เฉินผิงอันหันหน้ามายิ้มกล่าว “ผู้ฝึกตนทาเนียบอย่างพวกเจ้านี่ นะ เมื่อครู่เถียนกงตบลงไปหนึ่งที่ยังไม่อาจตบให้เก้าอี้ที่ทาจากวัสดุ ธรรมดาตัวนั้นแตกได้ กลับไม่รู ้สึกประหลาดใจกันเลยหรือ?”
“นักพรตหลี่ ขอให้ผู้เยาว์เอ่ยประโยคที่ไม่น่าฟังสักคา นิสัยใจคอ ของนักพรตโก้วอาจารย์ของท่าน ข้าเคารพนับถือจากใจจริง เพียงแต่ว่าวิธีการเข่นฆ่าบนสนามรบกับกลอุบายในการประลอง สติปัญญาประลองกาลังกับผู้ฝึกตนแห่งเปลี่ยวร ้างนั้นช่าง…ยากจะ อธิบายได้หมดในคาเดียวจริงๆ การที่สะสมคุณความชอบทางการสู้ รบไว้ที่กาแพงเมืองปราณกระบี่ได้ไม่มากก็ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผล แต่จะ ว่าไปแล้ว หากปีนั้นเป็ นข้าที่บัญชาการณ์คฤหาสน์หลบร้อน หาใช่ อดีตอิ่นกวานเซียวสวิ้น คุณูปการด้านการสู้รบของอาจารย์ท่านต้อง เพิ่มมากขึ้นอย่างน้อยหนึ่งเท่าตัวแน่นอน”
หลี่มูโจวจงใจมองข้ามคาพูดที่ “จริงใจอย่างมาก” ประโยคนั้นไป อดไม่ไหวถามว่า “แม้กระทั่งเซวียเทียนจวินก็สัมผัสไม่ได้อย่างนั้น หรือ?”
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “ถึงอย่างไรก็เป็ นเซียนเหริน เป็ นศิษย์เอก ของสหายอวี๋ ไม่ใช่ขอบเขตกระดาษเปียกเสียหน่อย เซวียเทียนจวิน
เป็ นคนแรกที่สัมผัสได้ถึงความผิดปกติเพียงแต่ว่าตอนนี้เขาขยับ ไม่ได้ เปิดปากพูดไม่ได้ก็เท่านั้นเอง”
เห็นบุรุษชุดเขียวโบกมือ หลี่มู่โจวก็ได้แต่ทาจิตแห่งมรรคาให้ สงบ ลงจากภูเขาไปหานักพรตหนุ่มที่ปักปิ่นไม้บนมวยผม
นอกฟ้ า ตาเฒ่าสองคนมาจับกลุ่มอยู่ด้วยกัน
ซิ่วไฉเฒ่าตระหนกลนแล้ว ต้องทุบไหล่ให้พี่ใหญ่อวี๋สักหน่อย แล้ว “พูดแรงเกินไปหน่อยหรือไม่? ต้องให้ข้าช่วยเตือนหรือไม่?”
อวี๋เสวียนมีสีหน้าจริงจัง ส่ายหน้ากล่าว “ไม่แรงๆ ไม่แรงเลยสัก นิด ด่าได้ดี ดีมากเลยข้ายังรู ้สึกว่าสหายเฉินพูดเบาไปด้วยซ้า”
ซิ่วไฉเฒ่าบ่น “ลูกศิษย์ปิดสานักของข้าคนนี้ ไม่ว่าอะไรก็ดีไป หมด มีแค่อย่างเดียวที่ยังไม่ถือว่าดีพอ ก็คือเป็ นคนซื่อเกินไป ขาด ไหวพริบ ทาอะไรเที่ยงตรงเกินไป”
อวี๋เสวียนเอ่ยอย่างอ่อนใจ “ซิ่วไฉเฒ่า สหายเฉินเห็นศิษย์ลูก ศิษย์หลานทั้งหลายของข้าเป็ นคนโง่ เจ้าก็เห็นข้าเป็ นคนโง่ด้วย หรือ?”
