เข้าสู่ระบบผ่าน

กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! นิยาย บท 1116

บทที่ 1116.3 ภูเขาและทะเลเคลื่อนไหวอย่างน่าอัศจรรย์
เฉินชิงหลิวยังคงเอาสองมือไพล่หลัง สีหน้าเป็นปกติ เพียงแต่ว่าในดวงตามีแววดูแคลนเพิ่มขึ้นมาหลายส่วน ยกเท้าข้างหนึ่งเหยียบลงบนธรณีประตู จุ๊ปากเอ่ย “แข็งแกร่งกว่าปีนั้นเล็กน้อย แค่หลบซ่อนตัว ไม่ได้หนีไปไหน”

มังกรยักษ์สีขาวหิมะชูหัวที่สูงชันขึ้นมา ทว่าเพียงแค่การกระทำที่เล็กน้อยนี้กลับเหมือนได้เผาผลาญพลังใจและตบะของมันไปจนหมดสิ้น

นางจ้องเขม็งไปที่… เพชฌฆาต คนนั้น!

แค้นเลือดลึกล้ำดุจมหาสมุทรก็หนีไม่พ้นเช่นนี้เอง

เฉินชิงหลิวยิ้มบางๆ “สิ้นหวังมากเลยใช่ไหม เป็นขอบเขตสิบสี่แล้ว แต่พอได้เจอข้ากลับค้นพบว่าแม้กระทั่งตัวเองจะเงยหน้าขึ้นก็ยังยากลำบากถึงเพียงนี้? ความหวังน้อยนิดเลือนรางสลายหายไปแล้ว ก็น่าจะเป็นความสิ้นหวังที่แท้จริงแล้ว”

หวังจูพอจะรักษาจิตวิญญาณที่แท้จริงเสี้ยวหนึ่งไว้ได้อย่างพร่าเลือน นางเปิดปากพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “เจ้าฆ่าข้า เจ้าก็ต้องขอบเขตถดถอย!”

กฎของ ศาลปราชญ์? ถูกลิขิตมาแล้วว่ามิอาจขัดขวางคนพิฆาตมังกรผู้นี้ได้ อีกทั้งหวังจูก็ไม่มีทางส่ายหางขอความสงสารจาก ศาลปราชญ์ เด็ดขาด

เฉินชิงหลิวหัวเราะหยัน “วิถีทางโลกในทุกวันนี้ไม่เหมือนในอดีต ขาดมังกรที่แท้จริงหรือ? สังหารหวังจูไปคนหนึ่งก็ย่อมมีมังกรตัวที่สองมาชดเชยตำแหน่ง มีเรื่องให้ต้องทำกันแล้ว”

ศึกพิฆาตมังกรเมื่อสามพันปีก่อน ฆ่าล้างจนใต้หล้าไม่เหลือมังกรที่แท้จริง ถ้ำสวรรค์หลีจูถูกสร้างขึ้นมาจากความว่างเปล่า

เฉินชิงหลิวถอนตัวออกไปได้สำเร็จ นับแต่นั้นก็หายสาบสูญ ทว่าต่อให้เขาจะไม่ได้ปรากฏตัวอีก สามพันปีที่ผ่านมา บนโลกมนุษย์ก็ยังไม่มีเผ่าพันธุ์มังกรตัวใดที่กล้าข้ามผ่านบ่อสายฟ้าไปแม้แต่ครึ่งก้าว บนโลกมนุษย์ก็ยังไม่มีเผ่าพันธุ์มังกรตัวใดที่กล้าข้ามผ่าน

“เดิมทีก็แค่ผ่านทางมา ก็เลยแวะมาเป็นแขกที่นี่เท่านั้น แต่ประโยคนี้ของเจ้ากลับพูดได้ไม่น่าฟังเอาเสียเลย”

เฉินชิงหลิวยิ้มบาง “ถ้าอย่างนั้นก็เอาหัวนี้ของเจ้ามาลองขัดเกลาคมกระบี่ยาวสามพันปีดูสักหน่อยดีไหม?”

