เทพเซียนผู้เฒ่าเจี่ยทอดถอนใจอย่างปลงอนิจจัง เอ่ยตามมา ประโยคหนึ่งว่า “ไม่รู ้ว่ามีกี่คนที่เคยเมามายล้มพับอยู่ท่ามกลางเงาบุป ผาไปกี่ครั้ง”
ชุยเฉิงเซียนยกชามน้าชาขึ้น เอ่ยอย่างเสียใจว่า “ไม่มีคาอธิบาย เลย”
เจี่ยเฉิงไม่ค่อยอยากจะวิจารณ์เรื่องนี้สักเท่าไร เพียงแค่ยกชาม ขึ้นชนกับชามของชุยเฉิงเซียน
และเวลานี้เอง นักพรตหนุ่มที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ก็โพล่งออกมา ว่า “มีค าอธิบาย”
ซุยเฉิงเซียนหันหน้าไปมอง ยิ้มถามว่า “อธิบายอย่างไร?”
เซียนเว่ยตอบ “มีใจแต่ไร้ก าลัง แขวนมงกุฎออกจากต าแหน่งขุน นาง ถอยกลับไปอยู่อย่างสันโดษในป่ า บุคคลผู้มีคุณธรรมสูงส่งและ ศีลธรรมมั่นคงเช่นนี้ ลูกหลานในตระกูลไปพบเห็นเข้า คนทั่วทั้งราช สานักพบเห็นเข้า ต่างก็ได้รู ้ว่าที่แท้ระหว่างฟ้ าดินก็ยังมีบัณฑิตที่เป็ น บัณฑิตเช่นนี้อยู่ด้วย ดังนั้นนี่จึงถูกต้องแล้ว”
“เพราะทาอะไรไม่ได้จริงๆ ยากจะเปลี่ยนสถานการณ์จากขุ่นมัว มาเป็ นใส จ าต้องแสร้งประนีประนอมคล้อยตาม ท าตัวสกปรกขุ่นมัว
ปะปนไปพร ้อมกับคนที่อยู่คนละเส้นทางแต่ก็พยายามที่จะปะชุน ซ่อมแซมอย่างลับๆ อย่างสุดกาลัง ทาเรื่องดีที่ช่วยเหลือปวงประชา ช่วยเหลือบ้านเมืองไปมากมาย คนนอกด่าก็ปล่อยให้พวกเขาด่าไป ชื่อเสียงอันดีงามที่สั่งสมมาถูกท าลายลงในวันเดียว แต่ตัวเองกลับ ถามใจแล้วไม่ละอาย นี่จึงถูกต้องเช่นเดียวกัน”
“เรื่องสองประเภท คนสองคน ใจสองใจ ต่างก็ไม่เคยหล่นลงบน ความว่างเปล่า แต่หยั่งรากลงบนพื้นอย่างแท้จริง ทาให้ในใจของคน ที่มองดูอยู่มีบุปผาผลิบานออกดอกออกผล ไม่แน่เสมอไปว่ากิ่งใบจะ เป็ นพุ่มหนา แต่กลับเหมือนดอกไห่ถังดอกนั้น”
ฟังมาถึงตรงนี้ ผู้เฒ่าก็ครุ่นคิดอย่างจริงจังอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเอ่ย อย่างปลงอนิจจังว่า “ที่แท้ก็เป็ นอย่างนี้นี่เอง”
นักพรตเซียนเว่ยยิ้มบางๆ ไม่เอ่ยอะไร
จริงดังคาด ไม่อาจสอนรายละเอียดการฝึกตนบนตาราแก่คนอื่น ได้จริงๆ แต่หากจะให้พูด “ภาษาลัทธิเต๋ที่ครอบคลุมแบบกว้างๆ” นี่ ต่างหากถึงจะเป็ นสิ่งที่ตนเชี่ยวชาญ
คราวก่อนกับหลี่มู่โจวก็ออกมาเป็ นสภาพนั้น ทุกวันนี้พอเซียน เว่ยได้เจอกับนักพรตก็กลัดกลุ้มทันที กว่าจะปลุกความกล้าพูดคุย กับอีกฝ่ายสองสามประโยคได้ไม่ใช่เรื่องง่าย
แน่นอนว่าหลักๆ แล้วก็เป็ นเพราะมีเทพเซียนผู้เฒ่าเจี่ยนั่งพิทักษ์ อยู่หน้าประตูภูเขาด้วย นักพรตเซียนเว่ยถึงได้ไม่กังวลว่าตัวเองจะพูด ผิด
แต่เมื่อเข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม เขาจึงปฏิบัติต่อผู้อื่น ด้วยความจริงใจ เซียนเว่ยจึงอยากฉวยโอกาสตีเหล็กตอนที่ยังร ้อน พูดอะไรเสริมไปอีกสองประโยค เพียงแต่ตอนนี้ยังนึกวิธีพูดดีๆ ไม่ ออกจึงใช ้สายตาบอกเป็ นนัยแก่ยอดฝีมือ ปรมาจารย์ใหญ่ในด้านนี้ที่ นั่งอยู่ข้างโต๊ะ!