ซิ่วไฉเฒ่าถอนหายใจดังเฮ้อด้วยน้าเสียงที่เป็ นเอกลักษณ์ของ ตัวเองก่อนหนึ่งที “จะพูดแบบนี้ไม่ได้นะ ทาลายความปรองดอง ทา ร ้ายน้าใจกัน พี่ใหญ่อวี๋ ทั้งๆ ที่เป็ นพี่น้องบ้านเดียวกันแต่กลับพูดจา ห่างเหิน แบบนี้ไม่ค่อยประเสริฐแล้วนะ”
ใช ้ศอกนวดไหล่ให้อวี๋เสวียน ซิ่วไฉเฒ่าถามว่า “พี่ใหญ่อวี๋ แรง พอใช ้ได้หรือไม่?”
อวี๋เสวียนแสร ้งทาเป็ นไม่ได้ยิน เพียงแค่ตั้งใจสังเกตความ เคลื่อนไหวในเรือนของโลกมนุษย์หลังนั้น เอ่ยคาพูดที่ไม่เกินจริงสัก คาก็ช่างน่าอกสั่นขวัญผวายิ่งนัก คนรุ่นเยาว์ในห้องคือต้นกล้าที่ดี
ทั้งนั้นเลยนะ
ซิ่วไฉเฒ่าที่นั่งยองอยู่ข้างๆ ลังเลไปเล็กน้อย ก่อนจะตบลงบนหัว ของอวี๋เสวียน
อวี๋เสวียนหันหน้ามา ซิ่วไฉเฒ่ากล่าว “เบาไปหรือ? ถ้าอย่างนั้นข้าเพิ่มน้าหนักอีก
หน่อยนะ พี่ใหญ่อวี๋จะเกรงใจข้าท าไม ไม่มีเหตุผลแล้วนะ” อวี๋เสวียนเงียบไม่ตอบ มองเหตุการณ์ในห้องต่อไป เพียงแต่ว่าพริบตานั้นเขากลับมองอะไรไม่เห็นอีกแล้ว
อวี๋เสวียนรู ้ว่าต้องเป็ นฝีมือของซิ่วไฉเฒ่า เขาได้แต่ถอนหายใจ “ก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่ต้องกลุ้มใจ”
ซิ่วไฉเฒ่าตบไหล่อวี๋เสวียน ถูมือยิ้มเอ่ย “กลุ้มใจ? ได้ทั้งขึ้นทั้ง ล่องแล้วอย่ามาทาเป็ นไม่รู ้ไม่ชี้เจ้านี่แหละที่ทาการค้าฉลาดที่สุด”
อวี๋เสวียนก็ร ้องเฮ้อเลียนแบบซิ่วไฉเฒ่า ยิ้มถามว่า “ปวดไหล่ ตรงไหน พี่ใหญ่จะช่วยคลายเส้นให้เจ้าเอง รับรองว่าจะสดชื่น กระปรี้กระเปร่า หนุ่มลงหลายสิบปี!”
