หันกลับมามองสตรีที่มีมาดของปรมาจารย์มากยิ่งกว่าคนนั้น กลับพูดอย่างตรงไปตรงมาว่าคุณสมบัติของนางธรรมดา ยังเรียนวร ยุทธได้ไม่ถึงแก่นแท้ หากใครรู ้สึกว่านางอาจจะชี้ทางผิดทาให้ เสียเวลาก็สามารถเปลี่ยนคนสอนหมัดได้
แต่ผู้ถ่ายทอดมรรคาของคนอีกแปดคนกลับยังไม่ได้ปรากฏตัว
ทางฝั่ งของภูเขาลั่วพั่วไม่พูด พวกเขาก็ไม่กล้าถาม การ ช่วยเหลือคนของตระกูลเซียนยากที่จะใช ้หลักการเหตุผลทั่วไปมา วิเคราะห์มากที่สุดแล้ว คุณสมบัติฐานกระดูก นิสัยใจคอโชควาสนา การฝึกฝนในภายหลัง ฯลฯ ไม่ว่าอะไรก็ล้วนต้องดูหมด
พวกเขาแต่ละคนจึงได้แต่ฝึกหลอมลมปราณตามวิชาคาถาที่เล่า เรียนมาก่อนหน้านี้กันไปก่อน
ตอนที่อยู่บนเรือข้ามฟาก เด็กหนุ่มเด็กสาวหลายคนนัดหมาย กันไว้แล้วว่าหากมีเวลาว่างจะต้องไปเดินเล่นที่หน้าประตูภูเขาของ ภูเขาลั่วพั่ว เวลานี้พวกเขาเริ่มใจสั่น ไม่กล้ามีความคิดนี้แล้ว
กลัวก็แต่ว่าพอลงไปจากภูเขาเที่ยวอวี๋แล้วจะถูกจับได้ แล้วได้ยิน ประโยคว่าพวกเจ้าสามารถเก็บสัมภาระกลับบ้านกันไปได้แล้ว
ระหว่างภูเขาเที่ยวอวี่กับภูเขาลั่วพั่ว ว่ากันว่ายังมีเนินฝูเหยาที่ เป็ นภูเขาใต้อาณัติกั้นขวางอยู่ ยามที่อากาศปลอดโปร่งสามารถ มองเห็นทัศนียภาพของเนินฝูเหยาได้ไกลๆ หากโชคดียังอาจจะได้ เห็นยอดเขาจี้เซ่อที่มีไอหมอกล้อมวนได้อีก ศาลบรรพจารย์ของ ภูเขาลั่วพั่วถูกสร ้างไว้ที่นั่น ยิ่งมองเห็นไม่ชัดเท่าไรก็ยิ่งทาให้คน อยากรู ้อยากเห็นมากเท่านั้น คาดหวังอย่างยิ่งว่าการประชุมศาล บรรพจารย์ครั้งถัดไปจะมองเห็นภาพที่เขียนเหรินทะยานลมปราณ กระบี่ดุจสายรุ ้งอยู่ไกลๆ
ผ่านไปได้แค่ไม่กี่วัน คนทั้งแปดก็ต้องเปลี่ยนภาพจาต่ออาจารย์ สอนหมัดทั้งสองคนครั้งใหญ่ คนแซ่เจิ้งผู้นั้นเอ้อระเหยลอยชาย ไม่ ท าอะไรเป็ นการเป็ นงาน แต่กลับมีความสามารถอยู่บ้างจริงๆ
กลับเป็ นปรมาจารย์หญิงแซ่เฉินที่หากไม่เป็ นเพราะนางจงใจอา พรางฝีมือ ไม่ยินดีจะถ่ายทอดวิชาให้หมดหน้าตักก็คงเป็ นหมอนปัก ลายบุปผาแล้ว กระบวนท่าเดินและกระบวนท่าหมัดที่นางสอนอยู่ใน กฎระเบียบเคร่งเครียด เพียงแค่นี้เท่านั้น
