ครั้งนี้คนที่มารับแขกที่ท่าเรือยังคงไม่ใช่เฉินผิงอันที่ยังอยู่ใน สภาวะปิ ดด่าน แต่เป็ นผู้คุมกฏฉางมิ่งและเฉวียนฝู่ เหวยเหวินหลง แน่นอนว่ายังมีเผยเฉียนด้วยอีกคน
ส่งแขกจากแผ่นดินกลางกลุ่มนี้ไปพักที่เรือนส่วนตัวในภูเขาลั่ว พั่ว
บนยอดเขาของไพศาลมีเรื่องราวอยู่มากมาย เล่าลือกันว่าตอนที่ อวี๋เสวียนยังหนุ่มบางทีอาจจะเคยเจอกับเรื่องยากลาบากจากฝีมือ ของผู้ฝึกกระบี่มาก่อน ทุกครั้งก่อนจะลงจากภูเขาไปหาประสบการณ์ จึงจาเป็ นต้องเตรียมยันต์กักกระบี่ไว้ล่วงหน้าหลายร ้อยแผ่น
ภายหลังพิสูจน์มรรคาเป็ นบินทะยาน หากว่ามีลูกศิษย์ผู้สืบทอด ได้ออกไปหาประสบการณ์ อวี๋เสวียนก็ยังไม่ลืมเรียกอีกฝ่ ายมาถาม ต่อหน้าว่าต้องการยันต์กักกระบี่ปึกหนึ่งไว้ติดกายหรือไม่ ที่อาจารย์ ยังเหลืออยู่อีกเยอะ
ได้ยินว่าเจ้าขุนเขาเฉินก าลังปิดด่าน นักพรตพวกนี้ก็ไม่รู ้สึกขุ่น ข้องหมองใจแม้แต่น้อยผู้ที่ฝึกบาเพ็ญตน จานวนวันที่ปิดด่านอาจ นานหลายเดือนหรือถึงขั้นหลายปี นี่เป็ นเรื่องที่ปกติอย่างมากแล้ว
การปิดด่านครั้งสุดท้ายของตัวเซวียเทียจวินเองก็นานถึงสี่สิบปี นั่นยังไม่ใช่เพื่อการฝ่ าทะลุขอบเขตอะไรอีกด้วย แค่เพื่อต้องการ ตรวจสอบยันต์สามแผ่นเท่านั้น
และการเดินทางมาในครั้งนี้ อาจารย์ก็ได้บอกกล่าวกับเขาอย่าง ชัดเจนแล้วว่าไม่ว่าต้องใช ้เวลานานหรือสั้น ก็ให้อยู่ที่ภูเขาลั่วพั่วของ สหายเฉินให้นานสักหน่อย พวกเจ้าอยู่ได้นานกี่วันก็ให้นานเท่านั้น หากยินดีจะฝึกตนอยู่ที่นั่นเป็ นเวลานานก็ยิ่งดี
ไปถึงตรงซุ้มป้ ายหน้าประตูภูเขา เด็กชายผมขาวก็จดชื่อตาม กฎ เซียนเว่ยคนเฝ้ าประตูเห็นนักพรตตัวจริงที่มีกลิ่นอายเซียน ล่องลอยกลุ่มนี้ก็รู ้สึกละอายใจที่สู้ไม่ได้อยู่บ้าง
ในอาณาเขตของฉู่โจว ภูเขาเขียวเหมือนหนังสือที่วางทับซ ้อน กันอย่างเป็ นระเบียบส่วนภูเขาสูงก็สูงทัดเทียมกับแผ่นฟ้ า ภูเขาลึก ซ่อนจิตวิญญาณ แขกผู้มาเยือนจับกลุ่มกันเดินเล่นยามเช ้าตรู่ ไอ หมอกผุดลอยขึ้นระหว่างภูเขา ล้อมวนอยู่เหนือพื้นดิน ลมเย็นพัด โชยใต้รักแร ้ ดังทาให้ข้าเลื่อนขั้นกลายเป็ นเซียน ทันใดนั้นก็ได้เจอ เด็กสองคนบนเส้นทาง คนหนึ่งชุดเขียว คนหนึ่งชุดดา สีสันงดงาม
