งใจจะไปกินอาหาร เลิศรส ฝ่ ายหลังกลับมาเพื่อตั้งใจหาประสบการณ์กับความทุกข์ยาก ของชาวบ้านโดยเฉพาะ เห็นว่าหลิวโยวโจวเหมือนกับหมอนปักลาย บุปผา แต่ถึงกับมียอดหญิงงามดุจหมู่ผกาขนาบข้างถึงสองคนมากิน มาดื่มเหล้าที่ร ้านแห่งนี้ ก็ไม่รู ้ว่าโทสะผุดมาจากไหน มีคนหนึ่งในนั้น ที่เป็ นทายาทของคู่รักเทพเซียน เคยชินกับการใช ้ชาติตระกูลมากด

ข่มผู้อื่นและใช ้เงินเทพเซียนมาขว้างหัวผู้อื่น แต่ดันด่าหลิวโยวโจวที่ เอาแต่หัวเราะร่วนไม่ทัน ดังนั้นจึงถามหลิวโยวโจวว่าพวกเขารู ้ หรือไม่ว่าบิดาของตัวเองคือใคร? หลิ่วลุ้ยอวี๋ชอบใจยิ่งนัก บอกว่า หากเจ้าไม่รู ้ว่าพ่อตัวเองเป็ นใครก็ลองไปถามแม่เจ้าดูสิ

ทางฝั่งของแคว้นชิงซิ่ง เฉินผิงอันกับสกุลจางเขตเทียนเฉาพา กันไปหาฮ่องเต้ผู้เฒ่าหลิ่วเหอและเฉิงเฉียนที่เป็ นเจินเหรินผู้พิทักษ์ แคว้น นั่งล้อมวงต้มเหล้า ทั้งสองฝ่ายพูดคุยกันยาวนานตลอดทั้งคืน

ตอนนั้นหลิ่วอวี้รัชทายาทที่นั่งฟังอยู่ด้านข้างสีหน้าซีดขาวราว หิมะ เหงื่อเปียกชุ่มแผ่นหลัง ฮ่องเต้ผู้เฒ่ากลับสามารถพูดคุยยิ้มแย้ม กับเซียนกระบี่เฉินที่มีรูปโฉมเป็ นเด็กหนุ่มได้ช่วยกันทบทวนกระดาน ให้กับหลิ่วอวี้ นี่แสดงให้เห็นว่าฮ่องเต้ผู้เฒ่าเห็นปมของปัญหา ทั้งหมดของหลิ่วอวี้และตาหนักบูรพาอยู่ในสายตามาตั้งนานแล้ว ขิง ยิ่งแก่ก็ยิ่งเผ็ด อาศัยโอกาสนี้ ฮ่องเต้ที่แก่หง่อมเต็มที่ช่วยคนนอก มาตีขนาบรัชทายาท ในความเป็ นจริงแล้วขุนนางของต าหนักบูรพา ที่เซียนกระบี่เฉินพูดถึง หลิ่วเหอมีเอกสารของพวกเขาเตรียมไว้นาน แล้ว คืนนี้จึงส่งมอบให้กับหลิ่วอวี้ไปพร ้อมกัน ใครที่เป็ นคนไร ้ ประโยชน์ ใครที่มีความรู ้ที่แท้จริง ทั้งสองฝ่ ายมีความสามารถสักกี่ ส่วน ข้อได้เปรียบอยู่ตรงไหน ทรัพย์สมบัติมีมากหรือน้อย เลี้ยงสาว งามซ่อนไว้ที่ใดบ้าง ผลงาน ประสบการณ์และคาพูดในทางส่วนตัว ตลอดหลายปี ที่ผ่านมาล้วนถูกผู้ถวายงานของกรมอาญาจดลง บันทึกไว้อย่างลับๆ แล้ว

เมืองหลวงแคว้นอวี้เซวียน อวี๋สืออู้นัดหมายว่าจะไปเจอกับหม่าขู่ เสวียนที่ร ้านเหล้าของสตรีโตเต็มวัยหน้าตางดงามคนหนึ่ง ภูเขาเจ๋อ เอ่อถูกเปลี่ยนชื่อเป็ นภูเขาเจ๋อเยา เหนียงเนียงเทพภูเขาก็เปลี่ยนชื่อ เป็ นซ่งจี๋แล้วเช่นกัน

เป็ นอย่างที่เฉินผิงอันคาดการณ์เอาไว้ อวี๋สืออู้ยังคงบอกให้หม่า ขู่เสวียนรู ้ถึงการด ารงอยู่ของค่ายกลแห่งนั้น หม่าขู่เสวียนครุ่นคิดอยู่ พักหนึ่งก็เอ่ยมาแค่ประโยคเดียวว่า ให้อวี๋สึออู้ที่ดื่มเหล้าเสร็จแล้วจาก ไปได้เลย ไม่มีความจาเป็ นต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับความแค้นส่วนตัว ประเภทนี้ น้าขุ่นที่อยู่บนภูเขา ไม่สู้ดื่มเหล้าสีขุ่นของล่างภูเขายัง ดีกว่า

