อันที่จริงไม่ถือว่าเป็นเรื่องยากอะไร และนักพรตสี่คนที่มีบรรพบุรุษเดียวกันแต่อยู่กันคนละสำนักพวกนี้ ทุกวันหากเงยหน้าไม่เห็นกัน ก้มหน้าก็ต้องเห็นกันอยู่ดี นานวันเข้าแน่นอนว่าก็ต้องเริ่มสนิทสนมกันแล้ว
อยู่บน ภูเขาเที่ยอวี่ เหมือนกัน ทางนั้นสอนหมัดอยู่บนลานประลองยุทธ ทางนี้สถานที่ถ่ายทอดมรรคาคือในตำหนักใหญ่กว้างขวางแห่งหนึ่ง บนพื้นวางเบาะรองนั่งไว้หลายใบ ว่ากันว่าทุ่มเงินก้อนใหญ่ซื้อมาจากศาลซานหลางของอุตรกรุทวีป
พวก ป้ายเฟิง ต่างก็เคยบอกขอบเขตของตัวเอง มีเพียง เซียงถง ที่ไม่ยอมพูดแม้แต่ครึ่งคำ
ตอนนั้น เซวียอู่ เทียนจวินที่ทั้งขอบเขตและลำดับอาวุโสล้วนสูงที่สุด ต่างก็ไม่ได้ปิดบัง บอกว่าตัวเองถูกเจ้าขุนเขาเฉินพาเดินเข้าไปในเจดีย์สมบัติแก้วใสสูงเก้าชั้นแห่งหนึ่ง ในมือมีไม้กวาดด้ามหนึ่งเพิ่มมา ทุกวันจะต้องช่วยกันปัดกวาดทำความสะอาดเจดีย์
เซวียอู่ เริ่มปัดกวาดจากชั้นล่างสุด เฉินผิงอัน กลับเริ่มปัดกวาดจากชั้นบนสุดลงมา ทุกครั้งที่ เซวียอู่ เลือกปัดจากชั้นบนสุด เฉินผิงอัน ก็จะเริ่มกวาดจากชั้นแรกเสมอ
วันนี้ก็ถูก เหลียงเฉากวาน ซักถามอีก เซียงถง รำคาญพวกเขามากแล้วจริงๆ จึงเค้นสองคำลอดออกมาจากไรฟัน “เดาไปส่งเดช”
ไม่ใช่ว่า เซียงถง เล่นแง่จริงๆ แต่เป็นเพราะเรื่องในวันวานไม่อยากจะหวนกลับไปมองดู ทุกครั้งที่นึกขึ้นมา เซียงถง ก็อยากจะหลั่งน้ำตาเสมอ
ที่แท้ไอ้หมอนั่นอาศัยว่าตัวเองขอบเขตสูง มีวิธีการแปลกประหลาด หัวสมองไม่สมประดี ดึงดันจะลาก เซียงถง เดินทางผ่านพันภูเขาหมื่นสายน้ำไปด้วยกันให้จงได้ น่าจะใช้เวลาที่เป็นภาพลวงตาไปประมาณร้อยปีได้
คนแซ่เฉินมักจะชอบออกปัญหายากๆ ให้เขา ให้เขาสูญเสียมรรคกถาทั้งร่างไป และระหว่างฟ้าดินก็ไม่มีปราณวิญญาณไหลวนเลยสักนิด แต่กลับบีบให้เขาเป็นขอทานที่ยากจะหลบหนีหายนะได้
ดึงดันจะให้เขาใช้ความสามารถของตัวเอง อาศัยถ้วยผุๆ ใบเดียวมากลายเป็นเศรษฐีผู้ร่ำรวยในพื้นที่ให้ได้ถึงจะถือว่าผ่านด่าน เป็นมือปราบที่ทำงานอยู่ในที่ว่าการอำเภอมานานหลายปี อาศัยฝีมืออ่อนหัดอันน้อยนิดที่ “สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ” ทุกวันต้องคอยจับตัวโจรใหญ่ที่เห็นหลังคาปีนกำแพง กำจัดโจรทางน้ำอะไรพวกนั้น เกือบจะถูกฟันตายอยู่ก็หลายครั้ง