เฉินหลิงจวินที่มาเดินลาดตระเวนภูเขาเป็ นเพื่อนหมี่ลี่น้อยสอด สองมือรองไว้ใต้ท้ายทอย โคลงศีรษะไปมา “หมี่ลี่น้อยอ่า ทาไมเจ้าถึง ได้มีความสุขแบบนี้ทุกวันเลยล่ะ”
หมี่ลี่น้อยตบกระเป๋ าผ้าฝ้ ายเบาๆ ต่อให้รอบกายจะไม่มีใครอยู่ ด้วยก็ยังกดเสียงลงต่าเอ่ยว่า “ข้ามีเงินไงล่ะ”
สัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหวจากจุดที่ห่างไปไกล เฉินหลิงจวินก็ ใช ้เสียงในใจเอ่ยเตือน “อย่าเพิ่งคุยกัน มีแขกมาเยือน เจ้าไปเดินข้าง หลังข้า”
โดยทั่วไปแล้วแขกที่ขึ้นมาบนภูเขาได้ ล้วนรับประกันทั้งเรื่อง ตบะและนิสัยใจคอ แต่ไม่อาจรับรองได้ว่าใครจะทาให้หมี่ลี่น้อยที่ไม่ ใจกล้ามากพอตกใจได้
แล้วนับประสาอะไรกับที่ญาติมิตรในหมู่ชาวบ้านล่างภูเขาก็ยัง ตะโกนพูดกันข้ามภูเขาได้เลย
หากจะบอกว่าเฉินหลิงจวินฉลาดหรือไม่ฉลาด บอกได้ยากมาก แต่หากจะบอกว่าเฉินหลิงจวินไม่มีประสบการณ์ในยุทธภพ ต ารา “รวมเล่มคนผ่านทาง” เล่มนั้นเขียนไปอย่างเสียเปล่าหรือ?
หมี่ลี่น้อยพยักหน้ารับแรงๆ เดินย่องเบาๆ ไปอยู่ด้านหลังจิ่งชิง
“เซียนกระบี่เฉินผู้นั้นอายุน้อยเหลือเกิน จะเป็ นมนุษย์ที่ถูกมอง เป็ นเทพเจ้าหรือไม่?”
“อาจารย์อาติง นักพรตอย่างพวกเราบุกโจมตีอย่างแข็งแกร่งจะ สามารถเอาชนะจิตมารได้จริงหรือ?”
“บรรพจารย์ให้พวกเราเดินทางมาที่นี่ เพราะตั้งใจจะทาอะไร? เซ วียเทียนจวินก็ไม่พูดอะไรแม้แต่ครึ่งคา จะปล่อยให้แต่ละวันเสียเปล่า ไปแบบนี้หรือ? ต่อให้ทัศนียภาพในภูเขาจะงดงามแค่ไหน เดินชม รอบสองรอบก็ไม่มีความแปลกใหม่อะไรแล้ว”
แขกที่กาลังเดินเล่นกลุ่มนั้นพูดคุยกันมาตลอดทาง เพียงแต่ใช ้ วิธีการของยันต์ที่สืบทอดกันมาอย่างลับๆ จึงไม่กลัวว่าก าแพงจะมีหู ไม่ได้สงสัยในภูเขาลั่วพั่ว แต่ถึงอย่างไรเมื่อใช ้วิธีการเช่นนี้ก็สามารถ ทาตัวตามสบายได้มากหน่อย ทั้งสองฝ่ายเดินขยับเข้ามาใกล้กันแล้ว พวกเขาก็พากันหยุดเดิน ก้มหัวคารวะเด็กทั้งสองตามขนบลัทธิเต๋า พอถามถึงได้รู ้สถานะของอีกฝ่ าย เด็กชายชุดเขียวมีฉายาว่าจิ่งชิง คือผู้ฝึกตนทาเนียบของภูเขาลั่วพั่ว พออีกฝ่ ายได้ยินว่าพวกเขามา จากสานักเบื้องล่างภูเขาเถาฝูก็มีสีหน้าเหยเกทันใด