เจิ้งต้าเฟิงหัวเราะคิกคัก จงใจไม่พูดอะไร กลับกันยังจงใจราด น้ามันลงบนกองเพลิง สอนวิชาหมัดหลายวิชาให้กับผู้มีพรสวรรค์ ด้านการเรียนวรยุทธที่สายตามองสูงไม่เห็นหัวใครแปดคนนั้น หาก ไม่ใช่วัตถุดิบที่ดี ราชสานักต้าหลีก็ไม่มีทางกล้าส่งมาให้สิ้นเปลือง เวลาฝึกตนอันล้าค่าของเจ้าขุนเขาเฉิน ทุกคนมีปณิธานหมัดติดตัว อยู่บนร่างแล้ว อีกทั้งยังผ่านการตรวจสอบจากกองโหราศาสตร ์อย่าง
ลับๆ มาก่อน พวกเขามีชะตาบู๊ติดกายกันจริงๆ หากไม่เป็ นเช่นนี้ คาดว่าตัวอ่อนผู้ฝึกกระบี่กลุ่มถัดไปที่ถูกคัดเลือกมาอย่างตั้งใจ ราช ส านักต้าหลีก็คงไม่กล้าส่งมาที่ภูเขาลั่วพั่วอีก
ทุกครั้งที่หยุดพักจากการสอนหมัด ยามที่เฉินยวนจีอยู่เพียง ล าพังบนลานประลองยุทธ นางมักจะเม้มปากโดยไม่รู ้ตัวเสมอ พอถึง ช่วงกลางคืนก็จุดตะเกียงบนโต๊ะ อ่านต าราหมัดล้าค่าที่อาจารย์จู เรียบเรียงขึ้นมาด้วยตัวเองและคัดลอกมาให้นาง หลายครั้งที่นาง อยากจะไปหาอาจารย์จูที่ภูเขาลั่วพั่ว หรือไม่ก็ตรงไปหาเฉินผิงอัน บอกว่านางไม่สอนหมัดแล้ว ไม่ได้เอาแต่ใจ แต่เป็ นเพราะเฉินยวนจี คิดจริงๆ ว่าขอบเขตและคุณสมบัติของตัวเองล้วนไม่เพียงพอ หากจะ ถามว่าในใจมีความน้อยเนื้อต่าใจหรือไม่ เฉินยวนจีก็ย่อมมีอยู่บ้าง
ภายใต้แสงสนธยาที่ปกคลุม ก้อนเมฆริมขอบฟ้ าเหมือนเปลว เพลิง สาดประกายสีแดงเจิดจ้า ประหนึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ยุคบรรพกาลทุบ ประการังจ านวนนับไม่ถ้วนให้แตกเป็ นเศษเล็กเศษน้อย ต้นหลิวต้น หยางในภูเขาพลิ้วไสวไปตามสายลม แสงอัสดงอาบย้อมหินผา ขับ ให้หินผาด าทะมึนดุจกองเหล็กทับถม
หลังจากเผยเฉียนออกจากพื้นที่มงคลรากบัวก็มาที่ลานประลอง ยุทธของภูเขาเทียวอวี๋นางแอบสังเกตการณ์อยู่ลับๆ พักหนึ่ง รอ กระทั่งเฉินยวนจีบอกว่าให้พักสักครู่ เผยเฉียนก็ไปนั่งที่หลังคาเรือน
บนลานประลองยุทธไม่มีเสียงซุบซิบใดๆ เพราะถึงอย่างไรที่นี่ก็ คือภูเขาใต้อาณัติของภูเขาลั่วพั่ว สวรรค์เท่านั้นที่รู ้ว่าจะมีเซียนเหริน
ร่ายวิชามองขุนเขาสายน้าผ่านฝ่ามือมองไกลๆ จากภูเขาลั่วพั่วมายัง ที่แห่งนี้หรือไม่?
