ไฉอู๋ที่เดิมทีแค่อยากจะจิบหนึ่งอึก เห็นอีกฝ่ายเงยหน้ากระดกดื่มจนหมด แม่นางน้อยจึงได้แต่ทำตาม เซี่ยโก่วเช็ดปาก ถามว่า “เจ้ารู้ไหมว่าผู้ฝึกกระบี่คืออะไร?”
ไฉอู๋ทำหน้าเหลอหรา ตนเพิ่งฝึกตนมาได้แค่ไม่กี่วันกันเอง จะสามารถตอบคำถามประเภทนี้ได้อย่างไร เซี่ยโก่วจึงเปลี่ยนหัวข้อพูดคุยใหม่ เล่าเนื้อหาวิชาคาถา
“ฟังเข้าใจหรือไม่?” ไฉอู๋พยักหน้า ”เข้าใจ” เซี่ยโก่วถาม ”เรียนเป็นหรือไม่?” ผ่านไปครู่หนึ่ง ไฉอู๋ก็พยักหน้า “พอจะเป็นอยู่บ้าง”
สิ่งที่สายตาของเซี่ยโก่วมองเห็นก็คือภาพบรรยากาศฟ้าดินเล็กร่างกายมนุษย์ของไฉอู๋ จำต้องยอมรับว่าคําว่า ”พอเป็น” คือพอเป็นอย่างถูไถมากจริงๆ
อันที่จริงก็คือเรียนเป็นแล้ว ก็บอกแล้วอย่างไรล่ะว่าไม่ใช่ตนที่มีปัญหาด้านการถ่ายทอดมรรคา แต่เป็นพวกนักเรียนที่ไม่มีสติปัญญาพวกนั้นไม่ได้เรื่องเอง
เซี่ยโก่วรินเหล้าเต็มชามอีกครั้ง ยื่นนิ้วโป้งออกมา เอ่ยชื่นชมว่า “จ้าว ถึงกับเป็นป่ายจิ่งฉบับเด็กเลยนี่นา” วัตถุดิบดินเจอกับวัตถุดิบดิน
หากพูดกันถึงคุณสมบัติและฐานกระดูก ในความเห็นของเซี่ยโก่ว มองไปทั่วภูเขาลั่วพั่ว ในบรรดาคนรุ่นเยาว์ เฉาฉิงหล่างและป่ายเสวียนต่างก็ขาดบางอย่างไป
ตอนนี้เซี่ยโก๋วยังไม่รู้ว่าแม่นางน้อยที่ชื่อซุนชุนหวังจะสร้างความตกตะลึงระคนแปลกใจให้กับตนได้หรือไม่ คงเป็นอย่างที่เว่ยป้อพูด
ในสายตาของผู้ฝึกตนบนยอดเขากลุ่มน้อยอย่างนาง ต่ำกว่าขอบเขตบินทะยานลงไปก็มีแค่นั้นเอง หากขยับขึ้นสูงไปอีกขั้น ผู้ฝึกตนขอบเขตสิบสี่รุ่นเก่า
เซี่ยโก๋วยิ้มเอ่ย ”เจ้าขุนเขาของพวกเรารวยแล้ว มิน่าเล่าเขาถึงสอนวิชาคาถาให้เจ้าไม่ได้” ไฉอู๋กะพริบตาปริบๆ ทำหน้าเหมือนไม่กล้าเชื่อรีบก้มหน้าดื่ม
เซี่ยโก่วหรี่ตาเอ่ย ”แม่นางน้อย ไยต้องแกล้งไง่อยู่ทุกวัน ทั้งหลอกตัวเองและหลอกคนอื่น เป็นถึงขอบเขตหยกดิบแล้ว ยังตั้งตัวไม่ได้อีกหรือไร?”
ไฉอู๋ลังเลอยู่เล็กน้อย ตอนที่เงยหน้าขึ้น ดวงตาของนางเป็นประกายเจิดจ้า เซี่ยโก่วกล่าว “คนฉลาดจะถูกความฉลาดทำร้าย หลอกเซียนกระบี่หมีได้”
“แต่จะหลอกชุยตงซาน หลอกเจ้าขุนเขาเฉินของพวกเราได้หรือ?” ไฉอู๋ทำท่าจะพูดแต่ก็เงียบไป เซี่ยโก่วถาม ”ชอบหลบอยู่บนเรือขนาดนั้นเลยหรือ?”