แม่นางน้อยชุดดาท่าทางประหลาดคนนั้นแบกคานหาบสีทองไว้ บนไหล่ ในมือถือไม้เท้าไผ่เขียว บอกว่าตัวเองชื่อโจวหมี่ลี่ นางไม่ได้ บอกกล่าวสถานะ เพียงแค่ก าเชือกของกระเป๋ าผ้าฝ้ ายไว้แน่น อด ตื่นเต้นอย่างห้ามไม่ได้
เฉินหลิงจวินโอภาปราศรัยกับพวกเขาอยู่สองสามประโยค รับรองแขกได้อย่างเหมาะสม
นักพรตกลุ่มนี้ต่างก็มีประวัติความเป็ นมากันทั้งนั้น
ภูเขาเถาฝูปฐมสานักสานักดั้งเดิม บรรพจารย์เปิดภูเขาคืออวี๋เส วียน พื้นที่ประกอบพิธีกรรมตั้งอยู่บนยอดเขาเถียนจินซึ่งเป็ นภูเขา บรรพบุรุษ
สานักเบื้องบนมีชื่อว่าภูเขาอวี่ฮว่า เกิดจากการทับซ ้อนกันของ ยันต์หลายล้านแผ่นจนกลายเป็ นภูเขา ว่ากันว่าเมื่อร ้อยปีก่อนก็สะสม ยันต์ได้มากถึงเก้าล้านกว่าแผ่น เกือบจะถึงสิบล้านแล้ว
สานักเบื้องล่างสามแห่งได้แก่ตาหนักเฟยเซียน มีคาเรียกขานที่ งดงามว่าดินแดนไท่ชิง ถูกขนานนามว่าเป็ นเมืองหลวงของเทพเซียน มีอารามอยู่ทั่วทุกหนแห่ง เกาเจินก็มีมากมายหลายคน นักพรตของ สานักอื่นที่มาฝึกหลอมลมปราณกลายเป็ นเซียนอยู่ที่นี่มีต่อเนื่องไม่ ขาดรุ่น
ก่อนหน้านี้เจินเหรินผู้เฒ่าลู่ยงได้พบกับเฉินผิงอันแล้ว พูดคุย กันแค่สองสามค าก็เจรจาเรื่องที่จะให้จ้าวจูมารับหน้าที่เป็ นเค่อชิงของ ภูเขาลั่วพั่วได้ส าเร็จ คงเป็ นเพราะสัมผัสได้ถึงท่าทางอ่อนระโหยของ เจ้าขุนเขาเฉิน ลู่ยงจึงไม่ได้พูดถึงเรื่องการจิบเหล้าเล็กๆ น้อยๆ ให้ พอเป็ นกระษัยอะไร เพียงไม่นานก็ขอตัวลากลับไป พูดแค่ว่าคราว หน้าก่อนจะมีการประชุมศาลบรรพจารย์ยอดเขาจี้เซ่อให้บอกกล่าว กับต าหนักพยัคฆ์เขียวสักค า เขาจะพาจ้าวจู้มาที่ภูเขาลั่วพั่วด้วยกัน การราลึกความหลังก็เหมือนดื่มสุรานี่นะ ยิ่งช ้าก็ยิ่งหวานหอมเจินเห รินผู้เฒ่าถึงขั้นไม่ให้เฉินผิงอันไปส่งที่หน้าประตูภูเขา บอกว่าตนเอง นัดหมายกับสหายจิ่งชิงไว้เรียบร ้อยนานแล้ว จะไปเที่ยวที่จวนวารี แม่น้าเถี่ยผู่ด้วยกัน ไปพบป้ ายเติงฝู่ จวินคนใหม่ของที่นั่นเสียหน่อย เฉินผิงอันพยักหน้ายิ้มรับ บอกว่าตกลง
ภูเขาลั่วพั่วมี “สามพี่น้องที่มหามรรคาสอดคล้องกัน เพิ่มมาใหม่ ป้ ายเติงผู้ฝึกกระบี่เผ่าพันธุ์มังกร ฉายาจ้าวจวิน ทุกวันนี้เลื่อนขั้นเป็ น เทพวารีตาแหน่งสูงของแม่น้าเถี่ยฝูแล้วเกาเกิงขอบเขตหยกดิบ คือ