เทพเซียนผู้เฒ่าเจี่ยรู ้ใจโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ย ก็ภาระหน้าที่ที่มิ อาจผลักไปให้คนอื่นได้นี่นะ จึงรีบเอ่ยค าพูดจริงใจตามไปทันทีว่า “หลักการเหตุผลก็คือหลักการเหตุผลที่ยิ่งใหญ่ข้อนี้แหละ”
“คนเรานี่นะ แน่นอนว่าไม่อาจทาตัวหยาบสามัญเกินไปนัก แต่ก็ ไม่สามารถไม่คล้อยตามขนบธรรมเนียมเสียเลย”
“แต่หากอยากจะให้หลักการเหตุผลที่เลื่อนลอยพวกนี้หล่นลง พื้นได้อย่างแท้จริง ก็เหมือนอย่างที่นักพรตเซียนเว่ยกล่าว นี่ก็เหมือน การแตกหน่อออกดอกออกผล หรือไม่ก็ท าให้ต้นอ่อนของต้นไม้เติบ ใหญ่ทั้งยังตั้งตรง สักวันหนึ่งให้มันมีหวังที่จะสูงเสียดฟ้ าสามารถให้ ร่มเงาแก่เพื่อนบ้านใกล้เคียงหรือไม่ก็คนผ่านทางที่มาพักเท้าได้ นี่ยัง ต้องให้เจ้าขุนเขาของพวกเรามาแยกรายละเอียดแต่ละขั้นตอนของ หลักการเหตุผลใหญ่นี้”
เซียนเว่ยรู ้สึกนับถืออย่างมาก นี่ก็น่าจะเรียกว่าพอคนเชี่ยวชาญ ลงมือก็รู ้แล้วว่ามีหรือไม่มีฝีมือ ฉลาดและสูงส่งกว่าตนอยู่หลายส่วน จริงๆ
ชุยเฉิงเซียนวางชามขาวลง “ในเมื่อเทพเซียนผู้เฒ่าเจี่ยยินดีที่จะ ปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยควาจริงใจ ผินเต้าก็ไม่สะดวกจะสวมรอยตัวตนนี้ ต่อไปอีกแล้ว อันที่จริงฉายาของผินเต้าคือคงซาน พื้นที่ประกอบ พิธีกรรมมีชื่อว่าเรือนเจี่ยนไจ”
เจี่ยเฉิงถาม “จุดธูปนั่งนิ่ง คงซานที่ภูเขาว่างเปล่าไร ้ผู้คน? เจี่ย นจากประโยคสร ้างรังไหมผูกมัดตัวเองอย่างนั้นหรือ?”
