นั่งขัดสมาธิ เบื้องหน้ามีชุดคลุมอาคมสีแดงสดที่เสียหายอย่างหนักและกระบี่ที่หักเป็นสองท่อนลอยอยู่ นี่ก็คือราคาที่เฉินผิงอันจำเป็นต้องจ่ายจากศึกตัดสิน
บนชุดคลุมอาคมที่เกิดจาก “คราบเซียน” ตอนที่เฉินผิงอันเลื่อนเป็นเซียนเหริน ”อักขระ” จำนวนมากมีสีสันแตกต่างกัน อีกทั้งยังเข้มจางไม่เท่ากัน
ชื่อจริงของปีศาจใหญ่ที่ในอดีตคนเย็บผ้าเหนียนซินใช้เวทลับเย็บลงบนร่างของเฉินผิงอันตอนอยู่ในคุกพวกนี้ถูกถักทอเข้าด้วยกันประหนึ่งจอกแหนล่องลอย
และรากฐานของจอกแหนล่องลอยพวกนี้ก็คือเฉินผิงอันที่ผสานมรรคากับกำแพงเมืองปราณกระบี่ครึ่งหนึ่ง ยิ่งสีสันตรงตัวอักษรของชื่อเผ่าปีศาจเข้มเท่าไร
ริ้วคลื่นที่กระเพื่อมออกจากชุดคลุมอาคมก็ยิ่งมากเท่านั้น ไม่ใช่บินทะยานก็ต้องเป็นเซียนเหริน ส่วนชื่อจริงของเผ่าปีศาจขอบเขตหยกดิบกลับต้องนอนหมอบลงไป
เฉินผิงอันเป็นขอบเขตเซียนเหรินแล้ว เว้นเสียจากว่าพวกมันได้รับโชควาสนาใหญ่ ก็จะไม่มีทางฝ่าตราผนึกที่มองไม่เห็นซึ่งเป็นหนึ่งในการจำแลงบนมหามรรคา
การพันธนาการที่เป็นมายาล่องลอยประเภทนี้จะใช้วิธีการที่คล้ายคลึงกับการทิ้งร่องรอยให้ดำรงอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้บอกว่าพอมีพันธนาการประเภทนี้
มี ”ด่านประตูสวรรค์” ชั้นนี้อยู่แล้ว เฉินผิงอันจะสามารถตัดสินได้เลยว่าบนเส้นทางการฝึกตน ปีศาจใหญ่จะฝ่าทะลุขอบเขตหรือไม่ แต่อย่างน้อยที่สุด
เฉินผิงอันก็สามารถอาศัยระดับกำลังของชื่อจริงพวกนี้มาอนุมานขอบเขตสูงต่ำ ตบะตื้นลึกในปัจจุบันหรือแม้กระทั่งคุณสมบัติดีเลวของผู้ฝึกตนเผ่าปีศาจ
นี่ก็น่าจะถือเป็นค่าตอบแทนความยากลำบากที่เฉินผิงอัน “ผสานมรรคา” กับกำแพงเมืองปราณกระบี่ครึ่งหนึ่ง เฉินผิงอันชุดขาวที่ดวงตาทั้งคู่เป็นสีทองบริสุทธิ์
บนศีรษะสวมกวานเต๋า พลิ้วกายมาจากจุดที่ห่างไปไกลมาก รูปลักษณ์ของกวานเต๋านั้นน่าจะเป็นเพราะเคยเห็นกวานสีทองของซวีจวินหวังเจีย ”บินทะยานใหม่”
กวานบนศีรษะของเขาชิ้นนี้จึงเปลี่ยนจากกวานดอกบัวมาเป็นรูปลักษณ์ที่ล้ำเส้นกว่าเดิม ยังตั้งชื่อให้ด้วยว่า “ภูเขาอวี๋จิง” เฉินผิงอันให้อิสระในขอบเขต
ร่างจริงของเฉินผิงอันไม่ได้ลืมตา ขมวดคิวน้อยๆ “เพิ่งจะอยู่ในขั้นตอนของการฟันเปิดปฐมกาลแห่งจักรวาล เพิ่งบุกเบิกฟ้าดินในช่วงแรก เจ้ายังอยู่ไกลเกิน”
เฉินผิงอันที่สวมกวานเต๋านั่งยองอยู่ข้างกระบี่เย่โหยวที่หักเล่มนั้น “คำโบราณที่บอกว่าทุกเรื่องล้วนยากตอนเริ่มต้นกลับไม่เหมาะจะเอามาใช้ในเรื่องนี้”
“วางใจเถอะ หากว่ากันด้วยเรื่องการวางตัว ข้าไม่มีคุณสมบัติจะพูดอะไร แต่หากจะพูดถึงการทำอะไร ข้าต้องพึ่งพาได้มากกว่าเจ้าแน่นอน”
เฉินผิงอันที่สวมกวานเต๋ายิ้มเอ่ย “ระหว่างขอบเขตเก้ากับขอบเขตสิบของผู้ฝึกยุทธ์เต็มตัว จำเป็นต้องพุ่งชนประตูภูเขา หลักการเดียวกัน เซียนเหรินหยกดิบ”