ที่แท้ร่างจริงของเฉินผิงอันก็อยู่นอกห้อง ส่วนเฉินผิงอันคนที่ถือ กระบอกยาสูบอยู่ในห้องก าลังเอามือตบเข่าเบาๆ พูดจาโอหังอวดดี
สร ้างความวุ่นวายให้จิตแห่งมรรคาของผู้อื่นต่อไป
“ผู้ศึกษาเสาะแสวงในหนทางแห่งเต๋านั้นมากมายดั่งต้นหญ้าและ ไม้หนาม ผู้ที่ได้ฟังได้ยินเข้าใจธรรมมีค่าน้อยนักดั่งข้าวเปลือกและ ต้นกล้า ผู้บรรลุในเต๋า บังเกิดปัญญาญาณแท้หายากดั่งเห็ดหลินจือ และกล้วยไม้หอม ผู้ที่มิใช่เพียงเรียนรู ้แต่สามารถพิสูจน์ธรรมได้ด้วย ตนเองเลิศล้าจนเปรียบดั่งขนหงส์เขากิเลน”
“อวี๋เสวียนย่อมต้องมีหลักการเหตุผลในการพิสูจน์มรรคาของอวี๋ เสวียนเอง น่าเสียดายที่พวกเจ้าไม่ใช่อวี๋เสวียน ภูเขาเถาฝูบวกกับ สานักอีกสี่แห่ง ถึงอย่างไรก็ไม่มีอวี๋เสวียนคนที่สองแล้ว ดังนั้นไม่ได้ก็ คือไม่ได้”
“ข้าคือคนธรรมดา?”
“ไม่บังเอิญเลย ทุกท่านที่นั่งอยู่ พวกเจ้าที่เป็ นผู้ฝึกบาเพ็ญตนซึ่ง นอนเสวยสุขอยู่บนสมุดคุณความชอบของบรรพจารย์มานานหลาย ปี ไม่แน่เสมอไปว่าจะมีคุณสมบัติมาพูดถึงความแตกต่างระหว่างใส ขุ่นหรือความสูงส่งความสามัญอะไร”
“จะโทษก็ต้องโทษที่อาจารย์ บรรพจารย์ บรรพจารย์ไท่ช่างของ พวกเจ้าทุกคน การฝึกตนในชีวิตนี้ของอวี๋เสวียนราบรื่นเกินไป ชั่ว ชีวิตนี้ไม่เคยรู ้เลยว่าด่านยากของคาว่า “เงิน” นั้นอยู่ตรงไหน ขนาด ตัวเขาเองยังไม่รู ้ศิษย์ลูกศิษย์หลานอย่างพวกเจ้า แน่นอนว่าก็ยิ่งต้อง มืดแปดด้าน”
“วางมาด?”
“ยามที่ข้าเฉินผิงอันวางมาดอย่างแท้จริง เป็ นพวกเจ้าที่สายตา ตื้นเขิน ไม่มีโอกาสได้เห็นก็เท่านั้น”
น อ ก น ค ร แ ห่ ง นั้ น ใ ค ร กัน ที่จับ คู่เ ข่น ฆ่ า ซึ่ง ต้อ ง อ า ศัย ความสามารถของใครของมันมาตัดสินเป็ นตายกับลูกศิษย์ผู้สืบทอด ของบรรพบุรุษใหญ่แห่งภูเขาทัวเยว่ สังหารหลีเจินก่อนแล้วค่อยใช ้ ปลายกระบี่ท้าทายไปยังราชาบนบัลลังก ์ทั้งสิบสี่คนเพียงลาพัง
ใครที่เป็ นผู้นาของคฤหาสน์หลบร ้อน ในเรือนชุนฟานภูเขาห้อย หัว พวกเจ้ารู ้หรือไม่ว่าอะไรที่เรียกว่าเงียบกริบไร ้สรรพสาเนียง? ข้าผู้ อาวุโสให้ใครยืน คนผู้นั้นก็ไม่กล้านั่ง ให้ใครนั่ง คนผู้นั้นก็ไม่กล้าลุก ขึ้นผายลม
คุมเชิงอยู่กับภูเขาทัวเยว่ใต้หล้าเปลี่ยวร ้างที่ศาลบุ๋นแผ่นดิน กลาง เข้าร่วมการประชุมที่มีแต่ผู้ฝึกตนขอบเขตสิบสี่ที่ริมตลิ่งแม่น้า แห่งกาลเวลา อยู่นอกฟ้ านั่งบัญชาการณ์ศูนย์กลางของค่ายกลใหญ่
คนที่ร่วมมือด้วยคืออาจารย์ซานซานจิ่วโหว คือเจิ้งจวีจงแห่งนคร จักรพรรดิขาว…
อยู่ข้างนอกยังเป็ นเช่นนี้ มาอยู่ในถิ่นของตัวเอง แล้วยังไม่ได้เป็ น ญาติมิตรอะไรกับนักพรตอย่างพวกเจ้า ยังจะไม่ให้ข้าวางมาดโอ้อวด พูดความจริงที่บาดหูบ้างเลยเหรอ?