พวกเขาเคารพกฎระเบียบ ไม่กล้าก่อเรื่องกันแม้แต่น้อย ปากไม่ พูดอะไร ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับพูดแทนจนหมดสิ้นแล้ว
นี่ท าให้เฉินยวนจีรู ้สึกไม่ค่อยดีนัก ทว่ากลับได้แต่แสร ้งท าเป็ นว่า ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ขณะเดียวกันก็ท าให้เฉินยวนจีพลันเข้าใจถึงหลักการเหตุผลข้อ หนึ่งที่อาจารย์จูพูดเองกับปาก แต่น่าเสียดายที่ตอนนั้นนางยังรู ้สึกไม่ ลึกซึ้งนัก เป็ นนางที่ตัวอยู่ท่ามกลางความสุขแต่กลับไม่รู ้ตัว
ที่แท้เมื่อก่อนคนทั้งบนและล่างภูเขาลั่วพั่ว ไม่ว่าใครก็ไม่เห็นเรื่อง ขอบเขตสาคัญ นี่คือเรื่องจริง ไม่ใช่เพียงในดวงตาเท่านั้น ในใจก็ไม่ คิดเป็ นจริงเป็ นจัง ไม่คิดเล็กคิดน้อย
เฉินยวนจีได้ยินเสียงคนเรียกว่าพี่หญิงเฉิน
นางได้ยินน้าเสียงที่คุ้นเคย แต่กลับเป็ นคาเรียกขานที่ไม่คุ้นหูก็ พลันคืนสติ หันหน้าไปมอง เห็นว่าเป็ นเผยเฉียน เฉินยวนจีก็อึ้งตะลึง นางเพียงแค่ผงกศีรษะยิ้มให้ตามความเคยชิน ลืมที่จะกุมหมัดคารวะ กลับคืนด้วยซ้า เพราะถึงอย่างไรในอดีตยามที่ทั้งสองพบเจอกันก็ มักจะปล่อยตัวกันตามสบายเช่นนี้
รอกระทั่งเผยเฉียนเผยกาย บนลานประลองยุทธก็เกิดเสียงฮือฮา ไม่เหมือนกับอิ่นกวานหนุ่มผู้นั้น รูปโฉมและการแต่งกายของเผย เฉียนเป็ นสิ่งที่คนบนภูเขาคุ้นเคยกันมานานแล้ว
หาไม่แล้วในแจกันสมบัติทวีปทุกวันนี้ก็คงไม่มีสตรีในยุทธภพที่ สวมชุดสีด า มัดผมเป็ นมวยกลมกลางศีรษะ แต่ละคนใช ้นามแฝงว่า ‘เจิ้งเฉียน” มากมายขนาดนั้น
เผยเฉียน ปรมาจารย์เผย! หนึ่งในสี่ปรมาจารย์ใหญ่จากการ ประเมินวรยุทธของแจกันสมบัติทวีปที่อาศัยความสามารถคว้าฉายา “เจิ้งชิงหมิง” “เจิ้งซาเฉียน” มาจากในสนามรบของเมืองหลวง ส ารองต้าหลี
เผยเฉียนก็ไม่เปลืองน้าลายพูดกับพวกเขาแม้แต่ครึ่งคา บอกว่า นางจะกดขอบเขตอยู่ที่ขอบเขตสี่ พวกเจ้ากรูมาพร ้อมกัน จาไว้ว่า ต้องเข้ามาพร ้อมกัน
หนึ่งหมัดหนึ่งคน ต่อยจนคนทั้งแปดลงไปนอนชักกระตุกอยู่บน พื้น คล้ายกับกาลังเดินนิ่งไม่หยุด
เผยเขียนพูดด้วยสีหน้าเย็นชา “เป็ นเศษสวะกันหมดเลยหรือ คู่ควรจะมาเรียนหมัดที่นี่ด้วยหรือ? พวกเจ้าก็คู่ควรให้เฉินยวนจีสอน หมัดให้พวกเจ้าด้วยหรือ?!”
“ลุกขึ้นมา! นับถึงสาม ใครที่ลุกไม่ไหวก็ออกไปจากภูเขา เที่ยวอวี่ ไปหายอดฝีมือคนอื่นมาสอนหมัดกันได้เลย แต่ละคนดวงตา
งอกอยู่บนขนคิ้วกันนักไม่ใช่หรือ ยังกลัวว่าจะหาคนสอนหมัดไม่ได้ อีกหรือไร?”
ลูกกระต่ายน้อยที่มีความรู ้แค่ครึ่งๆ กลางๆ อย่างพวกเจ้าก็มี คุณสมบัติจะมาดูถูกพี่หญิงเฉินด้วยหรือ?!