อู๋ยวนผู้ว่าแห่งเมืองฉู่โจวถอดชุดขุนนางออก ไปเยี่ยมเยือนเจ้า ขุนเขาเฉินที่ชั้นหนึ่งของเรือนไม้ไผ่เป็ นการส่วนตัว หลักๆ แล้วก็เพื่อ ถามเรื่องหนึ่ง จ้าวเหยากับองค์กรที่จัดตั้งขึ้นมาใหม่ของกรมอาญา สามารถดูแลขุนนางบุ๋นบู๊นับร ้อยและทั่วทั้งบนและล่างของราช ส านักต้าหลี ถ้าอย่างนั้นใครจะเป็ นคนควบคุมจ้าวเหยา? เฉินผิงอัน บอกว่าเป็ นเฉาเกิงซินกับองค์กรลับแห่งหนึ่งที่มีชื่อว่าแผนภูมิดิน ของต้าหลี ดังนั้นอู๋ยวนจึงถามอีกว่า แล้วใครเป็ นคนควบคุมเฉาเกิง ซินกับแผนภูมิดินต้าหลี เฉินผิงอันบอกว่าเป็ นเขาตัวเอง ผลคืออู๋ยวน ยังคงไม่ยอมเลิกรา ถามอีกว่าแล้วใครที่สามารถควบคุมราชครูคน ใหม่ของต้าหลีอย่างเจ้าได้? หรือจะบอกว่าไร ้คนควบคุม อาศัยแค่ มโนธรรมในใจอย่างเดียวเท่านั้น? เฉินผิงอันเพียงคลี่ยิ้มไม่เอ่ยอะไร

อู๋ยวนจึงพูดถึงเรื่องเก่าเรื่องหนึ่ง บอกว่าตอนที่อาจารย์เพิ่งเป็ นราชครู ของต้าหลีได้ไม่นานเท่าไรก็เคยจัดการกับคดีฟ้ องร ้องที่เละเทะคดี หนึ่งกับมือตัวเอง ปีนั้นมีจดหมายฉบับหนึ่งหายไปจากหน่วยส่งข่าว แม้กระทั่งทหารม้าที่ส่งข่าวและตัวเอกสารเองก็หายไปทั้งอย่างนั้น ไม่ ว่ากรมกลาโหมและกรมอาญาจะตรวจสอบอย่างไรก็ไม่เจอเบาะแส ผลคือทั้งสองฝ่ ายต่างก็ปัดความรับผิดชอบและกล่าวโทษกันไปมา ทว่าราชครูไม่เพียงแต่ทาเรื่องใหญ่ให้เป็ นเรื่องเล็ก ทาเรื่องเล็กให้ กลายเป็ นไม่มีเรื่องเลย ถึงขั้นที่ว่าไม่ได้โบยพวกเขาแค่คนละห้าสิบ ไม้ แต่ลงโทษสถานหนักทุกฝ่ าย ขุนนางทุกคน ต าแหน่งใหญ่ถึงรอง เจ้ากรมกลาโหมไปจนถึงขุนนางของกรมอาญาที่ดูแลตรวจสอบจุด พักม้า ต าแหน่งเล็กจนถึงเสมียนในจุดพักม้าทั้งหลาย ล้วนสูญเสีย หมวกขุนนางกันทั้งหมด ราชสานักต้าหลีจะไม่เรียกตัวมาใช ้งาน ตลอดกาล นอกจากนี้แล้วผู้ว่าของในจังหวัดไปจนถึงขุนนางผู้ดูแล หลักล้วนถูกลงโทษกันทั้งหมด แม้กระทั่งจวนเซียนบนภูเขาที่อยู่ ใกล้เคียง รวมไปถึงพรรคในยุทธภพอีกหลายแห่งต่างก็เจอกับหายนะ ที่ไม่ทันคาดฝัน หากไม่ถูกจับขังคุกก็ถูกขับไล่ออกจากอาณาเขตไป โดยตรง…หลังจากนั้นมา ขอแค่เกิดเรื่องที่หน่วยส่งข่าวทาเอกสาร หาย ราชส านักควรจะลงโทษอย่างไร ควรจะลงโทษใคร โทษเล็กหรือ ใหญ่ ก็ล้วนจัดการไปตามผลลัพธ ์ของเรื่องในครั้งนี้ เพื่อเป็ นกรณี ตัวอย่างให้กับกรมอาญา กลายมาเป็ นกรณีที่ถูกก าหนดไว้แน่นอน ของต้าหลี ฟังมาถึงตรงนี้ เฉินผิงอันก็ยิ้มเอ่ยประโยคหนึ่งว่า อู๋ยวน ข้ารู ้ถึงความหมายของเจ้า และข้ายังรู ้ด้วยว่าเรื่องนี้ตั้งแต่ต้นจนจบ

จะต้องเป็ นการกระท าอย่างจงใจของศิษย์พี่ชุยอย่างแน่นอน ดังนั้น เจ้าอยากถามข้าว่าขุนนางที่พลอยได้รับโทษเพราะมีส่วนต้อง รับผิดชอบซึ่งต้องสูญเสียหมวกขุนนางไปพวกนั้น ถือว่าถูกใส่ร ้าย หรือไม่ ราชส านักต้าหลีควรหรือไม่ควรที่จะใส่ร ้ายพวกเขา? ตอน นั้นอู๋ยวนที่นั่งอยู่บนชั้นหนึ่งของเรือนไม้ไผ่นั่งหันหน้าเข้าหากระถาง ไฟใบหนึ่ง ยื่นมือไปอังไฟหาความอบอุ่น นั่งตรงข้ามกับราชครูคน ใหม่อู๋ยวนพยักหน้า เพิ่มน้าหนักเสียงให้มากขึ้น ถามว่าในฐานะที่ พวกเราเป็ นคนที่รู ้เรื่องวงในควรจะจงใจใส่ร ้ายพวกเขาหรือไม่?

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!