อวี๋เสวียนจงใจจัดการเช่นนี้ เฉินผิงอันรู ้ชัดเจนมานานแล้ว ในใจ แจ่มแจ้งราวกับกระจก สิ่งที่ร ้อนลวกมือที่สุดในใต้หล้าก็คือเงินที่ มองดูเหมือนมอบให้เปล่าๆ จริงๆ
หากแค่เอาเงินเหรียญทองแดงแก่นทองพวกนั้นมามอบให้จริงๆ แค่เซวียเทียนจวินที่เป็ นขอบเขตเซียนเหรินคนเดียวก็เพียงพอแล้ว ไม่มีความจาเป็ นต้องจัดขบวนใหญ่โตเดินทางกันมาสิบกว่าคนเช่นนี้
สืบสาวราวเรื่องกันแล้วก็คือเงินเหรินผู้เฒ่าอวี๋ที่ไม่ขาดเงิน ต้องการยืมหินของภูเขาลูกอื่นมากลึงหยกของตัวเอง ต้องการใช ้เงิน “ซื้อ” จิตแห่งมรรคา ซื้อได้มากแค่ไหนก็มากแค่นั้น
เรียกได้ว่าเจินเหรินผู้เฒ่าคิดแทนด้วยใจหวังดีอย่างยิ่ง คิด อยากจะโยนลูกรักแห่งสวรรค์อย่างพวกเขามาที่ภูเขาลั่วพั่ว อาศัย โอกาสมาขัดเกลาประกายเฉียบคมและความเย่อหยิ่งของตัวอ่อน ด้านการฝึ กตน อย่าได้จองหองไม่เห็นหัวใคร ไม่เห็นใครอยู่ใน สายตาแต่ละคนมักจะรู ้สึกว่าหากตนเองเป็ นอย่างไรก็จะต้องเป็ น
อย่างไรได้ ราวกับว่าหากเปลี่ยนตาแหน่ง เข้ามาแทนที่ใครแล้วจะ สามารถทาได้ดียิ่งกว่าคนผู้นั้น
กฎระเบียบเข้มงวด ขนบธรรมเนียมดี บางทีอาจสามารถอบรม ปลูกฝังคาว่ามารยาทที่ช่วยรักษาหน้าตาออกมาได้กลุ่มใหญ่ แต่ กลับไม่แน่เสมอไปที่จะยกคาว่าหลักการเหตุผลได้ไหว และยิ่งยากจะ
คว้ามรรคาเอาไว้ได้
สิ่งที่อวี๋เสวียนต้องการก็คือนักพรตในภูเขาของบ้านข้าสายข้า สองตาต้องเห็นมหามรรคาฟ้ าคราม อย่าเอาแต่จับจ้องพื้นที่คับแคบ ของตัวเอง คิดเล็กคิดน้อยกับความเร็วความช ้าของขอบเขตทั้งหลาย มากเกินไป
ก่อนที่อวี๋เสวียนจะผสานมรรคา ต่อให้ได้ยึดครองค าว่า “ฝูลู่” (ยันต์) ของไพศาลไปเพียงลาพัง ถึงอย่างไรก็ยังไม่อาจทิ้งระยะห่าง จากจ้าวเทียนไล่แห่งภูเขามังกรพยัคฆ์ ฮว่อหลงเจินเหรินแห่งอุตรกุรุ ทวีปได้
ท่ามกลางหมอกขาวกว้างไกลไร ้ขอบเขตสิ้นสุด มีคนกวาดตา มองไปรอบด้านแล้วก็ต้องตะลึงพรึงเพริดสุดขีด ได้ยินแต่เสียง ทว่า ไม่เห็นตัวคน คนผู้นั้นเอ่ยว่า “เถียนกง ทุบเก้าอี้แตกต้องชดใช ้นะ”