เนื่องจากไฉอู๋มีความเกี่ยวข้องบนมหามรรคาส่วนหนึ่งกับเสี่ยวโม่ เซี่ยโก่วจึงรู้เรื่องประสบการณ์ตอนที่ไฉอู๋ยังเป็นเด็ก ที่ชาติกำเนิดน่าเวทนาถูกพ่อแม่ทิ้ง
ไฉอู๋ดื่มเหล้าในชามจนหมด ยกหลังมือเช็ดมุมปาก แม่นางน้อยเงยหน้าขึ้น ยืนมือมาบังตรงหว่างคิ้ว สีหน้าเรียบเฉย พยักหน้ากล่าว “ข้ารู้สึกว่าโลกมนุษย์สูง”
เซี่ยโก่วหัวเราะ ทั้งไม่ได้สงสารแล้วก็ไม่ตกตะลึง เพียงแค่ยกชามเหล้าขึ้น ”ดื่มหมดชาม” ไฉอู๋รินเหล้าหนึ่งชาม เอ่ยอย่างเขินอายว่า “กลัวจะอาละวาด”
เซี่ยโก่วกล่าว ”ถ้าอย่างนั้นแค่จิบเบาๆ ก็พอ” ไฉอู๋เหมือนได้รับอภัยโทษ เอ่ยว่า ”ดี!” เซี่ยโก่วพลันถามว่า “ไม่สู้เจ้ากราบข้าเป็นอาจารย์ดีกว่า”
ไฉอู๋ส่ายหน้า “ข้ามีอาจารย์แล้ว” เซี่ยโก่วร้องเฮ้อเลียนแบบเจ้าขุนเขา ”ดื่มเหล้าแล้วไม่เข้าใจหรือไร ไม่รู้ความเสียเลย” แววตาของไฉอู๋หนักแน่น
เห็นได้ชัดว่าเซี่ยโก่วเตรียมคำพูดไว้แล้ว เอ่ยว่า “เจ้าสามารถรับเว่ยคอแข็งเป็นพ่อได้นี่นา แบบนี้ก็แนบแน่นขึ้น แล้วค่อยรับข้าเป็นอาจารย์ไงล่ะ”
ไฉอู๋อึ้งตะลึง ทำแบบนี้ได้ด้วยหรือ? มีแขกสองคนที่ตามหลักแล้วไม่ควรมาปรากฏตัวที่ภูเขาลั่วพั่ว คนหนึ่งคือคนหนุ่มเย็นชา อีกคนคือเด็กหนุ่มคิ้วเข้ม
พวกเขาคือลูกศิษย์ของหม่าขู่เสวียน ก่อนหน้านี้พวกเขาอยู่ที่ยอดเขาใกล้กับศาลเหนียงเนียง ไม่รู้เด็กชายผมขาวคนหนึ่งโผล่มาจากไหนถามพวกเขาจะขึ้นเขาไหม
คนหนุ่มบอกว่าตัวเองชื่อ “วั้งจู่” วันนี้ไม่ขึ้นเขา แค่มาหาเฉินผิงอัน เจ้าขุนเขาของพวกเจ้า เด็กหนุ่มที่ห้อยมีดผ่าฟืนไว้ชื่อเกาหมิง
เด็กชายผมขาวบอกว่าไม่มีกฎระเบียบเช่นนี้ ขุนนางผู้เรียบเรียงตำราที่ขยันทำงาน ทุกวันนี้ในมือมีสมุดเล่มหลักกับเล่มรองอยู่สองเล่ม
ผู้เฒ่าหลังค่อมเดินมาจากบนภูเขา ผายมือบอกเป็นนัยว่าไปนั่งที่โต๊ะ จูเหลี่ยนยิ้มเอ่ยแนะนำตัวเองว่า ”จูเหลี่ยน ผู้ดูแลงานทั่วไปของภูเขาลั่วพั่ว”
“ทุกวันนี้เจ้าขุนเขาปิดด่าน ไม่อาจมารับรองแขกด้วยตัวเองได้” วั้งจู่เอ่ยอย่างเฉยเมย ”ในเมื่อเขาไม่ยอมปรากฏตัว ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็กลับแล้ว”
เกาหมิงร้องหะ เห็นได้ชัดว่าไม่ยินดีจะจากไป ภูเขาลั่วพั่วคือสถานที่ที่เขานึกอยากมาเยือนเสมอ และเขาก็หาจุดเหมือนได้ คือทุกคนพกมีดผ่าฟืน
