โดยไม่ทันรู้ตัวก็จมเข้าสู่สภาพการณ์ที่ ”สวรรค์ชิงชัง”
ต้องรู้ว่าเซียนกระบี่ยุคโบราณทั้งหลายเหล่านั้น ยกตัวอย่างเช่นพูดถึงแค่ในอาณาเขตของสู่โบราณ ตอนแรกก็ไม่ใช่เพื่อไปหาสมบัติแต่เป็นเพราะทนมองต่อไปไม่ไหวจริงๆ
ลู่เฉินที่มองดูเหมือนไม่สนใจฝึกบำเพ็ญตนเอาแต่ล่องเรือออกทะเลก็เคยโน้มน้าวพวกราชามังกรยุคโบราณที่ตำแหน่งเทพสูงที่สุดเหล่านั้นว่าพวกเจ้าควรสงบเสงี่ยมควรปรับปรุงตัวได้แล้ว ไม่อย่างนั้นควันธูปจะขาดสะบั้น
ไม่เชื่อ
และบางทีก็อาจเป็นเพราะเป็นปัญหาสะสมลึกเหมือนโรคเรื้อรังยากจะเยียวยา พวกราชามังกรที่ผ่านศึกเดินขึ้นฟ้าครั้งนั้นมา ต่อให้คิดอยากจะทำอะไร แต่ถึงอย่างไรก็ไม่มีเรี่ยวแรงพอให้พลิกฟื้นสถานการณ์
หวังหมินเอ่ยอย่างเป็นกังวลว่า ”พวกเขาต่างก็เป็นผู้ฝึกกระบี่ คนหนึ่งคือสิบสี่เฒ่า อีกคนคือเซียนกระบี่หนุ่มที่ทั้งตัวของเขาและภูมิหลังของเขาต่างก็แข็งแกร่ง มาปะทะกันก็ง่ายที่จะแตกหักกันเพียงเพราะพูดไม่เข้าหูกันคำเดียว”
แม้เขาจะได้ตบะขอบเขตและความทรงจำของชาติก่อนกลับคืนมาแล้ว แต่จิตใต้สำนึกก็ยังเรียกตัวเองเป็นคนในท้องถิ่นของถ้ำสวรรค์หลีจูด้วยความภาคภูมิใจ
ส่วนเฉินผิงอันก็ยิ่งเป็นบุคคลที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่มคนรุ่นเยาว์ของบ้านเกิด หวังหมินไม่อยากให้คนหนุ่มที่เป็นเช่นนี้เจอกับอุปสรรคบนมหามรรคา แล้วก็ต้องหม่นหมองดับประกายแสง เลือนหายไปท่ามกลางฝูงชนนับแต่นี้
มีสภาพการณ์ที่คล้ายคลึงกับผู้ฝึกตนใหญ่บางคนของธวัลทวีป
นักพรตเก๋อยิ้มเอ่ย “ฟังจากน้ำเสียงคือลำเอียงเข้าข้างเฉินผิงอันมากกว่าหรือ?”
หวังหมินมีสีหน้าภาคภูมิใจอยู่หลายส่วน ยิ้มเอ่ยว่า “ข้าไม่สนิทกับสหายชซิงจู่สักหน่อยไม่เคยเจอหน้ากันด้วยซ้ำ แต่ปีนั้นอยู่ในเมืองเล็ก ข้าก็เป็นคนที่เห็นดีในตัวของเฉินผิงอันมาตั้งแต่แรกแล้ว ไม่แน่ว่าอาจถือเป็นหนึ่งในคนแรกสุดเลยก็ได้นะ?”