ชุยเฉิงเซียนพยักหน้า “ผินเต้าเคยอยู่ในสถานที่เล็กๆ แห่งหนึ่งที่ ชื่อว่าภูเขาเฉวียนเจียว เจาะบ่อหลอมโอสถ ฝึกตนนานหลายปี น่า เสียดายที่คุณสมบัติไม่เพียงพอ มหามรรคาแห่งความเป็ นอมตะท าให้ ข้าหลงทาง”
นักพรตเฒ่าผู้นี้ตบกระบวยน้าเต้าตรงเอว พูดกลั้วหัวเราะเสียงดัง กังวาน “เวลาปกติจะหมักเหล้าเอง ถือว่าไม่เลวเลย แต่ผินเต้ากลับท า ผิดต่อสุราเลิศรส มหามรรคาผิดต่อข้า ข้าผิดต่อสุรา ก็ถือว่าหายกัน แล้ว”
เจียเฉิงยกชามขึ้น ใช ้น้าชาต่างสุรา เอ่ยอย่างปลงอนิจจังว่า “นักพรตฝึกบ าเพ็ญเต๋าเจอภูเขาพักอาศัยในภูเขา เจอน้าหยุดน้า เคลื่อนที่ไปอย่างน่าอัศจรรย์”
อยู่หน้าประตูภูเขา ถึงอย่างไรก็มีแค่พวกเขาสามคน อีกทั้งทุก คนต่างก็เป็ นนักพรตชมพวกเขาสองคนก็ถือโอกาสชมตัวเองไป พร ้อมกันด้วย
ชุยเฉิงเซียนที่มีฉายาว่าคงซานลุกขึ้นยืน ผู้เฒ่าร่างผ่ายผอม สะพายห่อพิณขึ้นหลังอีกครั้ง ยิ้มเอ่ยว่า “พูดไปแล้วก็น่าขัน ตอนที่ ผินเต้าเพิ่งขึ้นภูเขาฝึกตนก็เคยเป็ นเด็กหนุ่มมุทะลุไม่รู ้ฟ้ าสูงแผ่นดิน ต่าเหมือนกัน ในสายตามองไม่เห็นผู้หลอมลมปราณในใต้หล้า ยอม ให้แค่สามภูเขากับหนึ่งคนเท่านั้น”
แล้วนักพรตเฒ่าก็ออกเดินทางไปเพียงลาพังอีกครั้ง
เทพเซียนผู้เฒ่าเจี่ยก็ไม่ได้เห็นการพบเจอกันในวันนี้เป็ นเรื่อง ส าคัญอะไร ก็แค่การแสดงออกเหมือนในยามปกติ ใช ้มาตรฐาน ทั่วไปเท่านั้น
รอกระทั่งเฉินผิงอันขี่กระบี่ข้ามมหาสมุทรขึ้นฝั่งมาที่แจกันสมบัติ ทวีป เข้ามาในอาณาเขตของขุนเขาเหนือแล้วให้เว่ยเสินจวิน ช่วยเหลือ ทาให้กลับมาที่ภูเขาลั่วพั่วได้ในเสี้ยววินาที
ก็ได้ยินเทพเซียนผู้เฒ่าเจี่ยเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นคร่าวๆ ให้ฟังตอน อยู่หน้าประตูภูเขา เฉินผิงอันก็ยิ้มเอ่ยว่า “ดูท่าข้าคงจะพลาดยอด ฝีมือนอกโลกคนหนึ่งไปเสียแล้ว”
เจี่ยเฉิงช่วยแก้ไขประโยคให้ถูกต้อง “ต่างคนต่างคลาดกัน เหลือ ค้างไว้ก่อนได้”