ความนัยคือคิดจะใช้ชื่อนี้แลกเปลี่ยนขอบเขตที่มั่นคง เดิมพันว่าภูเขาลั่วพั่วจะไม่สร้างความลำบากใจให้ซูชิงเซิน ชื่อนั้นจะมีประโยชน์ในช่วงสำคัญ
จูเหลี่ยนพยักหน้ายิ้มเอ่ย “ไม่เสียแรงที่เป็นลูกศิษย์คนแรกของหม่าขู่เสวียน กล้าทำกล้ารับ ยิ่งกล้าเดิมพัน” หม่าขู่เสวียนทิ้งปริศนาสามข้อให้เฉินผิงอัน
แขกไม่ได้รับเชิญกลุ่มหนึ่งมาจากใต้หล้ามืดสลัว มีจางเฟิงไห่ที่เป็นขอบเขตสิบสี่ใหม่เป็นผู้นำ ยืนอยู่บนที่ราบทางทิศใต้ของกำแพงเมืองปราณกระบี่
นอกจากนี้ยังมีซินขู่ ลู่ไถ หลิวปีเสีย และซือสิงหยวน พวกเขาเงยหน้ามองตัวอักษรที่แกะสลักอยู่บนหัวกำแพงพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
เคยมีคนผู้หนึ่งสวมชุดคลุมอาคมสีแดงสด ตรึงกระบี่เฝ้าประตูอยู่ที่นี่ คือคนที่สะดุดตาผู้คนในใต้หล้า บนเส้นทางภูเขาจี๋เซ่อ เด็กชายผมขาวพลันหยุดเดิน
นักพรตเฒ่าเรือนกายสูงใหญ่คนหนึ่งแหวกม่านฟ้ามาถึงภูเขาลั่วพั่วทันที บังเอิญยิ่งนัก มีเด็กชายชุดเขียวกำลังคุยโวอยู่กับนักพรตเซียนเว่ย
เห็นนักพรตเฒ่าที่เรือนกายแกร่งกำยำคนนั้นเขาก็เตรียมเผ่นหนี แต่กลับถูกนักพรตเฒ่ารั้งคอเสื้อเอาไว้ “คิดหนีรึ?” เฉินหลิงจวินแกล้งตายทันที
เซี่ยโก่วหัวเราะเสียงดัง ”ตาเฒ่าปี้เซียว ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ เสี่ยวโม่ของข้าล่ะ?” เจ้าอารามกวานเต๋าบอกว่าเสี่ยวโม่ต้องปิดด่านอยู่ในดวงจันทร์
นักพรตเฒ่าใช้เสียงในใจกล่าว ”นักพรตซุนแห่งอารามเสวียนตูข้ามทวีปไปส่งกระบี่ใส่ป่ายอวี๋จิง อวี่โต้วเป็นฝ่ายออกมารับกระบี่ด้วยตัวเอง”
“ผ่านไปอีกช่วงหนึ่ง อู๋ซ่วงเลี้ยง เกาเกอ เจียงซิง ขอบเขตสิบสี่เก่าใหม่บวกกับเป่าหลินต่างก็พากันไปถามกระบี่ต่อป่ายอวี๋จิง”
เซี่ยโก่วเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ”ผลลัพธ์ล่ะ?!” นักพรตเฒ่าเอ่ยอย่างเฉยเมย ”ตายกันหมดแล้ว” เซี่ยโก่วยกฝ่ามือนวดคาง
นักพรตเซียนเว่ยคารวะนักพรตเฒ่าคนนั้น เจ้าอารามเพียงแค่โยนเฉินหลิงจวินออกไป และหันกลับมาก้มหัวคารวะนักพรตที่ปักปิ่นไม้คนนั้นอย่างจริงจัง

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!