ดวงตาสีทองคู่นั้นของมังกรที่แท้จริงสีขาวหิมะเผยความลังเลอย่างเห็นได้ชัด หนวดมังกรสองข้างสายสะบัดเชื่องช้ากระเพื่อมแผ่ให้เกิดแสงสีทองบริสุทธิ์เป็นระลอก

เฉินชิงหลิวมีฉายาอย่างหนึ่งที่ไม่มีใครรู้ นั่นคือ “ชิงจู่”

คนพิฆาตมังกรผู้นี้ยิ่งได้ครอบครองกระบี่บินตัวอักษรเดียวที่ถูกอำพรางเอาไว้ ทว่ากลับไม่ได้เป็นเช่นนี้ตั้งแต่แรก แต่เกิดจากผู้ฝึกกระบี่ที่ใช้ศึกเลี้ยงศึก หล่อหลอมคมกระบี่ค่อยๆ ขัดเกลาไปทีละนิด

วิชาอภินิหารแห่งชะตาชีวิตของกระบี่บินก็คือคำคำเดียวเท่านั้น คำเดียวเท่านั้น… ฟัน

เฉินชิงหลิวยื่นมือข้างหนึ่งออกไปคว้า น้ำทะเลมากมายหาที่สิ้นสุดไม่ได้ในอาณาเขตของจวนวารีพลันแห้งขอด สุดท้ายกลายเป็นกระบี่ยาวสีเขียวเล่มหนึ่ง

กระบี่ยาวเล่มนี้ยกตั้งขึ้น เฉินชิงหลิวประกบสองนิ้วดีดไปเบาๆ ตัวกระบี่สั่นสะเทือน ส่งเสียงร้องดังไม่หยุด

หวังจูได้แต่ต้านทานพลังอำนาจประหนึ่งบารมีแห่งวิถีสวรรค์ที่พุ่งมาข่มทับขุมนั้นเอาไว้ แต่ก็ถูไถเต็มที่แล้ว เพียงแต่นางจะไม่ยอมยื่นคอรอให้อีกฝ่ายมาตัดเด็ดขาด นางยกกรงเล็บออกไปจิกพื้นของตำหนักใหญ่เต็มแรง

เฉินชิงหลิวส่ายหน้า “ขอบเขตสิบสี่ใหม่เอี่ยมอย่างพวกเจ้า อ่อนหัดสิ้นดี”

หวังจูถูกสยบกำราบจนต้องถอนร่างจริงออกไป กลับคืนสู่ร่างมนุษย์อีกครั้ง เลือดสดไหลออกจากทวารทั้งเจ็ด ขดตัวอยู่บนเก้าอี้มังกร

และเวลานี้เอง เฉินชิงหลิวกำลังจะข้ามผ่านธรณีประตูเข้ามา ใช้กระบี่ตัดหัวแมลงน่าสงสารตัวนั้น แต่จู่ๆ เขากลับหยุดฝีเท้า ยิ้มด่าว่า “ตาเฒ่าอวี่ เจ้านี่ชอบยุ่งเรื่องของคนอื่นเสียจริง”

ที่แท้ข้างกายก็มีบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งเพิ่มมา เขาเองก็แต่งกายด้วยชุดเขียวของลูกศิษย์ลัทธิขงจื้อเช่นเดียวกัน เขาก็คือ เฉินผิงอัน

เฉินชิงหลิวร้องเอ๊ะ “พวกเจ้าสองคนไม่ใช่ว่าคลายพันธะสัญญากันไปนานแล้วหรอกหรือ?”

เฉินผิงอันพยักหน้ายิ้มรับ “ถูกผูกพันธะสัญญาโดยไม่รู้ตัว รอกระทั่งคืนสติ พันธะสัญญานนั้นก็คลายลงด้วยตัวเองแล้ว”

เฉินชิงหลิวเหล่ตามองเจ้าขุนเขาหนุ่ม ปากพูด “เจ้าหนุ่ม มีคนรักอย่าง หนิงเหยา อยู่แล้วยังไม่รู้จักพออีกหรือ? เคี้ยวอยู่ในปาก ยังคิดถึงอาหารที่อยู่ในหม้ออีก ไม่ดีกระมัง?”