นักพรตเก๋อพยักหน้ายิ้มเอ่ย ”เจ้าขุนเขาเฉินเห็นผินเต้าที่ไม่เคยเจอหน้ากันมาก่อน อย่างมากก็คงเรียกขานว่าผู้อาวุโสหรือไม่ก็เก๋อเซียนจวินตามมารยาท แต่ได้กลับมาเจอกับเจ้าอีกครั้งกลับต้องเรียกขานเจ้าว่าท่านปู่เว่ยด้วยความจริงใจ”
สุสานเทพเซียนที่อยู่นอกเมืองเล็ก ทุกวันนี้โฉนดที่ดินยังอยู่ในมือของตระกูลเว่ย
ต่อให้สกุลซ่งต้าหลีจะอยู่บนจุดสูงสุดของราชสำนักที่หนึ่งแคว้นก็คือหนึ่งทวีป แต่ก็ไม่ได้ทำให้สกุลเว่ยตรอกเถาเย่ต้องลำบากใจในเรื่องนี้ ไม่ได้บังคับซื้อบังคับขายให้ฝ่ายหลังมอบโฉนดที่ดินมาให้เพียงแค่เพราะรายละเอียดวิชาการกักมังกรของถ้ำสวรรค์หลีจูมาจากมือของหวังหมินในอดีตชาติ เป็นเหตุให้อาณาเขตของสุสานเทพเซียนก็คือค่าตอบแทนที่เว่ยเป็นหยวนในชาติต่อมาสมควรได้รับ
ตอนนั้นอาจารย์ออกคำสั่งข้อหนึ่ง บอกให้เขาไปรับศิษย์น้องอย่างเว่ยเป็นหยวนแห่งตรอกเถาเย่ นักพรตที่พันไม่ควรหมื่นไม่ควร ไม่ควรที่จะถูกมรรคาเรื่องห้าธาตุหยินหยางกับโจวจื่อมากที่สุด
อันที่จริงหวังหมินในอดีตชาติไม่ใช่ลูกศิษย์ผู้สืบทอด เป็นแค่ลูกศิษย์ที่ไม่ได้รับการบันทึกชื่อของอาจารย์ซานซานจิ่วโหวเท่านั้น
และนี่ก็เป็นปมในใจของหวังหมินพอดี เขาอยากจะพิสูจน์ตัวเองอย่างมากว่าตัวเองมีคุณสมบัติพอจะเป็นลูกศิษย์ผู้สืบทอดได้
เซี่ยโก่วดูแคลนพวกนักพรตในโลกทุกวันนี้ นางรู้สึกว่าผู้หลอมลมปราณในปัจจุบัน จิตแห่งการแสวงหามรรคาไม่แข็งแกร่งมากพอแต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด มีข้อยกเว้นอยู่เหมือนกัน
เพราะก่อนหน้านี้ศิษย์พี่เก๋อแพร่งพรายความลับสวรรค์ หวังหมินจึงบ่นว่า “อวีเจินเหรินคิดอย่างไรกันแน่ ไฉนถึงดึงดันจะให้เฉินผิงอันมาลุยน้ำขุ่นบ่อนี้ เศรษฐีที่ชั่วชีวิตนี้ไม่เคยกลัดกลุ้มกับคำว่าเงินแค่ยืมเงินเล็กน้อยเท่านั้นเอง ในใจกลับไม่สบอารมณ์อย่างนั้นหรือ?”
นักพรตเก๋อเอ่ยสัพยอก ”อย่างศิษย์น้องน่ะเรียกว่ายืนพูดไม่ปวดเอว เจ้าลองเป็นคนที่ให้ยืมเงินพวกนั้นดูบ้างสิ?”
หวังหมินพูดกลั้วหัวเราะเสียงดัง “หากว่าข้ามีเงินเหรียญทองแดงแก่นทองหลายร้อยหรือถึงพันเหรียญ ข้าก็คงให้เขายืมไปนานแล้ว”
นักพรตเก๋อถาม “ศิษย์น้องเจ้ามีหรือ?”
หวังหมินเอ่ย ”ข้าไม่มีถึงได้พูดอย่างนี้ไงล่ะ ก็แค่ผลประโยชน์ที่ได้มาเปล่าๆ”
นักพรตเก๋อยื่นฝ่ามือข้างหนึ่งออกมา “บังเอิญนัก ที่ข้ามีเงินเหรียญทองแดงแก่นทองห้าร้อยเหรียญพอดี ข้าให้เจ้ายืมก่อน แล้วเจ้าค่อยเอาไปให้เฉินผิงอันยืม พวกเรามาคุยเรื่องดอกเบี้ยกันไว้ก่อนแล้วเจ้าค่อยไปคุยเรื่องดอกเบี้ยกับเฉินผิงอันดีไหม? จะขาดทุนหรือได้กำไร พวกเราสองพี่น้องมาอาศัยความสามารถของตัวเองกัน?”
