ก่อนหน้านี้บินทะยานเฒ่าที่เป็ นผู้นาบนภูเขาหนึ่งทวีปผู้นี้มีสี หน้าเมตตาใจดีราวกับเป็ นผู้ฝึกลมปราณห้าขอบเขตล่างที่เพิ่งเคย ออกมาเผชิญโลกกว้าง
ทุกวันนี้อยู่ในฝูเหยทวีปก็เรียกได้ว่าเหมือนเข้ามาในดินแดนไร ้ ผู้คน หดย่อพื้นที่หนึ่งก้าวก็ตรงดิ่งมายังเรือนส่วนตัวที่อยู่ริมลาคลอง ใต้ดิน เลิกเปลือกตามองขึ้นสูงไปยังศาลาริมน้าที่มีม่านไม้ไผ่ห้อย แขวนอยู่สามด้าน
จิงเฮาเอาสองมือไพล่หลัง ยิ้มตาหยีเอ่ยว่า “สหาย ทาไมไม่ว่าจะ เดินไปที่ไหนก็ต้องได้พบเจอเจ้าที่นั่นอยู่เสมอ ตั้งใจมาดักขวางทาง ข้าหรือไร หรือว่าได้ถ้าสวรรค์ฉางอวี่ไปครองแล้วรู ้สึกผิด ก็เลยจะแวะ มาขออภัยถึงบ้าน?”
เกาอี้มองลอดทะลุม่านไม้ไผ่มาเห็นผู้ฝึ กตนเฒ่าที่อยู่ข้างนอก หัวใจก็บีบรัดตัว นี่ก็น่าจะเรียกว่าเป็ นโจรแล้วใจฝ่ อกระมัง
มีเจิ้งตั้นคอยปกป้ องมรรคา ทาให้ช่วงชิงเอาซากปรักถ้าสวรรค์ แห่งนั้นมาจากมือของบินทะยานสองคนได้ เกาอี้ไม่รู ้สึกว่าร ้อนลวก มือเลยสักนิด
ทุกวันนี้เจิ้งตั้นตัดขาดความสัมพันธ ์กับเขาแล้ว ถึงขั้นที่ว่า แม้กระทั่งคาพูดทาร ้ายจิตใจกันที่บอกว่าต่อให้เขาไปโขกหัวที่หน้า
ประตูเมืองของนครจักรพรรดิขาวก็ไม่มีประโยชน์ก็ยังพูดออกมาแล้ว เกาอี้จึงรู ้สึกเหมือนตัวเองเป็ นคนยากจนที่ดื่มเหล้าไม่เก่ง จู่ๆ ถูก กรอกเหล้าฤทธิ์แรงเข้าปากอีกใหญ่ จะอ้วกออกมาก็ตัดใจไม่ลง จะ กลืนลงไปก็กังวลว่าจะร ้อนลวกล าคอ เผาไหม้ตับไตไส้พุง
เจิ้งตั้นขมวดคิ้วเอ่ย “รู ้สึกขวางหูขวางตาก็ไปไกลๆ หน่อย”
จิงเฮาหัวเราะหยัน “สถานที่แห่งนี้คือจวนส่วนตัวของคนรุ่นศิษย์ หลานช้า สหายท าอะไรไร ้คุณธรรม แต่กลับพูดจาตลกขบขันยิ่งนัก”
เกาอี้กระอักกระอ่วนอย่างถึงที่สุด เหลือบมองเจิ้งตั้นอย่าง ระมัดระวัง รวมไปถึงสาวใช้ส่วนชาปี้ที่ยังคงต้มเหล้าด้วยสีหน้าเป็ น ปกติธรรมชาติ
เจิ้งตั้นกล่าวอย่างเฉยเมย “เจ้าขุนเขาเฉินกับส านักศึกษาไหล หยวนเป็ นคนเชิญให้ข้ามาพักอยู่ที่นี่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง”
จิงเฮาขมวดคิ้วถาม “เจ้าขุนเขาเฉินไหน?”
เจิ้งตั้นย้อนถาม “ท าไมสหายจิงไม่ถามล่ะว่าส านักศึกษาไหล หยวนไหน?”