เฉินผิงอันไม่รู้ว่าควรจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี นี่มันอะไรกับอะไรกัน

“อยากช่วยนาง? จะช่วยอย่างไร? ก่อกำเนิดเล็กๆ ก่อกำเนิดน้อยคนหนึ่งที่กระโดดข้ามขอบเขตหยกดิบเป็นเซียนเหรินก็กล้ามาปรากฏตัวที่นี่แล้วหรือ?”

เฉินชิงหลิวหมุนตัว สะบัดกระบี่ยาวในมือง่ายๆ “ไม่พูดถึงขอบเขตหรือว่าพูดถึงขอบเขตล่ะ?”

เฉินผิงอันมองหวังจูบนบัลลังก์มังกรที่อยู่ในห้อง หวังจูสีหน้าแข็งค้างเป็นน้ำแข็ง ท่าทางไม่ค่อยรับน้ำใจเท่าใดนัก

เฉินชิงหลิวถือกระบี่ด้วยมือข้างเดียว เดินก้าวไปทางเฉินผิงอัน ยิ้มตาหยีเอ่ยว่า “คิดแล้วก็ไม่เข้าใจ อยากรู้จริงๆ ว่าเจ้าจะขวางอย่างไร อาศัยว่าพวกเราแซ่เฉินเหมือนกันหรือ?”

เฉินผิงอันประสานมือคารวะ “บังอาจขอให้ผู้อาวุโสเก็บกระบี่” อยู่ดีๆ หวังจูก็โมโหเดือดดาลอย่างไม่ทราบสาเหตุ กรีดร้องเสียงแหลม “อย่าไปขอร้องเขา!”

ตอนยังเยาว์ขอร้องคนอื่น ตอนเป็นหนุ่มสาวก็ขอร้องคนอื่น ทุกวันนี้ยังจะขอร้องคนอื่นอีกหรือ?!

ข้าหวังจูเป็นขอบเขตสิบสี่แล้ว โชคชะตาของเจียวหลงในใต้หล้ามารวมอยู่บนร่าง เป็นตายต้องรับผิดชอบด้วยตัวเอง ยังต้องให้เจ้ามายุ่งวุ่นวายอีกหรือ?!

เฉินผิงอันเหลือบตามองไปในตำหนักใหญ่ เอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “หุบปากของเจ้าไปซะ”

หวังจูโมโหจนสั่นเพิ่มไปทั้งร่าง

เฉินชิงหลิวหัวเราะร่วนเอ่ยเตือน “เฉินผิงอัน คิดให้ดีล่ะ วันนี้เป็นศัตรูกับข้า ราคาที่ต้องจ่ายมีไม่น้อย โรคแฝงที่จะทิ้งไว้เบื้องหลังยิ่งมีมากกว่า”

เฉินผิงอันแววตาเด็ดเดี่ยว พูดเนิบช้าว่า “เกี่ยวกับหวังจู อาจารย์ฉี ได้ฝากความหวังไว้ให้ อย่างน้อยข้าต้องปกป้องมรรคาให้นางหนึ่งครั้ง อย่างน้อยที่สุดหากดูจากตอนนี้ หวังจูที่ออกมาจากถ้ำสวรรค์หลีจูก็ไม่เคยมีการกระทำใดๆ ที่ล้ำเส้น ตอนนี้ผู้อาวุโสจึงยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องออกกระบี่พิฆาตมังกร”

“อ้อ?” เฉินชิงหลิวกระตุกมุมปาก “ฉีจิ้งชุน บอกเจ้าเองกับปากหรือ?” เฉินผิงอันส่ายหน้า “อาจารย์ไม่จำเป็นต้องพูดออกมา”