หวังหมินปัดมือของศิษย์พี่กลับไป ผลคืออีกฝ่ายไม่ยอมขยับ ยังค้างไว้อยู่อย่างนั้น
นักพรตเก๋อยิ้มบางๆ ”ทางฝั่งของภูเขาเจินอู่ได้แสดงท่าทีแล้วศิษย์น้องเจ้าที่เป็นผู้อาวุโสบ้านเกิดเดียวกันที่มองออกก่อนใครว่าเจ้าขุนเขาเฉินมีอนาคตบนมหามรรคาจะไม่แสดงท่าทีบ้างหรือ?”
หวังหมินยิ้มเฝื่อน ”ไม่สู้แค่เคารพอยู่ไกลๆ ก็พอ”
นักพรตเก๋อหดมือกลับมา ”ถ้าอย่างนั้นก็พบกันครึ่งทาง สกุลเว่ยสามารถคืนสุสานเทพเซียนผืนนั้นไปให้กับสกุลซ่งต้าหลีได้แล้ว”
หวังหมินพยักหน้า “ศิษย์น้องจะเขียนจดหมายส่งไปให้ที่บ้านบรรพบุรุษตรอกเถาเย่ทันที”
นักพรตเก๋อพึมพำกับตัวเองว่า “เฉินซิงหลิวสนิทสนมกับภูเขาลั่วพั่ว คือเรื่องจริง”
หาไม่แล้วเขาก็ไม่มีทางดื่มเหล้ากับเฉินหลิงจวินไปหลายมื้อขนาดนั้น
เจียวน้ำแม่น้ำอวีเจียงในอาณาเขตของแคว้นหวงถึงอย่างเด็กชายชุดเขียว ทุกวันนี้เป็นเจียวน้ำขอบเขตก่อกำเนิดที่เดินลงน้ำสำเร็จแล้ว ผู้ถวายงานของภูเขาลั่วพั่วกลับไม่กล้าเขียนชื่อไว้ในหน้าแรกที่ว่างเปล่าของรวมเล่มคนผ่านทาง
หากยังรวมนักพรตตาบอดเฉจี่ยเฉิงที่ถูกเฉินชิงหลิวสิงร่างในช่วงแรกสุด และยังมีสารถีป่ายหมาง ลูกศิษย์ลัทธิขงจื่อเฉินจัวหลิวอีกสองคนที่อุตรกุรุทวีป ก็พอจะประสมประเสให้นั่งกันเต็มโต๊ะได้แล้ว
พวกเขาล้วนเป็นสหายรักสหายสนิทที่เฉินหลิงจิวนพบเจอในยุทธภพบ้านตัวเอง
ทุกครั้งที่นักพรตเก๋อคิดถึงเรื่องนี้ จินตนาการถึงภาพฉากนี้ก็มักจะรู้สึก…พูดไม่ออกอยู่เสมอ
บนทะเลกว้างใหญ่ แสงสีเขียวเปล่งวาบ
จิตแห่งมรรคาของนักพรตเก๋อสั่นสะเทือน สูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งที
หวังหมินที่รู้ผลดีผลเสียก็ยิ่งตึงเครียดมากกว่า
เฉินชิงหลิวมาถึงบนยอดเขาในพริบตาเดียว สะบัดชายแขนเสื้อยิ้มเอ่ยสัพยอกว่า “นักพรตอย่างพวกเจ้าสองคนเป็นกังวลกับเรื่องในโลกโลกีย์กันขนาดนี้เลยหรือ?”
นักพรตเก๋อถาม ”ได้เจอกับเจ้าขุนเขาเฉินแล้วหรือ?”
เฉินซิงหลิวพยักหน้า “เจอแล้ว”
หวังหมินถาม ”ว่าอย่างไร?!”
เฉินชิงหลิวยิ้มตาหยีย้อนถาม “หากจำไม่ผิด ข้ากับเก๋อเซียนจวินมีความสัมพันธ์ดั่งข้าวกึ่งดิบกึ่งสุก แต่สนิทกับสหายเว่ยอย่างนั้นหรือ? ข้าคือคนสูงศักดิ์ที่ขี้หลงขี้ลืมง่ายหรือไร?”