ท่ามกลางทะเลเมฆเหนือฟ้ าคราม เด็กหนุ่มหล่อเหลาเย็นชาที่ไม่ รู ้ว่าเหตุใดตนเองถึงมาอยู่ที่นี่เงยหน้าขึ้นก็เห็นเพียงฝ่ ามือสีทองข้าง หนึ่งที่ใหญ่ราวขุนเขากาลังร่วงลงมา ใส่หัวของเขา รอบด้านมีพายุ
ลมกรดพัดสะเทือนไหว “คนที่มีวาสนาได้ขี่หลังนกกระเรียน ควรจะรู ้ ว่าลมบนท้องฟ้ าหนาวเหน็บเสียดกระดูก เจ้าเด็กคนนี้ชื่อว่าถงเชียง ใช่ไหม หรือชื่อว่าเซียงถงแล้วนะ? ช่างเถอะ ถึงอย่างไรเจ้าก็ไม่เข้าใจ หลักการเหตุผลข้อนี้อยู่ดี”
ในห้องนักพรตแต่ละคนต้องเจอกับเหตุการณ์ที่ต่างกันไป
ยอดเขาอีโฮ่ว เอ้อโฮ่วและซานโฮ่วในอาณาเขตของภูเขาเถาฝู นักพรตอายุน้อยสามคนที่มาเป็ นแขกบนภูเขาลั่วพั่วบังเอิญที่แต่ละ คนอยู่บนภูเขาที่ใกล้กันพอดี จึงสามารถมองเห็นอวี๋เสวียน เซวีย เทียนจวินและนักพรตติง
และยังมีเหวินเสียผู้นั้นที่รู ้สึกเพียงว่าวันนั้นพวกเขาแยกย้าย กับเฉินผิงอันอย่างไม่สบอารมณ์ แล้วก็นั่งโดยสารเรือข้ามฟากหลง เสอจงกลับไปที่ทวีปแดนเทพแผ่นดินกลางแล้วนางกลับไปถึงพรรค โต้วหราน ไปถึงภูเขาด้านหลัง นางก็เห็นแผ่นหลังอรชรที่คุ้นเคยใน ป่าไผ่นางจึงเอ่ยเรียกอีกฝ่ ายว่าอาจารย์อาเย่ เมื่อ “เย่ตั้น” หันกลับมา …จิตแห่งมรรคาของเหวินเสียก็สูญเสียการควบคุมไปทันที อาเจียน แห้งๆ ออกมา
ภูเขาโจ่วเจี่ยที่ถูกขนานนามว่าเป็ นดินแดนไท่ชิงมีโบราณสถาน ขึ้นชื่อแห่งหนึ่งชื่อว่าศาลาถิงเปย (หยุดจอก) เพราะว่าผู้ที่เป็ นที่ ภาคภูมิใจที่สุดในโลกมนุษย์คนนั้นเคยมาดื่มเหล้าในภูเขา
แล้วก็เป็ นภูเขาลูกเดียวกันนี้ที่หลู่ปี้อวี่มองเห็นปี ศาจใหญ่บน บัลลังก ์เก่าของใต้หล้าเปลี่ยวร ้างสิบกว่าตนยืนอยู่บนยอดเขาด้วย ท่วงท่าที่แตกต่างกันไป ทว่ากลับใช ้สายตาแบบเดียวกัน สายตาที่ เหมือนมองมดตัวน้อยตัวหนึ่งมองมายังตน
ส่วนจูจื่อโซ่วที่ออกไปเดินเล่นเพียงลาพัง กลับเห็นผู้ที่เป็ นที่ ภาคภูมิใจที่สุดในโลกมนุษย์ซึ่งมีมาดองอาจสง่างามอยู่ในศาลา เขา วางจอกเหล้าในมือลง ยิ้มผงกศีรษะให้นางบอกว่านางคือวัตถุดิบที่ สร ้างได้ เชิญขึ้นที่สูงไปต่อได้เลย