เจ้าสานักชุยได้ส่งกระบี่บินแจ้งข่าวมากาชับเซียนกระบี่ใหญ่หมี่ ว่าอย่าลืมกลับส านักของตัวเองตามเวลาที่กาหนด ยอดเขามี่เซวี่ย เตรียมการจะเปิดบุปผาในคันฉ่องจันทราในสายน้าแล้ว ทุกเรื่องล้วน เตรียมการไว้หมดแล้ว ขาดก็แค่หมี่อันดับหนึ่งเท่านั้น
เจียงซ่างเจินที่เป็ นอาจารย์สอนหนังสืออยู่ในโรงเรียนหมู่บ้าน ชนบทถึงกับหลอกเอาเด็กนักเรียนของหมู่บ้านใกล้เคียงมาเรียนที่ โรงเรียนของตัวเองได้อีกหลายคน เขารู ้สึกว่าการที่ตนเปิดคาบเรียน สอนเด็กมีคุณความชอบเหนือกว่าเจ้าขุนเขาเฉินไปแล้ว
ในภูเขาเที่ยวอวี๋ ปรมาจารย์เวินที่ทุกวันพอตื่นนอนจะต้อง อาบน้า ผลัดเปลี่ยนเสื้อมาแล้วมานั่งอาบแดดบนเก้าอี้เหมือนกันทุก วันโดยที่ฟ้ าผ่าก็ไม่มีสะเทือน ไม่รู ้ว่าคันหนังหรือรู ้สึกว่าฝีมือของตน ใช ้ได้แล้ว
มีวันหนึ่งเขาเป็ นฝ่ ายเรียกร ้องเผยเฉียนที่ทุกวันปล่อยหมัดแค่ หมัดเดียวว่าให้ยกขอบเขตสูงเป็ นขอบเขตปลายทางได้แล้ว
หลังจากที่เผยเฉียนมั่นใจแล้วว่าเวินจื่อซี่ไม่ได้ล้อเล่น นางก็ ปล่อยหมัดหนึ่งออกไป บนผนังข้างลานประลองยุทธจึงมีหลุมอักษร ต้า (大) หลุมหนึ่งโผล่มา
ก่อนที่เวินจื่อซี่จะหมดสติไปพอจะได้ยินอาจารย์เจิ้งเอ่ยประโยค หนึ่งแว่วๆ ว่า “กฎเดิมจดลงบัญชีนะ พี่น้องคนกันเองลดแปดส่วน”
เจ้าคนที่ชื่อป๋ ายเสวียนผู้นั้นมักจะมาเดินเล่นที่ลานประลองยุทธ เป็ นประจา ตอนนั้นพอเห็นหมัดนี้ก็รีบยกกาจื่อซาขึ้นดื่มชาโก่วฉี่ หนึ่งอีกเพื่อระงับความตกใจ
เจิ้งต้าเพิ่งใช ้ทั้งไม้อ่อนไม้แข็งตามตื้อ ต้องเอ่ยคาสาบานรุนแรง หลายครั้งกว่าจะได้เปิ ดตาราวีรบุรุษเล่มนั้นอ่าน ปิ ดสมุดลงแล้ว เจิ้งต้าเฟิงก็เอ่ยประโยคอย่างเป็ นธรรมว่า คือตาราเป็ นตายเล่มหนึ่ง จริงๆ
กู้ช่านบอกว่าเจ้าอยากจะปกป้ องคุ้มครองหมี่ลี่น้อยให้ดีมาก เกินไป จ าเป็ นต้องระมัดระวังมากขนาดนี้ด้วยหรือ? โจวหมี่ลี่อยู่ที่
ทะเลสาบคนใบ้ ก่อนจะพบเจอเจ้า หรือว่านางก็มีผู้ปกป้ องมรรคา แล้ว?
อยู่ในอาณาเขตของภูเขาลั่วพั่วบ้านตัวเอง หากเจ้ายังระมัดระวัง มากขนาดนี้ก็ออกจะดูแคลนผู้ถวายงานพิทักษ์ภูเขาบ้านตนเกินไป หน่อยหรือไม่?