เกาอี้ยิ่งตึงเครียดมากกว่าเก่า คาพูดนี้ไม่เหมาะสม ตั้งตัวเป็ น ปรปักษ์กันอย่างชัดเจนแต่กลับต้องเป็ นตนที่วางตัวไม่ถูกที่สุด
จิงเฮาหดมือไว้ในชายแขนเสื้อ ทามุทราเงียบๆ อยู่พักหนึ่งสีหน้า ก็พลันแปรเปลี่ยนก่อนจะหัวเราะดังกังวานว่า “ที่แท้ก็เป็ นเพื่อนของ
เพื่อน บังเอิญยิ่งนัก ได้เลยๆ สถานที่แห่งนี้มีค่าแค่ไม่กี่แดงเท่านั้น อย่าได้รังเกียจว่ามอซอเกินไปก็พอ ถือว่าเป็ นสถานที่พักผ่อนที่มอบ ให้กับสหายเจิ้งและเจ้าสานักเกาก็แล้วกัน!”
เจ้าคือหุนเจ่อของนครจักรพรรดิขาว แต่ที่พึ่งที่แท้จริงของภูเขา ชิงกงข้าคืออาจารย์ของเจิ้งจวีจงเชียวนะ
เมื่อเซียนกระบี่เจิ้งตั้นจากไป เจ้าสานักหนุ่มที่ปีกยังไม่กล้าขายัง ไม่แข็งมากพออย่างเกาอี้ สานักของเขาไม่มีขาให้เดินออกไปจาก หลิวเสียทวีปได้ อายุน้อยอารมณ์พลุ่งพล่านท าอะไรไร ้กฎระเบียบ อาศัยแค่ความชื่นชอบส่วนบุคคล แค่มองก็รู ้แล้วว่าเป็ นพวกไม่รู ้ ประสา เรื่องอย่างดวงนี้ แม้จะล้าค่าก็จริง แต่ก็เหมือนเกี๊ยวน้ามื้อหนึ่ง ที่ตระกูลคนยากจนจะได้กินแค่วันปีใหม่เท่านั้น ไม่อาจกินแทนข้าว สามมื้อทุกวันได้
ข้าไม่เชื่อจริงๆ ว่าเจิ้งจวีจงจะปกป้ องเจ้าสานักเกาที่ไม่มีความ เกี่ยวข้องอะไรกัน เจิ้งจวีจงถูกใจผีเขียนเจิ้งตั้น ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ หากเห็นเซียนกระบี่เกาอยู่ในสายตา ข้าจิงเฮาก็จะเขียนชื่อกลับจาก หลังมาหน้าเลย!
แน่นอนว่าเขากริ่งเกรงอิ่นกวานหนุ่มแซ่เฉินคนนั้นมาก
แต่พูดจากใจจริง คนของภูเขาลั่วพั่ว จิงเฮาหวาดกลัวเด็กชาย ชุดเขียวที่สามารถเรียกขานตัวเองเป็ นพี่เป็ นน้องกับ “เฉินเซียนจวิน” ผู้เป็ นเจ้าของภูเขาชิงกงที่แท้จริงมากกว่า
เหล้าหลายมื้อที่ดื่มไปบนภูเขาลั่วพั่ว ทาให้เขาเหนื่อยใจจริงๆ
ไม่รู ้ว่าเหตุใด เวลาอยู่บนโต๊ะสุรา เฉินหลิงจวินมักจะหาโอกาส ดื่มสุราคารวะตนเสมอแล้วก็ถือโอกาส “ช่วย” พูดคาพูดดีๆ ถึง “เฉินจั๋วหลิว” อยู่เสมอด้วย
และการแสดงออกของคนพิฆาตมังกรที่หัวเราะร่ามองจิงเฮา ไม่ ว่าจิงเฮาจะดื่มหรือไม่ดื่มก็ล้วนผิดไปหมด ไม่แน่ใจแล้วว่าตัวเองดื่ม สุราคารวะหรือสุราลงทัณฑ์กันแน่
ภูเขาลั่วพั่วที่ลึกล้าจนมิอาจคาดเดาแห่งนั้น บินทะยานไม่บิน ทะยานอะไร ล้วนไม่ได้ช่วยอะไรเลย
เจิ้งตั้นกับสู่หนันยวน หรือแม้กระทั่งสองสานักบนและล่างของ ภูเขาชิงกง ต่างก็รู ้สึกว่าการออกเดินทางไกลของเขาครั้งนี้ก็เพื่อ “รวบรวมก าลังคน ร่วมมือกับสหายเก่าแก่ต่างถิ่นของทวีปอื่น
คนใบ้กินหวงเหลียน ไม่อาจบอกกล่าวเหตุผลออกไปได้
และในขณะที่จิงเฮายังใคร่ครวญคาว่า “เชิญ” ที่เจิ้งตั้นพูด ออกมาว่านางแสร ้งพูดให้เป็ นเรื่องใหญ่หรือไม่ ด้านหลังก็มีเสียงทุ้ม นุ่มที่คุ้นเคยอย่างถึงที่สุดดังขึ้นมา “สหายจิง เพิ่งจะไม่ได้เจอกันแค่ ไม่กี่วัน พวกเราก็ได้กลับมาเจอกันอีกแล้วนะ”
จิงเฮารีบหันตัวกลับไปคารวะ ยิ้มเอ่ยว่า “คารวะเจ้าขุนเขาเฉิน เซียนกระบี่หนิง เจ้าส านัก…เฉา”