ศิษย์เอกของจิงเฮาขอบเขตบินทะยานเฒ่าแห่งหลิวเสียทวีปและยังมีผี ที่เคยมีฉายาว่าอิ๋นลู่แห่งนครเซียนจาน ทุกวันนี้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็ น เฉิงฉว่อ อยู่บนภูเขาลั่วพั่ว พวกเขาดื่มเหล้าเหมือนดื่มน้าเป็ นเพื่อน เด็กชายชุดเขียวอยู่ทุกมื้อ ดื่มจนพี่น้องสามคนที่มีทุกข์ร่วมต้าน ทุก วันนี้ร่ารวยสูงศักดิ์กันแล้ว ไม่ว่าใครก็ไม่กล้าพูดคาว่าเหล้าออกมา เกาเกิงยังไม่ได้กลับไปที่ภูเขาชิงกงหลิวเสียทวีป อาจารย์มีคาสั่งให้ เขาอยู่ที่นี่นานอีกหน่อย สานสัมพันธ ์อันดีกับสหายจิ่งชิง ส่วนกิจธุระ ในภูเขาชิงกงที่เดิมทีเป็ นหน้าที่ของเกาเกิงก็ไม่จ าเป็ นต้องสนใจ ขาด เขาเกาเกิงไป ภูเขาชิงกงก็ยังคงเป็ นภูเขาชิงกง แต่หากเจ้าเกาเกิง สามารถลงหลักปักฐานที่นี่ได้ก็เท่ากับว่าสร ้างคุณความชอบครั้ง ใหญ่ ทุกวันนี้เฉิงฉว่อก็ยิ่งเขียนบันทึกประจาวันอยู่ทุกวัน ยกตัวอย่าง เช่นวันนี้ออกจากบ้านไปรอบหนึ่ง มิอาจควบคุมจิตใจได้ เผลอหลุด ปากเอ่ยวาจาเหลวไหลอีกแล้ว ช่างน่าชังน่าละอายยิ่งนัก
การสืบทอดของระบบลัทธิขงจื๊อ นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนี้มีอยู่ สามกลุ่ม ปรมาจารย์มหาปราชญ์บุกเบิกฟ้ าดิน เป็ นผู้นาหลี่เซิ่งและ เจ็ดสิบสองปราชญ์ที่มีเทวรูปตั้งวางในศาลบุ๋น ดุจดวงตะวันยามแรก อรุณ สาดแสงทาลายความมืดมิด คือกลุ่มแรก เหวินเซิ่งดุจผู้หยั่งรู ้ ฟ้ าดิน ประหนึ่งดวงตะวันกลางนภา คือกลุ่มที่สอง เมื่อถึงกาลแห่งขุน นางเร ้นเงา ก็เฉิดฉายดั่งตะวันหวนสว่าง คือกลุ่มที่สาม ระบบที่สืบ ทอดจากสามกลุ่มนี้ล้วนเป็ นดั่งวันเวลาและโอกาส เหล่าผู้ศึกษาเล่า เรียนมิอาจไม่รู ้…
เดิมทีก็แค่เขียนความเข้าใจเล็กๆ น้อยๆ ของตนลงไปในบันทึก ประจาวันเท่านั้น ผลคือไม่รู ้ว่าใต้เท้าอิ่นกวานเห็นได้อย่างไร เฉิงฉว่อ ที่นั่งลาพองใจอยู่ข้างโต๊ะ ท้ายทอยถูกก้อนอิฐฟาดเน้นๆ หนักๆ ไป หนึ่งที
ผู้อาวุโสจิ่งชิงหลอกลวงข้ายิ่งนัก! ไหนบอกว่านายท่านเจ้า ขุนเขาของเจ้าไม่ชอบฟังคนอื่นเอ่ยคาประจบสอพลอมากที่สุด อย่างไรล่ะ มีเพียงชมว่าซิ่วไฉเฒ่าอาจารย์ของเขาความรู ้สูงส่ง ยิ่งใหญ่เพียงใด สรรเสริญว่าเขาเป็ นบัณฑิตที่เที่ยงแท้ ต้องมีคุณ ความชอบไม่มีความผิดแน่นอน?