ไม่รอให้เผยเฉียนนับถึงสามก็มีคนเจ็ดคนรีบลุกขึ้นยืนโซเซ เหมือนโดนไฟลนก้น และยังมีเด็กสาวที่กระดูกเปราะบางที่สุดคนหนึ่ง ที่ถูกคนข้างกายซึ่งเป็ นเด็กหนุ่มลักษณะเย็นชาประคองขึ้นมา ผลคือ นางแค่ถูกเผยเฉียนกวาดตามามองทีเดียวก็ตาแดงก่าทันใด เด็กสาว ที่หัวสมองว่างเปล่ากัดริมฝีปากแน่น ไม่กล้าส่งเสียงร ้อง
เผยเฉียนเอ่ยเสียงจริงจัง “เดินนิ่งหกก้าวสองชั่วยาม หาก เรี่ยวแรงไม่พอ ต่อให้ต้องคลานอยู่บนพื้นก็ต้องคลานให้ครบสองชั่ว ยาม หากทาไม่ได้ก็เก็บสัมภาระไปปูพื้นนอนที่ตีนเขาซะ”
เจิ้งต้าเฟิ งนั่งยองอยู่ห่างไปไกล แอบมีความสุขบนความทุกข์ ของผู้อื่น
เผยเฉียนมองคนพวกนี้ ยิ่งมองไฟโทสะก็ยิ่งลุกโชน ล้วนเป็ นคน ที่เรียนหมัดฝึกวรยุทธตั้งแต่อายุยังน้อย หากพวกเจ้าไปอยู่ชั้นสอง ของเรือนไม้ไผ่ วันนั้นก็สามารถม้วนเสื่อไสหัวกลับไปได้เลย
เผยเฉียนรู ้สึกลาบากใจอยู่บ้าง แต่เฉินผิงอันกลับยิ้มเอ่ยว่า “สอนได้ไม่เลว คราวหน้าสอนอีก แต่ขอให้มีใจที่นิ่งสงบสักหน่อยจะดี ยิ่งกว่าเดิม”
เผยเฉียนพยักหน้า “เป็ นข้าที่ไม่มีความอดทน อันที่จริงปีนั้นข้า แย่กว่าพวกเขาเยอะเลย วันนี้หงุดหงิดใส่พวกเขาก็ไม่มีเหตุผลเอา
เสียเลย อาจารย์พ่อ คิดไปคิดมา บางทีอาจเป็ นเพราะข้าโมโหที่ปีนั้น ตัวเองไม่รู ้ความกระมัง?”
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “เจ้าวิจารณ์ตัวเองอย่างนี้แล้ว แล้วอาจารย์ พ่อจะเขกมะเหงกใส่เจ้าได้อย่างไร”
เผยเฉียนยิ้มกว้าง คาพูดออกมาจากใจจริง แต่กลับหลอก อาจารย์พ่อไม่ได้
เฉินผิงอันรู้สึกล าพองใจนิดๆ ในที่สุดเฉินยวนจีก็ไม่ได้ใช ้สายตา มองอันธพาลที่ต่อให้จะมองดูแล้วไม่เหมือน แต่ก็เป็ นเพราะเจ้าเส แสร ้งได้ดีแบบนั้นมามองตนแล้ว
ไม่ง่ายเลยจริงๆ เผยเฉียนกล่าว “ถ้าอย่างนั้นข้ากลับใบถงทวีปแล้วนะ” เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “อยู่ต่ออีกหลายๆ วันก็ได้”
เป็ นช่วงที่ชาวนายุ่งกับการทานาและเก็บใบชา โรงเรียนใน หมู่บ้านชนบทก็หยุดสอนระยะหนึ่ง ตอนนั้นพวกเด็กๆ เบิกบานใจกัน มาก อาจารย์กลับรู ้สึกว่าสอนหนังสือเป็ นเรื่องยากจริงๆ ขออย่าให้ กลายเป็ นว่าพอเปิดเรียนอีกครั้งก็มีเด็กลาออกอีกนะ
……
ก่อนหน้านี้ตอนอยู่กาแพงเมืองปราณกระบี่ เฉินผิงอันได้มอบ ยันต์สามภูเขาแผ่นหนึ่งให้กับเฒ่าหูหนวกเพื่อสะดวกให้ผู้ถวายงาน คนใหม่เดินทางมายังภูเขาลั่วพั่ว
เฒ่าหูหนวกไม่รู ้หนักเบา แค่คิดว่ามันเป็ นยันต์ใหญ่บนยอดเขา ทั่วไป แม้จะใช ้ดีก็จริงแล้วก็ไม่รู ้สึกว่าร ้อนลวกมือสักเท่าไร เพียงแต่ น่าเสียดายที่ยันต์นี้ร่ายใช ้ได้แค่สามครั้ง หาไม่แล้วจะต้องผลาญ ขีดจากัดของบุญกุศลที่ตัวเองสะสมไว้ ไม่อย่างนั้นขอแค่เป็ นสถานที่ ที่มีภูเขาเขียวบนโลกมนุษย์ก็จะไม่เท่ากับว่าเป็ นที่พักพิงให้กับผู้ที่ถือ ยันต์ได้หมดเลยหรือ เป็ นวิชาการหลบหนีที่ดีเยี่ยม! แต่เซี่ยโก่วกลับรู ้ รากฐานของอาจารย์ชานชานจิ๋วโหวผู้นั้นดี นางจึงจงใจไม่บอกให้ผู้ ถวายงานทั่วไปอย่างเฒ่าหูหนวกรู ้