ยามที่มีข่าวดีประกาศจากทางราชวังของเมืองหลวง ก็ต้องเป็นคนที่วิ่งไปแจ้งข่าวให้กับนายท่าน จิ้นซื่อ ที่เพิ่งสอบได้ใหม่เพื่อขอเงินรางวัล กว่าจะอาศัยฝีเท้าที่คล่องแคล่ว เข้าใจการปีนกำแพงทางลัด หาเงินมาได้ไม่ใช่เรื่องง่าย
บางครั้งยังจะต้องถูกคนร่วมอาชีพดักซ้อมประเคนหมัดเท้าให้ในตรอก จากนั้นไอ้หมอนั่นก็จะโผล่ออกมา เอ่ยประโยคชวนให้คนสะอิดสะเอียนทำนองว่า “กลางวันแสกๆ ใต้ฝ่าพระบาทของโอรสวรรค์ อย่าหวังว่าจะกำเริบเสืบสานเช่นนี้ได้”
ทำให้พวกตะพาบกลุ่มนั้นตกใจหนีไป จากนั้นเขาก็จะยกสองแขนกอดอก เอนกายพิงกำแพง หัวเราะคิกคักมองตนที่จมูกเขียวหน้าบวมโซเซลุกขึ้นยืน
เฉินผิงอัน ถึงขั้นให้เขาไปทำงานในยุทธภพที่ใช้หน้าอกกระแทกหินใหญ่ให้แหลกอยู่ตามตลาดที่ผู้คนสัญจรขวักไขว่ หรือไม่ก็ตามท่าเรือที่มีการขนส่งทางน้ำ ให้เขาชูแขนขึ้นสูงแล้วเอาค้อนหนึ่งทุบลงไป ทุบจนเขาจุกไปทั้งหน้าอก สองตามีดาวสีทองลอยวน
ท่ามกลางเสียงไชโยโห่ร้องดังสนั่น ไอ้หมอนั่นก็เริ่มร้องตะโกนเสียงดังด้วยเช่นกัน ร้องตะโกนขายยาเพิ่มกำลัง
บางครั้งก็แค่เดินเล่นพูดคุยกันไปตามภูเขาสายน้ำ ไอ้หมอนั่นบอกว่าต้องให้การทำงานและการพักผ่อนผสมผสานกันอย่างสมดุล กลัวว่าจิตแห่งมรรคาของเขาจะแหลกสลาย ในอนาคตย่อมไม่มีคำอธิบายให้กับสหาย
สวมรองเท้าสานสะพายตะกร้าไม้ไผ่เหมือนกันขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพร ถือโอกาสเยี่ยมเยือนเซียนชมทัศนียภาพ ไอ้หมอนั่นพร้อมท่องกลอนต่าโหยวที่ทั้งไม่สนบทอ้างอิง แล้วก็ไม่สนความคล้องจองใดๆ
อะไรที่บอกว่าจักรพรรดิดูแคลนนักกวี อัครเสนาบดีดูแคลนผู้ฝึกยุทธ ผู้ที่เข้าใจและสงสาร เซียงถง มีเพียงเฉินหลางจง
ตอนที่อยู่ในเมืองหลวงของราชสำนักแห่งหนึ่ง ก็เคยรับช่วงต่อทำร้านขายรองเท้าที่กิจการไม่รุ่งเรืองนัก เซียงถง จะเข้าใจเรื่องพวกนี้ได้อย่างไร แน่นอนว่ายิ่งมึนงง สุดท้ายภายใต้การชี้แนะของคนแซ่เฉิน เซียงถง ก็ได้ถือโอกาสนี้ขายสมุดรายชื่อขุนนางไปด้วย คิดไม่ถึงว่าพวกเขาจะทำเงินได้จริงๆ