ผลคือรอกระทั่งเจินเหรินผู้เฒ่าสู่กับเด็กชายชุดเขียวลดก้อนเมฆ มายังแม่น้าเกี่ยฝูจากนั้นต่างคนต่างทามุทราเลี่ยงน้า มาถึงหน้าประตู จวนวารี เทพวารีป๋ ายเติงและเฉิงฉว่อที่รับหน้าที่เป็ นกุนซือให้กับจวน วารีครึ่งตัวก็มารอกันอยู่ตรงนั้นแล้ว เข้าไปในจวน เดินผ่านระเบียงไป ตลอดทางกระทั่งมาถึงสถานที่แห่งหนึ่งที่เอาไว้รับรองแขกผู้สูงศักดิ์ โดยเฉพาะ ลู่ยงก็เห็นเจ้าขุนเขาเฉินที่ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มยืน อยู่ข้างโต๊ะ จัดวางอาหารและสุราไว้เต็มโต๊ะ แค่รอให้พวกเขามานั่ง ขยับตะเกียบยกจอกเท่านั้น
เจินเหรินผู้เฒ่ารู ้สึกซาบซึ้งใจ แต่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไร นั่งลงที่โต๊ะแล้ว ทุกอย่างล้วนอยู่ในสุรา
เฉินหลิงจวินจัดการเหล้ามื้อนี้ให้กับเจินเหรินผู้เฒ่าอย่างชัดเจน แจ่มแจ้ง คนนั่งหลักคนนั่งรอง คนนั่งเป็ นเพื่อนคนที่สามคนที่สี่ ต้อง ช่วยกันรับรองพี่ใหญ่ลู่ให้ดี ไม่เมาไม่กลับ
เฒ่าหูหนวกกับโยวอวี้ผู้เป็ นลูกศิษย์ได้เจอกับอิ่นกวานหนุ่มแล้ว ก็พักอยู่ที่หอบูชากระบี่ชั่วคราว พอมาถึงที่นี่ เฒ่าหูหนวกก็รู ้สึก เสียใจภายหลังนิดๆ แล้วจริงๆ อย่าว่าแต่อาณาเขตของหลงเฉวียน เลย ต่อให้เป็ นขุนเขาสายน้าของฉู่โจวต้าหลี ในสายตาของเฒ่าหู หนวกก็ยังมีพื้นที่แค่ฝ่ ามือเท่านั้น อย่าเห็นว่าเฒ่าหูหนวกที่อยู่ใน กาแพงเมืองปราณกระบี่ดูแลคุกแค่แห่งเดี่ยวเท่านั้น ทว่าอาณาเขต ของที่นั่นสะอาดสะอ้านทั้งยังกว้างใหญ่ สถานที่เล็กจิ๋วแค่นี้จะ เปรียบเทียบได้อย่างไร? แล้วนับประสาอะไรกับที่ก่อนหน้านี้พาลูก ศิษย์ออกมาจากกาแพงเมืองปราณกระบี่ กว่าจะปลีกตัวออกมาจาก เด็กชายผมขาวห้อยต่างหูงูเขียวสวมชุดคลุมอาคม พกกระบี่สั้นที่พูด เสียงดังหนวกหูมาได้ไม่ใช่เรื่องง่าย นี่เพิ่งผ่านไปแค่ไม่กี่วัน สองฝ่ าย ก็ได้เจอกันอีกแล้ว กลุ้มจริงๆ หวังเพียงว่าใต้เท้าอิ่นกวานจะพอมีมโน ธรรมในใจบ้าง ช่วยสานสะพานความสัมพันธ ์ให้ตนกับ “อาจารย์ เสี่ยวโม่” และผู้อาวุโสป๋ ายจิ่ง ให้ได้เรียนเวทกระบี่ชั้นสูงสักสามสี่บท ก็ไม่เสียแรงที่ตนยอมมาเป็ นผู้ถวายงานทั่วไปอยู่ที่นี่ วันหน้าไปที่นคร บินทะยานของใต้หล้าห้าสีก็สามารถพูดจาดีๆ แทนใต้เท้าอิ่นกวานได้ หลายประโยค เอ่ยคาพูดที่เป็ นธรรมซึ่งถามใจแล้วไม่ละอายได้หลาย ค า