เจิ้งชิงเจียอยู่บนภูเขาลั่วพั่ว สุดท้ายไม่ได้รอจนได้พบกับ “อาจารย์เสี่ยวโม่” ที่เป็ นบรรพบุรุษครึ่งตัวคนนั้นก็ต้องติดตามกู้ช่าน ไปเยือนสถานที่แห่งหนึ่งที่ชื่อว่าแคว้นอวิ๋นเหยียนที่ใบถงทวีปแล้ว กู้ช่านบอกว่าอยู่ที่นั่นนางมีเพื่อนเก่าอยู่ไม่น้อย ให้นางเตรียมใจให้ พร ้อม
เจ้าของล าคลองเย่ถั่วคนเก่า หย่างจื่อปีศาจใหญ่ราชาบนบัลลังก ์ จิ่งสิง” ผู้ถวายงานหญิงของราชวงศ์ต้าเฉวียนในทุกวันนี้
และยังมีเถาถึงแห่งเปลี่ยวร ้างที่ตอนอยู่ในภูเขาใหญ่แสนดี้ต้อง นอนหมอบอย่างอ่อนระโหยโรยแรงทุกวัน ทุกวันนี้คือนักพรตเนิ่น แห่งไพศาลที่หยัดยืนอยู่ในกลุ่มผู้กล้าอย่างองอาจ
นครจินชุ่ยทั้งแห่งถูกอาจารย์เจิ้งหลอมเป็ นภาพมายาไปนานแล้ว และอาจารย์เจิ้งก็ได้สอนวิชาเปลี่ยนภาพมายาให้กลายเป็ นของจับ ต้องได้จริงให้กับนาง แค่รอให้กู้ช่านเลือกที่ตั้งสานักได้ เจิ้งชิงเจียก็ สามารถเอามันออกมา หยั่งรากลงพื้น ในอนาคตหากอยากย้ายไป อยู่ที่อื่นก็ง่ายเหมือนยกมือ และในนครจินชุ่ย ผู้ฝึกตนทาเนียบที่ทุก วันนี้ยังถูกปิดหูปิดตาล้วนไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างตี๋ก่วงอวิ้น ไม่เคย ถูกเจิ้งชิงเจียปล่อยออกมา อยู่ในดินแดนที่เหมือนเกิดสุริยปราคาทั้ง วันคืน กระวนกระวายไม่เป็ นสุข ไม่รู ้ว่าทาไมฟ้ าถึงเปลี่ยนสี
รอกระทั่งเรือข้ามทวีปลานี้ออกไปพ้นจากอาณาเขตของฉู่โจว เจิ้งชิงเจียก็สะบัดลูกศิษย์ผู้สืบทอดคนนั้นออกมาจากชายแขนเสื้อ รู ้ ว่าใต้เท้าอิ่นกวานกลับมาที่ภูเขาแล้ว ทั้งยังได้พบหน้าพูดคุยกับ อาจารย์ ตี๋ก่วงอวิ้นก็บ่นพึมพ าด้วยสายตาไม่พอใจ บ่นว่าอาจารย์ไม่ สงสารตน ไม่ได้ส่งเสริมให้ผู้อื่นสมหวังในสิ่งดีงาม…กู้ซ่านยิ้มมีเลศ นัย เจิ้งชิงเจียจึงได้แต่บอกกับลูกศิษย์ผู้สืบทอดคนนี้ว่าตอนนี้มีใคร บางคนอยู่ในใต้หล้าไพศาลด้วย หากเจ้ายังตามตื้ออิ่นกวานหนุ่มอยู่ เช่นนี้ ระวังนางจะใช ้กระบี่ฟันหัวขาด ถึงเวลานั้นอาจารย์คงได้แต่ ช่วยเก็บหัวให้เจ้า หวังเพียงว่านางจะไม่ท าลายร่างจริงและจิต วิญญาณของเจ้าให้แหลกเละแม้ว่าตี๋ก่วงอวิ้นจะไม่กลัวฟ้ าไม่เกรงดิน แต่กลับหวาดกลัวหนิงเหยาที่ไม่เคยพบเจอผู้นั้นมาก เหตุผลก็เรียบ ง่ายอย่างยิ่ง ยิ่งขอบเขตของหนิงเหยาสูงเท่าไร นางก็ยิ่งไม่ชอบใต้
หล้าเปลี่ยวร ้างมากเท่านั้น โธ่เอ้ย เป็ นผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตบินทะยาน ก็คิดว่าตัวเองร ้ายกาจนักหรือไร

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!