“ผู้ที่แบกรับชื่อจริง ในอนาคตพวกมันพิสูจน์มรรคาบินทะยานก็จำเป็นต้องบอกกล่าวกับเจ้าก่อน” เฉินผิงอันกล่าว ”ตอนอยู่ในคุก ข้าเคยถามเหนียนซินว่า”
“เมื่อไหร่ถึงจะสามารถแสดงผลลัพธ์และบทบาทที่แท้จริงออกมาได้ คำตอบของเหนียนซินก็คือขอบเขตบินทะยาน” ตอนนั้นเฉินผิงอันรู้สึกว่าตัวเองอยู่ห่างไกล
เลื่อนเป็นขอบเขตบินทะยานก็จะสามารถขัดขาพวกมันได้ ในสถานการณ์เช่นนี้ค่อนข้างคล้ายคลึงกับคนบางคนที่แอบเลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่แล้วมาขัดจังหวะ
แม้กระทั่งป่ายจิ่งที่ช่วยปกป้องมรรคาให้ก็ยังทำได้แค่มองดูอยู่เฉยๆ เท่านั้น วิธีการที่ชั่วร้ายนั้นไม่อาจสังหารเฉินผิงอันที่มีเรือนกายแข็งแกร่ง
แต่กลับสามารถทำให้เฉินผิงอันที่กว่าจะปิดด่านแต่ละครั้งได้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่กลับต้องมาเจอกับอุปสรรคในทุกครั้งรู้สึกสะอิดสะเอียนได้
ประเด็นสำคัญคือเฉินผิงอันยังไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายจะมีการลงมือครั้งที่สี่อีกหรือไม่ นี่ก็คือความน่าชิงชังของการที่ต้องป้องกันโจรพันวันแล้ว
เฉินผิงอันที่สวมกวานเต๋าเอ่ยอย่างมีโทสะ “ทำไมแม้กระทั่งความทรงจำยิบย่อยที่ไม่สำคัญพวกนี้ เจ้าก็ยังลบทิ้งไปด้วย?” สองมือของเฉินผิงอันวางทับซ้อน
ทุกครั้งที่หายใจเข้าออก ในไท่ซวีที่ว่างเปล่ากว้างใหญ่ก็จะมีธารดวงดาวพร่างพราวเพิ่มขึ้นมาหนึ่งเส้น ขณะเดียวกันก็มีดวงดาวแถบใหญ่หายวับสาบสูญไป
เฉินผิงอันที่สวมกวานเต๋านั่งบนกระบี่ยาวที่ถูกเขาเอามาประกบกันไว้ชั่วคราว “วันใดเลื่อนเป็นขอบเขตบินทะยานแล้ว อย่างมากสุดก็แค่น่าสนใจเล็กน้อย”
“ไม่ได้มีความหมายยิ่งใหญ่อะไร ก็แค่การลอบขัดขา ร่ายใช้วิธีการอยู่ไกลๆ สร้างความปั่นป่วนวุ่นวายทางจิตใจถ่วงรั้งการฝึกตนของผู้ฝึกตนเผ่าปีศาจ”
“ยังต้องกังวลว่าหากไม่ทันระวังจะกลับกลายเป็น “เรื่องดี” ที่ช่วยพวกมันขัดเกลาจิตแห่งมรรคา แบบนั้นจะไม่เสียท่าแย่หรอกหรือ”
“ดังนั้นถึงได้บอกอย่างไรล่ะว่ามีแค่รอให้เจ้ากลายเป็นขอบเขตสิบสี่เท่านั้นถึงจะเปลี่ยนมาเป็นทั้งน่าสนใจทั้งมีความหมาย”
“คำกล่าวนี้ก็อาจไม่แน่เสมอไปว่าจะแม่นยำ พวกเราจะสามารถกลายเป็นขอบเขตบินทะยานได้หรือไม่ก็ต้องดูผลลัพธ์จากการพิศมรรคาในครั้งนี้ก่อน”
“ต้องให้นักพรตติ้งช่วยพวกเราพิสูจน์ว่าวิชาบินทะยานบทนี้จะใช้ได้หรือไม่ได้ เรื่องของการผสานมรรคาก็ไม่รู้ว่าจะทำได้เดือนปีไหน สวรรค์เท่านั้นที่รู้”
“ร้อยปีให้หลัง ถึงอย่างไรแม้กระทั่งผู้ฝึกตนขอบเขตสิบสี่ก็ไม่ค่อยมีค่าแล้ว หลายๆ ใต้หล้าอาจถูกทำลายจนพังภินท์ไปหมด หรือจะเป็นยุคสันติสุขไร้เรื่อง?”
เฉินผิงอันแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน เฉินผิงอันที่สวมกวานเต๋าสะบัดชายแขนเสื้อ ยกแขนขึ้นประกบสองนิ้ว ชี้ไกลๆ ไปยังชื่อจริงเผ่าปีศาจบนชุดคลุมอาคมขาดวิน
ชื่อจริงของเผ่าปีศาจขอบเขตเซียนเหรินตนนั้นถูกกดลงเบาๆ เหมือนคนที่หมอบกราบอยู่บนพื้นลุกไม่ขึ้น ชุดคลุมอาคมสีแดงสดเว้ายุบลงไป
ทางฝั่งของใต้หล้าเปลี่ยวร้าง เซียนจวินปีศาจใหญ่ตนหนึ่งที่กำลังชนจอกสุราในงานเลี้ยงกับแขกผู้มีเกียรติพลันหายใจไม่คล่องคอ จิตแห่งมรรคาสั่นสะเทือน
มันรีบออกคำสั่งให้เปิดค่ายกลใหญ่พิทักษ์ภูเขาทันใด เรียกวัตถุแห่งชะตาชีวิตระดับอาวุธกิ่งเซียนสองชิ้นออกมาอย่างไม่ลังเล ร่ายวิชาอภินิหาร
งานเลี้ยงสุราดีๆ ที่มีสหายนั่งกันเต็มห้องโถงถูกก่อกวนจนอลหม่านวุ่นวาย เซียนจวินท่านนั้นเริ่มตรวจสอบด้วยตัวเองว่ามีสายลับแฝงตัวเข้ามาหรือไม่
เฉินผิงอันที่สวมกวานเต๋ายิ้มบางๆ เอ่ยว่า ”ขอแค่เลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่ ต่อให้มีใต้หล้าแห่งหนึ่งกั้นขวาง ต่ำกว่าบินทะยานลงมาก็ยังฆ่าได้ด้วยนิ้วเดียว”
“บนเส้นทางของการเดินทางได้จงใจซื้อตำราแพทย์หลากหลายประเภทจากตลาดล่างภูเขามาไว้ เอามาใช้ร่วมกับตำรารับลัทธิเต๋าบนภูเขาที่รวบรวมมาจากฝ่ายต่างๆ”
“อาศัยการเปิดอ่านเอกสารลับในคฤหาสน์หลบร้อน อ่านตำราที่เก็บสะสมไว้ในสวนกงเต๋อศาลบุ๋น มีการบันทึกถึงพื้นที่ลับที่ถูกผู้หลอมลมปราณอาวุโสพิสูจน์แล้ว”
“ลู่เฉินให้ยืมมรรกกถาชั่วคราว เจ้าจึงเอามาบุกเบิกฟ้าดินของตัวเอง แบ่งออกเป็นหลักฐานพิสูจน์และการปฏิเสธซี่โครงไก่พวกนั้น”
“ก็คือผลลัพธ์ที่มากพอจะให้โอ้อวดตัวเองแล้วล่ะ คาดว่าหากอวี๋เสวียนรู้เข้าคงตกอกตกใจ เรียกสหายเฉินเพิ่มขึ้นอีก”
“บอกแล้วว่าจะปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความจริงใจ ไม่ยินดีจะบอกตำแหน่งที่ตั้งของช่องโพรงลมปราณทั้งหมดให้กับพวกซุนหว่านเหยียนก็ยังพอทำเนา”
“เพียงแต่ทำไมแม้กระทั่งจ้าวซู่เซียลูกศิษย์ปิดสำนักของตัวเองก็ยังหลอกด้วยล่ะ?” กล่าวมาถึงตรงนี้ เฉินผิงอันที่สวมกวานเต๋าก็ถอนหายใจ