เฉินชิงหลิวยิ้มบางๆ “ขอบเขตเซียนเหริน ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย ไม่สู้เจ้าเรียก ซิ่วไฉเฒ่า มาเป็นคนกลางไกล่เกลี่ย? ขณะเดียวกันข้าก็มีคำแนะนำว่า ทางที่ดีที่สุดให้พา หลี่เซิ่ง มาพร้อมกันด้วย”

เฉินผิงอันเงียบงัน

เฉินชิงหลิวรออย่างอดทนอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะหัวเราะหยัน “คนคนหนึ่งไฉนถึงมีชีวิตได้น่าสงสารถึงเพียงนี้”

ส่ายหน้าแล้วเฉินชิงหลิวก็สะบัดข้อมือ กระบี่ยาวเล่มนั้นสลายกลายเป็นน้ำทะเล “จะไม่รังแกเด็กรุ่นเยาว์ก็แล้วกัน จะถือเสียว่าเจ้าหนูเจ้าติดค้างการถามกระบี่ขอบเขตเดียวกันกับข้าครั้งหนึ่ง”

เฉินชิงหลิวมองหวังจู เอ่ยสัพยอกว่า “บุญคุณช่วยชีวิตสองครั้ง ไม่ควรใช้เรือนกายตอบแทนสองครั้งหรอกหรือ? ข้าสามารถช่วยดูต้นทางให้ได้นะ”

หวังจูยกแขนที่สั่นสะท้านขึ้น ก้มหน้าลง ใช้ชายแขนเสื้อชุดคลุมมังกรเช็ดคราบเลือดบนใบหน้า

หวังจูกัดริมฝีปาก

เฉินผิงอันสอดสองมือไว้ในชายแขนเสื้อ “ขอแค่เจ้าไม่เคยทำให้ อาจารย์ฉี ผิดหวัง วันนี้ข้าขอร้องผู้อาวุโสคนหนึ่งไม่ให้ออกกระบี่ วันหน้าก็ไม่จำเป็นต้องขอร้องอีก”

หวังจูหันมามองเพื่อนบ้านในอดีตคนนี้ นางยกมือขึ้นช้าๆ

เฉินผิงอันขยับห่างไปด้านข้างหลายก้าวทันที สีหน้าเต็มไปด้วยแววระแวดระวัง เพราะถึงอย่างไรขอบเขตก็ต่างกันอยู่สองขั้น
+1

แววตาของหวังจูฉายแววหยอกเย้า มือที่ยกขึ้นลูบไปบนเส้นผมตรงจอนหู

เฉินผิงอันดีดปลายเท้า แสงกระบี่ประหนึ่งรุ้งยาวพุ่งออกไปจากจวนวารี

วิถีทางโลกที่สงบสุข ทั่วพื้นดินคือวสันตฤดู กลิ่นควันในการปรุงอาหารตามหมู่บ้านชนบทลอยโชย มีแขกมาจากทางทิศตะวันตก บนเส้นผมยังเปียกชื้นไปด้วยหยดฝนดอกซิ่ง

ภูเขาลั่วถัว วันนี้มีผู้เฒ่าร่างผอมบางแต่งกายด้วยชุดลัทธิเต๋าคนหนึ่งมาเยือน ตรงเอวของเขาห้อยกระบวยน้ำเต้า ด้านหลังสะพายห่อพิณ ท่าทางเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง

เทพเซียนผู้เฒ่า เจียเฉิง บังเอิญมาดื่มชาที่โต๊ะวันนี้พอดี มารำลึกความหลังกับนักพรต เซียนเว่ย ผู้ขยันหมั่นเพียรที่ได้เลื่อนขั้นเป็นเจ้าของภูเขาลูกหนึ่งแล้ว

แขกที่มาเยือนบอกว่าตัวเองชื่อ ซุยเฉิงเซียน นักพรตหลูซาน ฉายาหวังเจี้ยน เพราะไม่คิดจะขึ้นเขาจึงไม่ได้บันทึกชื่อกับนักพรต เซียนเว่ย