นักพรตติงก็ยิ่งมองเห็นศพนอนเกลื่อนเต็มพื้นที่ถูกเฉินผิงอัน สังหารในเสี้ยววินาที มีนักพรตที่ถูกกระบี่บินแทงทะลุศีรษะ นอนตัว อ่อนยวบพิงเก้าอี้ มีนักพรตที่ถูกตัดหัวทั้งหัวไปยกมือขึ้นหมายจะ ประคองหัวของตัวเองเอาไว้ แต่มือกลับต้องตกลงอย่างหมดแรง มี นักพรตที่ถูกฟันผ่าเอวไปพร ้อมกับเก้าอี้ นางเพียงแค่จ้องมอง นักพรตติงเขม็ง คล้ายก าลังต าหนิ คล้ายก าลังโกรธแค้นว่าท าไมเขา ถึงไม่ยอมลงมือช่วยเหลือ…
“เซวียเทียนจวิน รู้หรือไม่ว่าในใจของสหายอวี๋ของข้าผู้นั้น ใน บรรดาพวกเจ้า ใครคือคนที่ถือดีที่สุด? เดาถูกแล้ว ก็คือเจ้า เซ วียจื่อสุ้ย”
นี่ยังเป็ นแค่ปฐมบทเท่านั้น
ละครสนุกอย่างแท้จริงรออยู่เบื้องหลัง
เด็กสาวสวมหมวกขนเดียวนั่งดื่มเหล้าอยู่บนหลังคา เจ้าขุนเขา ของพวกเราเป็ นคนที่งานยุ่งจริงๆ
ในห้องไม่ได้มีแค่ดอกไม้เบ่งบานสองดอกเท่านั้น ทว่าแต่ละดอก ล้วนเบ่งบานบนกิ่งของตัวเอง
ประหนึ่งแม่น้าลาคลองหลายสายที่ไหลชัดเชี่ยว โดยไม่ทันรู ้ตัวก็ ได้แบ่งแยกออกไปเป็ นสาขาแยกหลายสิบสายแล้ว
เจ้าขุนเขาเฉินใช ้ยันต์รับมือกับยันต์ ปรมาจารย์เฉินใช ้วิชาหมัด รับมือกับมรรคกถา
เฉินอิ่นกวานใช ้เวทกระบี่รับมือกับยันต์ นักพรตเฉินใช ้เวทอสนี รับมือกับมรรคกถา
ประหนึ่งอาจารย์เฉินในโรงเรียนของหมู่บ้านที่ถึงท้ายที่สุดแล้วก็ ยังใช ้หลักการเหตุผลอธิบายหลักการเหตุผล
เซี่ยโก่วรู ้สึกว่าหากวันใดเฉินผิงอันเลื่อนเป็ นขอบเขตบินทะยาน หากตนยังไม่เลื่อนเป็ นขอบเขตสิบสี่ล่ะก็ ก็ไม่แน่เสมอไปว่านางจะ กล้าพูดว่าตัวเองต้องชนะเขาได้แน่นอน
ส่วนร่างจริงของเฉินผิงอันก็เพียงแค่เดินเล่นไปที่เรือนไม้ไผ่ นั่ง ลงริมหน้าผา เหนือหัวมีคนจิ๋วดอกบัวนั่งอยู่ มองเมฆลอยไปลอยมา อย่างสบายอารมณ์ด้วยกัน

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!