“ไยต้องหลอกตัวเอง จงใจหลงลืม ประโยคที่ว่า “ข้ารับมือกับข้าอยู่นาน” ก็จะสามารถแบ่งข้าออกมาเป็นสองคนได้จริงหรือ? เจ้าคือคนน่าสงสาร”
เฉินผิงอันกล่าว “พูดมากขนาดนี้เชียว” ผู้ที่สวมกวานเต๋ายิ้มเอ่ย ”เดิมทีเจ้าก็เป็นคนพูดมากอยู่แล้ว เคยเป็นหนึ่งภูเขาพึมพำเพียงแค่กลุ่มภูเขาไม่ตอบรับ”
“เชื่อข้าเถอะ หากตอนที่อายุน้อยมีคนอยู่เคียงข้าง ก้าวเดินยามค่ำคืนอยู่กับเจ้าตลอดเวลาเจ้าก็จะกลายเป็นคนพูดมากที่ทำให้คนอื่นรำคาญได้อย่างแน่นอน”
เฉินผิงอันเพียงยิ้มรับ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเงยหน้ามองกายธรรมล่องลอยที่ใหญ่โตราวมหาบรรพต เงินเหรียญทองแดงแก่นทองหนึ่งพันห้าร้อยเหรียญส่องประกาย
ในบรรดานั้นมีช่องโพรงลมปราณแห่งชะตาชีวิตห้าแห่งที่วางวัตถุซึ่งผ่านการหลอมใหญ่มาแล้ว ภาพบรรยากาศแจ่มชัดกระจ่างตา
นอกจากนี้แล้วก็มีภาพบรรยากาศยิ่งใหญ่อีกหลากหลาย แต่เรื่องจริงจังอีกเรื่องหนึ่งกลับค่อนข้างจะน่าสนใจ เฉินผิงอันสร้าง “เฉินผิงอัน” สองคนขึ้นมา
ตัวจริงก็คือเฉินผิงอันในเวลานี้ ตัวปลอมก็คือเฉินผิงอันที่ถูกตัดทอนวิธีการใช้ยันต์ทิ้งไป สองฝ่ายประจันหน้ากัน เข่นฆ่ากันรอบหนึ่ง ไม่มีอะไรให้ต้องลุ้น
เฉินผิงอันส่ายหน้า ยังคงไม่พอใจ คิดว่าจะให้ศักยภาพของทั้งสองฝ่ายต่างกันมากกว่านี้ “ตัดของนอกกายอย่างพวกสมบัติอาคมทิ้งไปให้หมด”
ฝ่ายแรกใช้ท่วงท่าของการบดขยี้สังหารฝ่ายหลังได้อย่างง่ายดาย เอาชนะเฉินผิงอันที่เป็นของเลียนแบบเหล่านั้นมาได้ เฉินผิงอันกล่าวต่อ
“ลดทอนสถานะผู้ฝึกยุทธ์ของฝ่ายหลังทิ้งด้วย” ผู้สวมกวานเต๋าส่ายหน้า เอ่ยอย่างอ่อนใจ ”ไม่มีความหมาย” เฉินผิงอันนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เอ่ยว่า
”ถ้าอย่างนั้นก็ลบทิ้งกันอย่างละครึ่ง รักษาสถานะของผู้ฝึกกระบี่กับผู้ฝึกยุทธ์เอาไว้ ใช้ความบริสุทธิ์ปะทะกับความบริสุทธิ์”
ผู้สวมกวานเต๋ายิ้มเอ่ย “แบบนี้สิถึงจะถูก” เฉินผิงอันจ้องมองการต่อสู้พลางหยิบสมบัติชิ้นหนึ่งออกมา คือดาบอาคมสีเขียวเข้มที่ได้มาจากเซียนเหรินหันอวี๋ซู่

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!