หวังหมินหัวเราะ กุมหมัดเอ่ยขออภัยผู้ฝึกกระบี่ที่มีฉายาว่าชิงจู่ผู้นี้
เฉินชิงหลิวพยักหน้า ”ตบะต่ำ ใจกว้างมาก ตรงข้ามกับโจวจื่อผู้นั้นพอดี”
ใบหน้าของหวังหมินกระอักกระอ่วน เขาไม่กล้าต่อคำในเรื่องนี้หรอกนะ
นักพรตเก๋อเอ่ย “สหายชิงจู่อย่ามัวอมพะนำอยู่เลย”
เฉินชิงหลิวยื่นมือออกมาลูบชายแขนเสื้อ ยังคงมีปราณกระบี่หลงเหลืออยู่ แสงสายฟ้าตัดสลับกันส่งเสียงเปรี๊ยะๆ ทำเอานักพรตเก๋อที่มองดูอยู่หนังตากระตุก
เฉินชิงหลิวกล่าว “ไม่ว่าจะอย่างไร ในเมื่อข้าติดค้างหนี้น้ำใจใหญ่เทียมฟ้ากับอาจารย์ฉี ก็ควรต้องไว้หน้าที่ใหญ่เทียมฟ้าให้กับศิษย์น้องเล็กของเขาบ้าง”
ปีนั้นคนแรกที่มอง ‘เจียเฉิง” ออกก็คือบัณฑิตฉีจิงชุน
ฉีจิงชุนยังเป็นฝ่ายเชื้อเชิญร่างจริงของเฉินชิงหลิวออกมา ทั้งสองฝ่ายพูดคุยกันอย่างถูกคอ ดื่มเหล้ากันไปหนึ่งมื้อ
ภายหลังเนื่องจากฉีจิงชุนรับเอาผลกรรมทั้งหมดที่ถ้ำสวรรค์หลีจูสะสมไว้นานสามพันปีมาไว้กับตัว เกิดการตอบโต้กับวิถีสวรรค์ทั้งหมด ตอนนั้นหวังจูยังไม่ได้สถานะของมังกรที่แท้จริงกลับคืนมา นี่ก็เท่ากับว่าฉีจิ่งชุนเป็นคนช่วยรับกระบี่นั้นไว้ ทำให้เฉินชิงหลิวที่ตอนนั้นยังเป็นขอบเขตบินทะยานแบกรับกระบี่ที่แว้งกลับมาโจมตีเขา
เนื่องจากโดนปราณมังกรที่แท้จริงที่ซัดกรากเข้ามาด้วยพลังอำนาจยิ่งใหญ่ เฉินชิงหลิวไม่ชอบติดค้างน้ำใจใคร ดังนั้นจึงต้องชดใช้คืนให้จงได้
เฉินชิงหลิวพยักหน้า “เป็นนาง”
การถามกระบี่ครั้งนี้หยุดแค่พอสมควร ไม่ทำลายความปรองดองหลักๆ แล้วเป็นป่ายจิงที่ทำอะไรประหลาด ดูเหมือนจะจงใจให้ตัวเองโดนฟันไปหนึ่งที
นักพรตเก๋อกระจ่างแจ้งอยู่ในใจ
นี่คืออธิบายได้แล้ว สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง
อย่างมากสุด “เสี่ยวโม่” ก็แค่ต้องไปถามกระบี่กับจอมปราชญ์น้อยครั้งหนึ่ง
ส่วนป่ายจิง นั้นคือคนที่กล้าแอบไปขว้างเวทกระบี่เหมือนฝนตกกระหน่ำใส่เหนือหัวขบวนรถของบัณฑิตบรรพกาลเชียวนะ
นักพรตเก๋อถาม ”เวทกระบี่ของนางเป็นอย่างไร?”
เฉินชิงหลิวกลับไม่ได้มีความคิดจะตอบคำถามข้อนี้
นักพรตเก๋อได้แต่อดทนรอฟังประโยคถัดไป ดูเหมือนว่าต้องการจะฟังคำวิจารณ์ที่เหมาะสมให้จงได้
ยกตัวอย่างเช่นหลายใต้หล้าในทุกวันนี่มีผู้ฝึกกระบี่คนใดที่ใกล้เคียงกับความสูงต่ำ และพลังพิฆาตน้อยใหญ่ของนางหรือไม่?