เซียงถง ยังเคยทำงานเป็นช่างเครื่องเงินที่เจ้าเล่ห์เพทุบาย ไม่ใช่แค่คัมภีร์การค้าที่มีกลิ่นเหม็นเหรียญทองแดงทั่วตัวเท่านั้น เซียงถง ที่คิดว่ายังพอจะเหลือความอดทนอยู่บ้าง ก็เกือบจะชักสีหน้าใส่เจ้าหมอนั่นแล้ว
แต่พวกเขายังเคยเปิดร้านขายธูปเทียนที่กิจการไม่เลวร้านหนึ่งนอกวัด ไม่ได้กำไร แต่ก็ไม่ขาดทุน ทุกวัน เซียงถง ยุ่งวุ่นวายไม่ได้หยุดพัก แต่จิตใจกลับค่อนข้างจะสงบ
เหลียงเฉากวาน เห็นว่า เซียงถง ที่หยิ่งทระนงทำตัวเป็นน้ำเต้าตันอีกแล้ว ก็ถามอย่างสงสัยว่า “เซียงถง ในเมื่อเจ้ารังเกียจเจ้าขุนเขาเฉินขนาดนี้ ทำไมถึงยังอยู่ต่ออีกล่ะ? จากไปให้สิ้นๆ เรื่อง ตาไม่เห็นใจก็ไม่หงุดหงิดแล้วไม่ใช่หรือ”
เซียงถง เงียบคิดไปพักหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยอย่างอัดอั้นว่า “อยู่ต่อที่นี่จะได้ขัดเกลาจิตแห่งมรรคา”
เหลียงเฉากวาน ตบไหล่ เซียงถง หัวเราะฮ่าๆ “ดาหน้าเข้าหาความยากลำบาก มีมาดแห่งบินทะยาน!”
เซียงถง เหล่ตามอง เหลียงเฉากวาน ที่พยายามจะตีสนิทตน ฝ่ายหลังจึงได้แต่หดมือกลับไปอย่างขุ่นเคือง
เซียงถง ถึงได้เปิดปากถามว่า “คุณสมบัติของเด็กๆ พวกนี้ อยู่ที่ภูเขาเถาสู่ของพวกเราในบรรดานักพรตที่ได้รับธรรมโองการซึ่งอายุน้อยที่สุด หลักๆ แล้วถือว่าอยู่ในมาตรฐานแบบใด?”
ป้ายเฟิง สอดสิบนิ้วเข้าด้วยกัน ยืดเอวขึ้นตรง เหยียดแขนบิดขี้เกียจ นางคร้านจะตอบคำถามที่ปัญญาอ่อนอย่างมาก แต่ก็สมกับเป็น เซียงถง อย่างมากประเภทนี้จริงๆ
เหลียงเฉากวาน ยิ้มเอ่ย “ถึงอย่างไรก็เป็นต้นกล้าเซียนที่สกุลเฉาซึ่งต้าหลีใช้กำลังของทั้งแคว้นคัดเลือกมา หากเปลี่ยนพวกเราไปอยู่ที่นั่น กลายเป็นลูกศิษย์ผู้สืบทอดของสมาชิกศาลบรรพจารย์ของแต่ละยอดเขา ก็ไม่น่าจะยาก คนที่คุณสมบัติดีคนสองคน แล้วก็ให้โชคดีอีกสักหน่อย เข้าตาของบรรพจารย์บางคน ถูกรับไว้ในสำนัก ฝึกตนไปร้อยปี ไม่แน่ว่าอาจกลายเป็น หลู่ซื้อ แห่งตำหนักเฟยเซียนคนที่สองของยอดเขาอะไรก็ได้?”