ไปถึงหอบูชากระบี่ที่ค่อนข้างอยู่ห่างไกลทั้งยังเล็กแคบแห่งนั้น กระท่อมที่พักเรียบง่ายแต่เฒ่าหูหนวกกลับไม่ได้รู ้สึกว่ามอซอ แร ้นแค้นสักเท่าไร ก่อนหน้านี้โยวอนี้ได้ยินเนื้อหาที่ใต้เท้าอิ่นกวาน กับอาจารย์โอภาปราศรัยกัน ก็อดไม่ไหวสอบถามไปว่าเมื่อก่อน อาจารย์ยังเคยเป็ นรัชทายาทของราชวงศ์ใหญ่ในเปลี่ยวร ้างด้วย หรือ? และยังเคยมีพื้นที่ประกอบพิธีกรรมตาหนักบูรพาที่ระเบียงคด เคี้ยวเก้าหมื่นหลังคา ตะวันขึ้นทางทิศตะวันออกฝนตกทางทิศ ตะวันตก? เคยนาทัพทาสงคราม บุกรุดหน้าไปอย่างไม่หวาดหวั่น เวลาสั้นๆ เพียงแค่ร ้อยปีก็สามารถฮุบกลืนราชวงศ์คู่แค้นสองแห่งได้? เฒ่าหูหนวกหัวเราะ พูดแค่ว่าปฏิทินเหลืองของเมื่อหลายพันปีก่อน ไม่มีค่าพอให้พูดถึง หากจะพูดถึงเรื่องที่สามารถเรียกว่าพอจะมีมาด น่าเกรงขามได้อย่างแท้จริง กลับไม่ได้อยู่ที่จานวนเรือนบ้านเก่าใน อดีต แต่เป็ นทุกครั้งที่ดวงตะวันลอยอยู่กลางอากาศสามารถท าให้ขุน นางหญิงหลายหมื่นคนพร ้อมใจกันยกโต๊ะประทินโฉมออกมา บรรยากาศนั้นจึงราวกับว่าดวงตะวันที่เจิดจ้าได้ส่องแสงอยู่บนพื้นดิน สาดสะท้อนแสงขึ้นไปบนฟ้ า น่าเสียดายที่ตอนนั้นอายุน้อยพละกาลัง เปี่ยมล้น ถือตนว่าคุณสมบัติในการฝึกตนไม่แย่ หลอมกระบี่ได้ไม่ช ้า ไม่รู ้ถึงภัยแฝงจากการที่เอาแต่ทาตัวเด่นโดยไม่ดูสถานการณ์ ฉาย ประกายเฉียบคมออกมาอย่างเต็มที่ ปีนั้นสืบทอดระบบใหญ่ อันที่จริง ยังได้เป็ นนายท่านฮ่องเต้อยู่หลายวัน กวาดตามองไปรอบด้าน ล้วน เป็ นมาตุภูมิของบ้านตนจึงปราศจากความฮึกเหิมแบบวีรชน คิด อยากจะไปเยือนกาแพงเมืองปราณกระบี่สักรอบหนึ่ง ไปเจอกับเซียน
กระบี่ผู้อาวุโสทั้งหลายที่สามารถแกะสลักตัวอักษรไว้บนหัวกาแพง เมืองได้

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!