หรือควรจะพูดให้ถูกก็คือมีความทะเยอทะยานเต็มหัวใจ ดูแคลนเทพธิดาซูเจี้ยของภูเขาตะวันเที่ยง รู้สึกว่านางเป็นแค่ไก่บ้านตัวหนึ่ง
รู้สึกว่าหากมีโอกาสจะต้องกอดหลัวเจินอี้ ซือถูเว่ยหรานแห่งกำแพงเมืองปราณกระบี่มาไว้ในอ้อมกอดของตัวเองพร้อมกัน”
จ้าวฉุนเอ่ยอย่างตะลึงพรึงเพริด “เจ้าเด็กนี่บ้าไปแล้วหรือไร?” อยู่ที่สำนักอวี่หลง เจ้าฟู่เค่อจะทำตัวเหลวไหลอย่างไรก็ได้
แต่ไปอยู่ที่กำแพงเมืองปราณกระบี่ เจ้าหนูเจ้าถือเป็นอะไรได้เล่า
ส่วนทำไมอาจารย์ถึงได้รู้เรื่องลับประเภทนี้ ฟู่เค่อเป็นคนเล่าให้อาจารย์ฟังเองกับปากยังจะเป็นอย่างไรได้อีกเล่า จ้าวฉุนไม่ได้ประหลาดใจ แล้วก็ไม่คิดจะสืบเสาะ
เถียนซู่กดข่มริ้วคลื่นกระเพื่อมในทะเลสาบหัวใจที่แผ่เป็นระลอกนั้นไว้อย่างสุดความสามารถ
ก่อกำเนิดเฒ่าหดมือไว้ในชายแขนเสื้อ นิ้วมือถูกัน สิ่งที่ร่วงเผลาะๆ ลงมาจากปลายนิ้วมีแต่เศษฝุ่น
ประหนึ่งวัชพืชที่เติบโตปีแล้วปีเล่า กำจัดอย่างไรก็ไม่หมดสิ้น
มีประโยคในใจประโยคหนึ่งที่ปีนั้นเจ้าเด็กฟู่เค่อเอ่ยแค่ครึ่งเดียว “น่าเสียดายที่เดรัจฉานของใต้หล้าเปลี่ยวร้างเป็นเศษสวะกันมากเกินไป”
จากนั้นอาจารย์ก็เอ่ยประโยคหนึ่งที่ทำให้จ้าวฉุนรู้สึกเสียวสันหลังวาบในทันที หันซ้ายหันขวาอย่างตื่นตระหนก
เถียนซู่สอดสองมือไว้ในชายแขนเสื้อ พูดด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “ในเมื่อมาเยือนเกาะอวี่ฮว่า ถ้าอย่างนั้นผู้ที่มาเยือนก็ล้วนถือเป็นแขก
สหายก็อย่ามัวหลบๆ ซ่อนๆ อยู่อีกเลย”
ฟ้าดินเงียบสงัด จ้าวฉุนอกสั่นขวัญผวา ครู่หนึ่งต่อมาจ้าวฉุนก็ยิ่งขนลุกชัน
ที่แท้เถียนซู่ผู้เป็นอาจารย์ก็เหมือน ”จำแลงเป็นขนนกบินทะยาน” เรือนกายกลายร่างเป็นรุ้งยาวพุ่งหายไปในชั่วพริบตา
จากนั้นก็มีบุรุษชุดเขียวปักปิ่นหยกคนหนึ่งเดินก้าวออกมาจากดวงจันทร์ที่มีประกายแสงเปล่งแวววาว
ตรงดิ่งมาที่หออวี่ฮว่าแล้วพูดพึมพำกับตัวเองว่า ”ดูท่าจะไม่ใช่นักพรตของภูเขาเฉวียนซานคนนั้น แต่เกินครึ่งก็น่าจะเป็นหนึ่งในยี่สิบคนแล้ว
มิน่าเล่าถึงได้ไม่กล้าเจอหน้า หรือว่า ”เถียนซู่” คือบรรพจารย์บุกเบิกภูเขาของสำนักอวี่หลง? เจ้าคิดว่าอย่างไรเจ้าประมุขจ้าว?”