หลูเยว่ที่เป็นศิษย์น้องซึ่งไม่ได้รับการบันทึกชื่อของอาจารย์เช่นกัน ป่ายฉางผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตบินทะยาน เมื่อเทียบกับนางแล้วเป็นอย่างไร ความห่างชั้นยังมีอีกมากแค่ไหน?
หรือว่าช่วงนี้ป่ายจิงมีแววจะผสานมรรคาหรือไม่ ภายในเวลาร้อยปีที่เป็นช่วงเวลาอันดีงาม ช่วงเวลาอันยิ่งใหญ่นี้ นางมีโอกาสจะผสานมรรคาหรือไม่?
เฉินชิงหลิวตอบไม่ตรงคำถาม ”นี่ต่างหากถึงจะเป็นผู้ฝึกกระบี่”
ผู้ฝึกกระบี่ป่ายจิงคือผู้ฝึกกระบี่บริสุทธิ์ที่ควรเป็นในใจของเขา
นักพรตเก๋อเอ่ย ”ผินเต้าจะไปเยือนดินแดนพุทธะสุขาวดีรอบหนึ่ง สหายชิงจู่สนใจจะเดินทางไปด้วยกันหรือไม่?”
เฉินชิงหลิวคิดแล้วก็พยักหน้า ”สามารถไปดูที่นั่นได้”
อารมณ์ของหวังหมินซับซ้อน
ลืมไปแล้ว ไม่รู้ว่าใครกันที่เคยให้คำประเมินประหลาด แต่มีความหมายลึกล้ำยากจะทำความเข้าใจ
บอกว่าผู้ฝึกกระบี่ในโลกมนุษย์ก็คือผู้พลีชีพ
หวังหมินกดข่มความรู้สึกประหลาดในใจลงไป ถามว่า “สหายชิงจู่ เจ้าคือผู้ฝึกตนขอบเขตสิบสี่เก่า มองสิบสี่ใหม่อย่างไร?”
เฉินชิงหลิวยิ้มเอ่ย ”มองอย่างไร? ไม่แม้แต่จะชายตามอง”
หวังหมินไร้คำพูดตอบโต้อีกครั้ง
นักพรตเก๋อกลับรู้ต้นสายปลายเหตุ ไม่ใช่เพราะเฉินซิงหลิวมองตัวเองสูงส่งเกินใครหนึ่งเพราะขอบเขตสิบสี่เก่าที่มีประสบการณ์โชกโชนสามารถสะสมพลังตบะ บุกเบิกเส้นทางให้กว้างขวาง ทำให้สะพานไม้ท่อนเดียวกลายมาเป็นเส้นทางกว้างขวางอย่างหาที่เปรียบไม่ได้รากฐานขอบเขตก็ยิ่งลึกล้ำมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนอย่างเฉินซิงหลิวที่ยิ่งสามารถอาศัยผลลัพธ์จากศึกพิฆาตมังกรมาขัดเกลาคมกระบี่พัฒนารุดหน้าไปอีกก้าวใหญ่ นอกจากนี้พวกขอบเขตสิบสี่ใหม่ที่ได้รับบุญคุณจากฝนใหญ่ที่ตกกระหน่ำในครานั้น หากไม่ถูกแรงภายนอกผลักดันก็ยิ่งถูกคนกระชากดึงไป บ้างก็ต่ำชั้นกว่านั้น นั่นคือเดินทางลัดที่เป็นเส้นทางนอกรีต ถึงอย่างไรก็สู้เส้นทางที่บุกเบิกขึ้นเองอย่างพวกเฒ่าตาบอด เฉินซิงหลิวไม่ได้เท่ากับว่าสร้างชะตาฟ้าลิขิตขึ้นมาด้วยตัวเอง ฝืนบุกประตูเดินเข้าไปอาศัยกำลังของตัวเองคนเดียวมาผสานมรรคาฟ้าดิน นับแต่นี้ไปฟ้าสูงแผ่นดินกว้างใหญ่ มีอิสระอันยิ่งใหญ่
เฉินชิงหลิวเอาสองมือไพล่หลัง สีหน้าเรียบเฉย
คนที่ไม่รู้จักบอกว่าข้ากำเริบเสิบสาน คนที่รู้จักข้าบอกว่าข้าซื่อตรงเด็ดเดี่ยว
อะไรคืออิสระเสรีที่แท้จริง นั่นคือข้าก้มหัวให้แค่ข้าเท่านั้น

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!