หลู่ซื้อ อ่อนใจอย่างยิ่ง
แม้จะบอกว่าตนอยู่ที่ตำหนักเฟยเซียน เหลียงเฉากวาน อยู่ที่ยอดเขาอีโฮวของภูเขาเถาสู่ศาลบรรพจารย์ หนึ่งภูเขาสี่สำนัก มีนักพรตอยู่มากมายนับไม่ถ้วน
ก่อนจะมาอยู่ภูเขาเที่ยอวี่ ก็ไม่ได้สนิทสนมกับวัตถุดิบเซียนแห่งยอดเขาอีโฮวที่มีวาสนาเซียนลึกล้ำผู้นี้ ไม่เคยมีการคบค้าสมาคมใดๆ ต่อกัน แต่ก็เคยได้ยินชื่อของ เหลียงเฉากวาน มานานมากแล้ว
เพราะถึงอย่างไรก็เป็นผู้มีพรสวรรค์ด้านการฝึกตนที่อาศัยความสามารถที่แท้จริง ไปฝึกประสบการณ์อยู่ในถ้ำสวรรค์อวิ๋นเพิ่ง นอกจากฝึกตนแล้ว จากรายงานข่าวบางอย่างฝ่ายในของสำนัก เหลียงเฉากวาน ก็เป็นนักพรตที่จริงจังมากคนหนึ่ง ทั้งฝึกวิชายันต์แล้วยังหลอมกระบี่ ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่คนที่พูดจาหลุดจากกรอบขนาดนี้
เด็กสาวสวมหมวกขนเดียวตรวจสอบพัฒนาการในการฝึกตนของเจ้าพวกเด็กน้อยเหล่านั้นแล้วสีหน้าก็ไม่สบอารมณ์ ขมวดคิ้วดูไม่ค่อยพอใจนัก ทั้งๆ ที่นางสอนคาถาให้อย่างจริงจัง อธิบายทุกก้าวย่างอย่างละเอียดแล้ว ทำไมถึงยังพุ่งชนสะเปะสะปะเหมือนแมลงวันหัวเขียวแบบนี้อีก
เพียงแต่ว่าหากนางดุด่ากลับ จะทำให้กลายเป็นว่าความสามารถในการถ่ายทอดมรรคาของตนไม่ดีพอ เซี่ยโก่ว จึงฝืนนิสัยพูดให้กำลังใจพวกเขาไปแทน คิดว่าจะให้ผู้ถวายงานธรรมดาบางคน อิงตามเค้าโครงที่ตนกำหนดไว้มาสั่งสอนพวกเขาดีๆ สักหลายๆ รอบ
คนโง่สอนคนโง่ ไม่แน่ว่าลบกับลบอาจได้บวก กลายเป็นว่าได้ผลดีเยี่ยม?
เซี่ยโก่ว มองหน้าอกของ ป้ายเฟิง เด็กสาวสวมหมวกขนเดียวไม่ได้เอ่ยอะไร เพียงแค่ส่ายหน้า ถอนหายใจ ไปล่ะ
เหลียงเฉากวาน กดเสียงลงต่ำถามว่า “แม่นางเซี่ยท่านนี้หมายความว่าอย่างไร?”
หลู่ซื้อ ไม่กล้าแสดงความคิดเห็นกับคำถามประเภทนี้หรอกนะ
เซียงถง เอ่ยอย่างตรงไปตรงมา “รังเกียจว่าเป็นภาระน่ะสิ”
หลู่ซื้อ กล่าว “แม่นางเซี่ยไม่ธรรมดาเลยนะ”
เหลียงเฉากวาน เอ่ยคล้อยตาม “สูงส่งลึกล้ำเกินจะคาดเดา”
แม่ทัพเทพจึงเตรียมจะเปิดค่ายกลของจวนวารี เรียกสายน้ำเส้นหนึ่งมากระแทกใส่ตาเฒ่าปากไร้หูรูดผู้นี้
ผลคือแม่ทัพเทพตำแหน่งสูงผู้นี้ต้องค้นพบด้วยความตกตะลึงว่า เส้นสายน้ำที่เป็นหนึ่งในค่ายกลใหญ่ของจวนวารี ไม่อยู่ในการควบคุมของเขาเลยสักนิด
ผู้เฒ่าพึมพำกับตัวเองว่า “ก็ถูกนะ นางหรือจะกล้ามาปรากฏตัวต่อหน้าข้า”
“ฝนใหญ่ตกกระหน่ำ น้ำฝนที่แยกกันหล่นหายไปในสี่มหาสมุทรมีจำนวนไม่น้อย นังหนูนี่ก็โชคไม่เลว ให้นางชิงนำหน้าโชคดีฝ่าทะลุขอบเขตไปได้ก่อน ก็จริงนะ หากเทียบกันในเรื่องดวง เมื่อเทียบกับกากเดนมังกรที่มีชีวิตรอดหลังจากหายนะผู้นี้ พวก หลี่เย่โหว ก็ไม่ได้เปรียบอะไรเลยจริงๆ”
“ดังนั้นนางจึงยิ่งไม่กล้ามาพบหน้าข้าเข้าไปอีก”
เทพหญิงแห่งกองระเบียบพิธีการผู้หนึ่งเร่งรุดมาถึงด้วยสีหน้านอบน้อม นางทำท่าจะพูดแต่ก็ไม่พูด ควรจะเรียกอีกฝ่ายว่าอย่างไร เป็นเรื่องยากเรื่องหนึ่งจริงๆ
ผู้ที่มาก็คือ เฉินชิงหลิว คนพิฆาตมังกร
ผู้เฒ่ากล่าว “โอ้โห ในที่สุดก็มีคนที่ตาไม่ไร้แววปรากฏตัวเสียที”
ขุนนางหลักกองระเบียบพิธีการยอบกายคารวะ “บ่าวคารวะ เฉินเซียนจวิน”
เฉินชิงหลิว พยักหน้ารับ ยิ้มตาหยีเอ่ยว่า “หวังจู ตัดสินใจว่าจะไม่ออกจากบ้านมาต้อนรับแขกแล้วใช่ไหม?”