เดิมทีอยากจะเรียกชื่อจริงของผู้เยาว์อย่างเฉากุ่นออกมาตรงๆ แต่ค าพูดมารออยู่ตรงปากแล้ว จิงเฮาก็ยังเลือกจะเปลี่ยนคาพูดเสีย ใหม่
เพราะถึงอย่างไรเจ้าเด็กนั่นก็ยืนอยู่ข้างกายเฉินผิงอันกับหนิง เหยา พูดให้ถูกก็คือ ยืนอยู่ตรงกลางระหว่างพวกเขา
ถ้าอย่างนั้นจิงเฮาก็รู ้แล้วว่าควรจะต้องทาเช่นไร
การทาเช่นนี้คือการกระทาอย่างตั้งใจ เห็นได้ชัดว่าอิ่นกวาน หนุ่มต้องการช่วยให้คนบ้านเดียวกันสายอิ่นกวานคฤหาสน์หลบร ้อน มายุให้เขาจิงเฮา “ดื่มสุราเยอะๆ
บนยอดเขาบรรพบุรุษของส านักฟางชุ่นที่เฉากุ่นอยู่มีหน้าผาหิน เดียวดายแกะสลักตัวอักษรสองคาว่า “ปู่เทียน” คือหนึ่งในผลงานจริง ที่มีไม่มากของผู้ที่เป็ นความภาคภูมิใจแห่งโลกมนุษย์คนนั้น
บรรพบุรุษเปิดขุนเขามีฉายาว่าฉางเซิงได้ไปสร ้างห้องหนังสืออยู่ ที่นั้น ก็ตั้งชื่อว่า “ฉางเซิง” เช่นเดียวกัน เจ้าส านักแต่ละรุ่นต่อจาก เขาต่างก็มาอ่านตาราฝึกตนกันอยู่ที่นี่ จุดที่มหัศจรรย์ที่สุดนั้นอยู่ที่ ฉายาว่า “ฉางเซิง” นี้ ได้สืบทอดกันมารุ่นแล้วรุ่นเล่า ราวกับเป็ น ยศถาบรรดาศักดิ์ที่สืบทอดกันในราชสานักของล่างภูเขา นี่คือ เกียรติยศอันยิ่งใหญ่ที่มีเฉพาะเพียงหนึ่งเดียวในประวัติศาสตร ์ของใต้ หล้าไพศาล
เนื่องจากบรรพจารย์รุ่นแรกของสานักฟางชุ่นเคยติดตามหลี่เซิ่ง เดินทางไปนอกฟ้ า ไล่ล่ากากเดนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ท่ามกลางดินแดนไท่ซ วีอันกว้างใหญ่หาที่สิ้นสุดไม่ได้ร่วมกับผู้ฝึกตนขอบเขตบินทะยาน กลุ่มนั้น
และนักพรต “ฉางเซิง” ที่อายุขัยการฝึ กตนแค่ร ้อยปี ก็ได้บิน ทะยานท่ามกลางเมฆเรองผู้นี้ก็ไปตายอยู่ที่นอกฟ้ า ก่อนตายเขามี คาสั่งเสีย บอกว่าหวังให้ลูกศิษย์ในสานักสามารถสืบทอดฉายาของ ตนได้
สักวันหนึ่งเมื่อสานักฟางชุ่นมีใครที่ได้ผสานมรรคาเลื่อนเป็ น ขอบเขตสิบสี่ สามารถเป็ นอมตะ (ฉางเซิง) บนมหามรรคาได้อย่าง แท้จริงแล้วก็ค่อยคืนฉายาที่ล้าค่านี้กลับคืนไปให้ใต้หล้าไพศาล
หลี่เซิ่งรับปากเรื่องนี้ด้วยตัวเอง
ในเมื่อเป็ นเรื่องที่หลี่เซิ่งตัดสินใจแล้ว เป็ นเหตุให้หลายพันปีให้ หลัง ท่ามกลางผู้ฝึกลมปราณที่มีมากมายของใต้หล้า ต่อให้น้าลาย สออยากครอบครองฉายาสองค าว่า “ฉางเชิง” แค่ไหน ก็ได้แต่เบิกตา มองมาเท่านั้น ไม่กล้ามีใจซ่อนเร ้นมุ่งหมายและการกระทาที่ล้าเส้น ใดๆ
และเจ้าส านักคนก่อนของส านักฟางชุ่นก็เป็ นขอบเขตบินทะยาน เช่นกัน พรสวรรค์ในการหลอมวัตถุเรียกได้ว่าเดินขึ้นสู่ยอดเขาสูงสุด ชื่อเสียงทั้งบนและล่างภูเขาของหลิวเสียทวีป ไม่ว่าจะเป็ นนิสัยใจคอ
หรือพฤติกรรม เมื่อเทียบกับจิงเฮาที่เป็ นผู้นาเซียนซือของหนึ่งทวีป แล้วก็ล้วน….ดีกว่าอยู่หลายส่วน
อีกทั้งยังมีฉายาอีกมากมายทั้งจ้วงซือ หานเหริน ชุ่ยแย่น
ต่อมาเฉินผิงอันกลับถามคาถามที่ออกนอกเรื่องไปไกล “ต้าหลง ชิวของแผ่นดินกลางสหายจิงเฮาสนิทหรือไม่?”