นักพรตเฒ่าค่อนข้างคุยเก่ง บอกว่าเชี่ยวชาญการดีดพิณที่ตระกูล เหลย เป็นผู้สร้าง ได้เจอกับเทพเซียนผู้เฒ่า เจียเฉิง ที่คุยเก่งเหมือนกันจึงพูดคุยกันอย่างถูกคอ นักพรตเฒ่าจึงปลดห่อพิณลงแล้วแสดงฝีมือ

เจียเฉิง เอ่ยชื่นชมไม่ขาดปาก พูดคำพูดที่มาจากใจจริงว่า “ดั่งเสียงสวรรค์อย่างแท้จริง เสียงเสนาะกังวาน ไม่มีการปรุงแต่ง สูงส่งเกินสามัญ”

อันที่จริงผู้ฝึกลมปราณที่แสร้งทำเป็น “เดินผ่าน” ตีนเขาอย่าง ซุยเฉิงเซียน นี้ มีอยู่เป็นประจำ เพียงแต่ว่าคนที่กล้านั่งลงข้างโต๊ะเหมือนอย่างนักพรตเฒ่ากลับมีอยู่แค่ไม่กี่คนเท่านั้น

ซุยเฉิงเซียน ดื่มชา เขาถูกชะตากับเทพเซียนผู้เฒ่า เจียเฉิง อย่างมาก คุยกันเหมือนเหยียบเปลือกแตงโม ไถลไปถึงตรงไหนก็คุยไปถึงตรงนั้น ก็การพูดคุยกันนี่นะ ไม่ต้องมีพิธีรีตองพูดไปตามเรื่องตามราว เวลานี้จึงพูดว่าตัวเองมีสหายอยู่คนหนึ่ง

ถือว่ามีอนาคตในวงการขุนนาง เคยเป็นเจ้ากรมพิธีการของแคว้นหนึ่ง เทพเซียนผู้เฒ่า เจียเฉิง รู้ทันแต่ไม่พูดออกมา สหายที่แต่งขึ้นมาเองสินะ

ซุยเฉิงเซียน พูดต่ออีกว่า “ผู้ออกบวช พบเจอกับเขาตอนยังเยาว์ ตอนที่เป็น มี่ซูหลาง ก็ได้รู้จักกับเด็กหนุ่มเย่อหยิ่งคนนี้ที่รับหน้าที่เป็น ซ่านเว่ยหลาง”

เทพเซียนผู้เฒ่า เจียเฉิง ถามหยั่งเชิง “ตั้งตัวจากการเป็นขุนนางหรือ?”

ซุยเฉิงเซียน พยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม พูดเปิดเผยจุดด้อยของตัวเอง “ตั้งตัวจากการเป็นขุนนางจริงๆ ก็คือตำแหน่ง มี่ซูหลาง ที่หากยืนหยัดอยู่ในตำแหน่งย่อมได้มีผลงาน ส่วนผลงานจะเป็นเช่นไรก็อยู่ที่ฝีมือของตัวเอง”

เจียเฉิง ลูบหนวดยิ้มเอ่ย “สหายมีชาติกำเนิดที่ดี มิน่าเล่าไม่ว่าจะเป็นคำพูดคำจาหรือการกระทำก็ล้วนสง่างามได้อย่างเป็นธรรมชาติเช่นนี้”