เทพหญิงมีสีหน้ากระอักกระอ่วน เมื่อครู่นี้ สุยจวินหวังจู ออกคำสั่งมาแล้ว ความหมายคร่าวๆ ก็คือ วันนี้จะปิดประตูไม่ต้อนรับแขก
เฉินชิงหลิว หลุดหัวเราะพรืด “ขวัญหนีดีฝ่อเลยสินะ”
แม่ทัพเทพแห่งจวนวารีบางคนที่มีความคิดว่าหากเจ้านายถูกหมิ่นเกียรติ ขุนนางก็สมควรตาย แม้จะเดาสถานะของผู้เฒ่าชุดเขียวออกแล้ว ก็ยังคิดว่าจะต้องต่อสู้กับอีกฝ่ายดูสักตั้ง
เฉินชิงหลิว ขยับเดินไปข้างหน้า ร่างกายแม่ทัพเทพทหารของจวนวารี รวมถึงขุนนางหญิงกองระเบียบพิธีการผู้นั้นไม่เป็นตัวของตัวเอง ไม่ว่าจะดิ้นรนอย่างไร ร่ายใช้วิชาอภินิหารแห่งชะตาชีวิตแบบไหน ก็ล้วนจำต้องลงไปคุกเข่าอยู่กับพื้น
ประหนึ่งวิถีแห่งสวรรค์กดทับเหนือหัวลงมาช้าๆ จนพวกเขามิอาจยืนได้อีก
เฉินชิงหลิว เดินย่างก้าวไปทีละก้าว
ในตำแหน่งใหญ่แห่งหนึ่งของจวนวารี สุยจวินหวังจู ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรสีหน้าบิดเบี้ยว ใบหน้าซีดขาว สองมือที่ขยุ้มที่วางแขนเก้าอี้ไว้แน่น ยิ่งสั่นสะท้านแรงขึ้นเรื่อยๆ
รอกระทั่ง เฉินชิงหลิว เข้ามาในจวนวารี ยิ่งขยับเข้ามาใกล้ตำหนักใหญ่แห่งนี้มากขึ้นทุกที หวังจู ที่เลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่แล้ว ก็ยังไม่กล้าแม้แต่จะมีความคิดที่ลุกออกจากบัลลังก์มังกร
เมื่อ เฉินชิงหลิว ก้าวเดินอย่างผ่อนคลาย กระทั่งมาถึงด้านนอกธรณีประตูของตำหนักใหญ่
ในตำหนัก หวังจู ขอบเขตสิบสี่ไม่เหลือร่างมนุษย์อยู่แล้ว แต่กลายเป็นมังกรยักษ์ลำตัวเป็นสีขาวหิมะทั้งตัวกำลังขดตัวอยู่ เรือนกายใหญ่โตมโหฬารของมังกรที่แท้จริง ต่อให้นางพยายามจะขดตัวอย่างสุดความสามารถ แต่กระนั้นก็ยังกินอาณาเขตของตำหนักใหญ่ที่ทั้งกว้างขวางทั้งลึกไปเกินครึ่ง

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!