จิงเฮาเริ่มตามไม่ทันความคิดของเจ้าขุนเขาเฉิน เขาใคร่ครวญ อย่างละเอียดอยู่พักหนึ่งถึงได้เอ่ยว่า “ไม่สนิท แค่เคยเจอหน้าเจ้า สานักสองรุ่นเท่านั้น แต่กับผู้คุมกฏคนปัจจุบันกลับเคยดื่มเหล้าร่วม โต๊ะกันหลายครั้ง มีครั้งหนึ่งได้รับคาเชิญให้เข้าร่วมงานพิธีเปิดยอด เขาของสานักแห่งหนึ่งในหลิวเสียทวีป อีกครั้งหนึ่งคือที่ภูเขาชิงเสิน ของถ้าสวรรค์จูไห๋ แต่เคยเจอกับซือถูเซียนจวินที่มีฉายาว่าหลง หรานที่ล่างภูเขาของหลิวเสียทวีปโดยบังเอิญ ปีนั้นพวกเราสองฝ่ าย
ต่างก็ปิดบังตัวตน ถือว่าแค่เจอก็ถูกชะตากัน คนผู้นี้ไม่เลว ไม่ว่าจะ เป็ นค าพูดคาจา ความรู ้ บุคลิก ล้วนเป็ นอันดับหนึ่ง น่าเสียดายที่ซือ ถูเมิ่งจิงไม่มีความคิดจะเป็ นเจ้าสานัก ไม่อย่างนั้นหากต้าหลงชิวมีเขา เป็ นคนดูแล เชื่อว่าจะต้องก้าวข้ามบันไดขั้นใหญ่ได้อย่างแน่นอน”
เฉินผิงอันพยักหน้า “ต่างก็มีกิจการรุ่งเรืองกันทั้งนั้นเลย”
จิงเฮาคลางแคลงอยู่ในใจ กลัวก็แต่ว่าเจ้าขุนเขาเฉินจะแค่แสร ้ง ออกท่าหลอกล่อมิได้โจมตีจริง ถ่ายทอดโองการปลอม เพราะถึง อย่างไรตนก็ไม่สะดวกจะไปตรวจสอบความจริงอะไรจากเฉินเซียนจ วิน
ยังดีที่เฉินผิงอันไม่ได้เอ่ยถ้อยคาที่ชวนให้คนตกใจอะไรต่อ เพียง แค่พูดว่าเกาเกิงที่อยู่ในจวนวารีแม่น้าเถี่ยฝูมีชีวิตที่เจริญก้าวหน้าอยู่ ร่วมกับพี่น้องต่างแช่สองคนได้เป็ นอย่างดี
จิงเฮาพลันหันไปมองเฉินผิงอัน
เฉินผิงอันแสร ้งท าเป็ นมองไม่เห็น
ทดสอบข้าหรือ? ต้องการวิเคราะห์ว่าขอบเขตข้าสูงหรือต่า ตบะ ตื้นหรือลึก?