ซุยเฉิงเซียน เล่าเรื่องของสหายคนนั้นต่อไป คนเกเรกลับตัวได้มีค่ายิ่งกว่าทองคำ จากเด็กหนุ่มที่มุทะลุปุ่มบ่าม ทำตัวกร่างอยู่ในเมืองหลวง พลันคืนสติในฉับพลัน เริ่มหันมาตั้งใจศึกษาเล่าเรียน หลังจากเป็นเจ้าพรมพิธีการแล้วก็เคยเสนอแนะต่อฮ่องเต้ว่า จักรพรรดิผู้ปกครองแคว้น ขุนนางผู้บริหารบ้านเมือง นับถือพระพุทธเจ้าจากใจจริงย่อมเป็นเรื่องดี แต่กลับไม่ควรประจบเอาใจพระพุทธเจ้าเพียงอย่างเดียว หากใช้เลือดเนื้อของปวงประชาจนหมดสิ้น ตั้งโต๊ะถวายการบูชา หากพระพุทธเจ้าศักดิ์สิทธิ์จริงย่อมต้องตอบรับ เผาผลาญคลังสมบัติของชาติ การทำไร่ทำนาเสียหาย สิ้นเปลืองทรัพยากรแรงคน แต่กลับแลกมาด้วยความสุขหรือบุญผล ผลบุญที่ได้จะเกินกว่าที่ตั้งใจไว้ ฝึกฝนพระธรรม สามารถบำเพ็ญเป็นบุญสำหรับชาติหน้า แต่การบำเพ็ญตนให้ดี รักษาครอบครัวให้เรียบร้อย ปกครองบ้านเมืองให้สงบของลัทธิขงจื้อกลับสามารถแก้ปัญหาของทุกวันนี้ได้ จักรพรรดิรุ่นที่สองกลับเปลี่ยนไปใช้คนละแนวทาง เริ่มหันมาเลื่อมใสหลักการของลัทธิเต๋า หันไปทำลายวัดและพระพุทธรูป ยังคงเป็นผู้เฒ่าที่เพิ่งได้รับยศ ไท่เป่า (ที่ปรึกษาหรืออาจารย์ของรัชทายาท) ของรัชทายาทคนนี้ที่ต่อต้านการทำลายพระพุทธศาสนาเลื่อมใสบูชาเต๋าของฮ่องเต้อย่างเปิดเผย เหตุผลก็คือปัจจุบันคือสิ่งที่อยู่ใกล้ ชาติหน้าคือสิ่งที่อยู่ห่างไกล ละทิ้งสิ่งที่อยู่ใกล้ไปแสวงหาสิ่งที่อยู่ห่างไกลคือความผิดพลาด ถ้าอย่างนั้นชาติหน้าห่างไกล ปัจจุบันนี้อยู่ใกล้ ดูแค่วันนี้กับพรุ่งนี้ ไม่ดูชาติหน้า ก็ผิดเช่นเดียวกัน คนทั้งราชสำนัก บ้าง

ก็บอกว่าเขาแสวงหาชื่อเสียงจอมปลอม อายุมากแล้วไม่รู้จักประพฤติตัวให้ดี มีเพียงคนจำนวนน้อยที่คิดว่าเขาคือผู้รอบรู้ที่แท้จริง

กล่าวมาถึงตรงนี้ นักพรตเฒ่าก็ยกฝ่ามือที่แห้งเหี่ยวขึ้นตบห่อพิณที่วางอยู่บนโต๊ะเบาๆ “นับตั้งแต่อายุน้อยจนแก่ชรา ล้วนเป็นสหายสนิทกัน แต่เมื่อเขาเป็นขุนนาง ผู้ออกบวช ฝึกตนเป็นเซียนก็ยิ่งเดินยิ่งห่างไกลกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ วันเวลาผันผ่าน ได้กลับคืนมายังสถานที่เดิมอีกครั้ง วันวานในอดีตล้วนถูกฝนและลมพัดพาผ่านไปแล้ว เรือนของสหายเก่ามีหญ้าขึ้นปกคลุมรกชัฏ ไม้เก่าผุเอนเอียง กิ่งไม้เหมือนเส้นเอ็น มีเพียงดอกไห่ถังโบราณดอกเดียวที่ยังคงมาดแห่งความสง่างามเหมือนในวันวาน ประหนึ่งสาวงามแห่งยุคสมัยที่ได้แต่ชื่นชมความงามของตัวเองเพียงลำพัง”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!