วันนี้แม่นางน้อยยังชุดดายังคงสวมผ้าคลุม สองมือกอดอก กอด ไม้เท้าเดินป่ าไผ่เขียวกับคานหาบสีทองยืนอยู่ตรงกลางสะพานหิน นางเงยหน้าขึ้นมองน้าตกสายนั้น
สีหน้าเคร่งขรึม คิ้วขมวดแน่น
ที่แท้เมื่อวานพี่หญิงเซี่ยโก่วก็เสนอให้นางเผยร่างจริงอยู่ในสระ น้า อ้าปากกว้างๆ ดื่มน้า หรือจะพูดให้ถูกต้องก็คือรับน้าตกนั้นเอาไว้ ดูว่าจะดื่มน้าจนอิ่มได้หรือไม่ ดังนั้นหมี่ลี่น้อยจึงครุ่นคิดถึงข้อเสนอแนะนี้อย่างจริงจังว่า สามารถท าได้หรือไม่ รวมไปถึงว่าหากมีใครบังเอิญมาเห็นเข้าจะน่า อายหรือไม่
ฝ่ ามืออบอุ่นข้างหนึ่งวางลงมาบนศีรษะ หมี่ลี่น้อยเอียงหัว วะ ฮะฮ่า ที่แท้ก็คือเจ้าขุนเขาคนดี
เฉินผิงอันพูดถึงความคิดและต้นสายปลายเหตุที่ว่าทาไมตนถึง สร ้างรังเมฆขึ้นมา หมี่ลี่น้อยเกาแก้ม “ฮ่า ข้ายังนึกว่าเรื่องอะไรเสียอีก เรื่องใหญ่แค่ไหนกันเชียว”
เดินเล่นไปตามภูเขาด้วยกันอย่างเอ้อระเหย เฉินผิงอันขอยืมไม้ เท้าไผ่เขียวอันนั้น แม่นางน้อยชุดด าแบกคานหาบสีทองไว้บนบ่า
ไม้เท้าเดินป่าเคาะลงไปบนก้อนหินสีเขียวส่งเสียงดังป้ อกๆๆ
หมี่ลี่น้อยยกฝ่ามือขึ้น บนมือคือเมล็ดแตงกามือหนึ่ง
เฉินผิงอันแทะเมล็ดแตงพลางบ่นไปด้วย “ฝึกตนไม่ง่าย กิจธุระ รัดตัว ติดค้างหนี้น้าใจและหนี้อ่านตาราของคนมากมาย”
“ทั้งที่อยู่ไกลและอยู่ใกล้ เรื่องราวน้อยใหญ่มากมายเหมือนขนวัว ที่พ่อครัวเฒ่าก็มีจดหมายประเภทต่างๆ วางกองอยู่เต็มโต๊ะ จะตอบ กลับหรือไม่ ตอบกลับแล้วจะเขียนอย่างไร ล้วนน่ากลัดกลุ้มไปหมด”
เจ้าขุนเขาเฉินที่ในท้องมีแต่คาบ่นเพิ่งจะเคยเอ่ยความในใจพวก นี้กับคนอื่นเป็ นครั้งแรก
หนึ่งผู้ใหญ่หนึ่งเด็กรวมใจเป็ นหนึ่ง แทะเมล็ดแตงเสร็จแล้ว หมี่ลี่ น้อยก็กาหมัดหลวมๆ ยื่นส่งไปทางเฉินผิงอัน
เฉินผิงอันไม่เข้าใจว่าคืออะไร แต่ก็ยังแบฝ่ ามือออก ยิ้มถามว่า “อะไรหรือ?”
หมี่ลี่น้อยยิ้มกว้าง “ความอารมณ์ดีที่สะสมเอาไว้ ให้เจ้าขุนเขา คนดียืมไปใช้”
คนหนึ่งคลายหมัด อีกคนกาหมัดแน่น
เฉินผิงอันแกว่งหมัด บอกให้รู ้ว่ารับมาไว้แล้ว ยิ้มถามว่า “ไม่ได้ ยกให้เลยหรอกหรือ?” หมี่ลี่น้อยพยักหน้ารับแรงๆ “แค่ให้ยืมไม่ได้มอบให้” เฉินผิงอันยิ้มตาหยี “นี่ไม่ใช่ว่าต้องคิดดอกเบี้ยด้วยหรือ?” หมี่ลี่น้อยส่ายหน้า หัวเราะฮ่าๆ “มันแน่อยู่แล้ว” เฉินผิงอันเอ่ยอย่างกระจ่างแจ้ง “เป็ นการค้าที่ดีจริงๆ!” ระหว่างที่พวกเขาเดินกันไป ภายใต้แสงอาทิตย์สาดส่อง ตรง น้าตกเส้นนั้นมีสายรุ ้งสายหนึ่งพาดผ่าน

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!