จิงเฮามีความตั้งใจนี้อยู่จริง แต่เห็นเจ้าขุนเขาเฉินทาท่าไม่รู ้เรื่อง กลับกลายเป็ นว่าเขาไม่แน่ใจในตบะที่แท้จริงของเซียนกระบี่ที่อยู่ข้าง กายเสียแล้ว
ที่แท้ตอนที่จิงเฮาเดินเล่นริมน้ากับเจ้าขุนเขาเฉิน ท่าเรือตระกูล เขียนที่อยู่ใกล้กับอาณาเขตของภูเขาเฉวียนเจียวที่สุดก็มีเรือหลิว เสียลาหนึ่งโผล่มาอย่างว่องไวดุจสายฟ้ าแลบ
บนเรือมีผู้ฝึกตนในท้องถิ่นสองคนที่เป็ นหน้าเป็ นตาของฝูเหยา ทวีปยืนอยู่ หลิ่วทุ่ยและหยางเชียนกู่
นี่ทาให้ผู้ฝึกตนในท้องถิ่นของฝูเหยาทวีปที่เลือกจะอยู่ชมเรื่อง ครึกครื้นข้างนอกแอบลอบยินดี จึงเฮาที่เป็ นมังกรข้ามแม่น้า ถูกลิขิต มาแล้วว่าจะไม่อาจได้สมใจปรารถนา
คนจากทวีปอื่นอีกกลุ่มหนึ่งที่คิดจะมาจับปลาในน้าขุ่นบ่อนี้ เพื่อ ความปลอดภัยไว้ก่อน ต่างก็ไม่รีบร ้อนกลับภูเขา ต่างก็รู ้สึกว่าหาก ในภูเขาเฉวียนเจียวไม่มีคนตีกันสักรอบก็ออกจะไม่เข้าท่าสักเท่าไร
ผู้ฝึกตนใหญ่บนยอดเขาที่เป็ นมังกรเทพเห็นแต่หัวไม่เห็นหาง เหล่านี้ คล้ายกับนัดหมายกันมาอย่างไรอย่างนั้น หากไม่อวด ความสามารถต่อหน้าผู้อื่น ก็เป็ นประเภทที่ว่าแค่โผล่หน้ามาก็ชอบ รวมกลุ่มโผล่มาพร ้อมกัน
ฝูเหยาทวีปเคยอยู่ในสถานการณ์ที่ยอดเขาของสองสานักเหนือ ใต้คุมเชิงกัน หลิวทุ่ยแห่งเทียนเหยาเซียงอยู่ทางทิศเหนือ หยางเชียน กู่ผู้ฝึ กตนผีแห่ง “โฮ่วซาน” อยู่ทางทิศใต้ต่างก็เป็ นขอบเขตบิน ทะยานกันทั้งคู่
หยางเชียนกู่บรรพจารย์บุกเบิกภูเขาที่สร ้าง “โฮ่วซาน” ขึ้นมา กับมือตัวเอง การฝึกตนพบเจออุปสรรค บวกกับที่มีนิสัยตรงไปตรง มา รอบทิศมีแต่ศัตรู อีกทั้งสานักยังให้การปกป้ องผู้ฝึ กตนผีและ วิญญาณวีรบุรุษไว้มาก จึงเคยถูกศัตรูเล่นงาน เป็ นเหตุให้หยางเชียน กู่เปิดฉากสังหารครั้งใหญ่ ผู้ฝึกตนทาเนียบร ้อยกว่าคนถูกเขาฆ่าทิ้ง จนสิ้นซาก สุดท้ายถูกหย่าเซิ่งที่มาเยือนฝูเหยาทวีปด้วยตัวเองบังคับ กักตัวไปอยู่ที่สวนกงเต๋อศาลบุ๋นแผ่นดินกลาง ต่อให้สงครามของฝู เหยาทวีปจะดุเดือด รุนแรงจนแผ่นดินจมดิ่ง ผีเซียนขอบเขตบิน ทะยานตนนี้ก็ยังไม่ได้ออกมาจากสวนกงเต๋อแม้แต่ครึ่งก้าว
คนที่ดูแลกิจธุระหลักคือผู้ฝึกตนผีตนหนึ่งที่เป็ นรองเจ้าขุนเขา
โฮ่วซานที่เป็ นสานักอักษรจงถูกปีศาจใหญ่บนบัลลังก ์ราชาป๋ า ยอิ๋งท าลายค่ายกลใหญ่แต่ละชั้นกับมือตัวเอง ผู้ฝึกตนทาเนียบตาย สิ้นไม่มีเหลือ ห้าขอบเขตบนและผู้ฝึกตนเซียนดินก็เกือบจะรบตาย แทบทั้งหมด การที่บอกว่า “เกือบจะ” ก็เพราะมีผีโอสถทองแค่ตน เดียวที่รับผิดชอบปกป้ องป้ ายวิญญาณน าพาลูกศิษย์ผู้สืบทอดอายุ น้อยกลุ่มหนึ่งถอนกาลังจากไปคนไม่ถึงสิบคน ไม่มีผู้ปกป้ องมรรคาที่ เป็ นหยกดิบหรือก่อก าเนิดสักคนเดียว

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!