จ้าวฉุนทำหน้าเหลอหลา ในใจตื่นตะลึงสุดขีด ท่านเซียนไม่ทราบนามที่มีวิชาอภินิหารยิ่งใหญ่ผู้นี้ บอกตามตรง ข้าคิดว่าข้าไม่รู้อะไรทั้งนั้น
สำนักซานไห่ ทวีปแดนเทพแผ่นดินกลางเสียงไก่ขันยามที่ท้องฟ้าด้านนอกเริ่มสว่าง เร่งรัดให้หญิงแต่งงานใหม่ในโลกมนุษย์ลุกขึ้นมาประทินโฉม
เช้าตรู่ แม่นางน้อยคนหนึ่งกอดร่มกระดาษน้ำมันที่รักซึ่งพกติดตัวไว้ตลอดเวลาคันนั้นเอาไว้ในอ้อมอก
เดินมาถึงริมทะเล ท้องฟ้าสีครามกว้างไกลหมื่นลี้ หลังจากเจอตำแหน่งเดิมก็หยุดยืนนิ่ง
แม่นางน้อยยังคงกางร่มแล้วห่อตัวลงคล้ายกับหลบฝนอยู่ในร่ม
หากมองตามเส้นทางยาวไปสามารถมองไปเห็นแจกันสมบัติทวีป ต่อให้มองไม่เห็นแต่บ้านเกิดก็อยู่ที่นั่น
แม่นางน้อยพึมพำกับตัวเอง นางมีชื่อว่าเชิงฮวา บอกว่านางเป็นคนตั้งเอง
อันดับแรกก็เป็นน่าหลันเซียนซิวเจ้าสำนักที่ตรงเอวพกกระบอกยาสูบที่มานั่งอยู่ที่นี่แล้วเริ่มพ่นควันโขมง
เกี่ยวกับรูปโฉมของเจ้าสำนักซานไห่ผู้นี้ ไม่รู้ว่าใครเป็นคนให้คำบรรยายไว้ก่อนบอกว่า
”ความงามของสตรีวัยเต็มตัว ถ้อยคำนับพันนับหมื่นล้วนอยู่บนร่างของนางทั้งหมด”
ดังนั้นน่าหลันเซียนซิวย่อมต้องเป็นสตรีที่หน้าตาดีอย่างมาก
ภายหลังก็เป็นผีหญิงเฟยชุ่ยที่ลักษณะเหมือนเด็กสาว ปีนั้นฝืนปิดด่านอยากจะเลื่อนเป็นเซียนเหริน
ผลคือล้มเหลวตอนข้ามผ่านทัณฑ์สวรรค์ จึงได้แต่สละร่างกลายมาเป็นผี
ข้อดีเพียงหนึ่งเดียวบางทีอาจเป็นเพราะเมื่อก่อนรูปโฉมของนางไม่ค่อยน่ามอง ทุกวันนี้กลับอ่อนเยาว์และสวยงามขึ้นมาก
เชิงฮวามาจากอาณาเขตของมหาบรรพตอุดรเก่าของราชวงศ์ต้าหลีแจกันสมบัติทวีป
มีชาติกำเนิดมาจากภูตน้อยที่นางคิดว่าตัวเองมานะหมั่นเพียร ทำอะไรเป็นการเป็นงานที่สุด
เช้าตรู่ของวันหนึ่ง นางเดินอยู่บนเส้นทางภูเขา จากนั้นก็ถูกสตรีชุดเขียวมัดผมเปียยาวคนหนึ่งมาเจอเข้า
ภายหลังภูตน้อยก็ติดตามอยู่ข้างกายพี่สาวชุดเขียวที่ชอบกินขนมเป็นพิเศษ แต่ทุกวันกลับดูเหมือนว่าจะไม่กระปรี้กระเปร่าสักเท่าไร
แม่นางน้อยเก็บร่มกระดาษน้ำมันคันนั้น ทำให้มันเป็นค้อนเหล็กอันหนึ่งแล้วโบกอย่างแรง พึมพำอยู่กับตัวเองเพียงลำพังว่า
“ครืนๆๆ เหล่าจวินเหวี่ยงค้อน เพิ่มเชื้อไฟเข้าไปในอิ่งฮั่ว (ดาวอังคาร) ไฮ้โยไฮ้โย เทพพิรุณเทพวาโยคอยให้การช่วยเหลือ
เจ้าพ่อสายฟ้าเจ้าแม่ฟ้าแลบมาเป็นลูกมือ เปรี๊ยะๆ เปรี้ยงๆ ครืนๆๆ….
เชิงฮวามักจะท่องประโยคนี้เป็นประจำ คนสองคนที่ฟังอยู่เคยชินกันมานานแล้ว
หากตัดคำเลียนเสียงที่แม่นางน้อยเพิ่มเข้าไปเองส่งเดช เนื้อหาที่เป็นตัวอักษรหลายร้อยตัว อันที่จริงก็คือคาถาหลอมกระบี่บทหนึ่ง
“นายท่านชานจวินผายลม ความเคลื่อนไหวรุนแรงดุจฟ้าผ่า ระเบิดให้ภูตน้อยตายเป็นพรวน
ตั้งแผงปิ้งย่างหาเงินเล็กน้อย ได้เงินมาซื้อขนมกิน…”
เฟยชุ่ยได้ยินแล้วก็รู้สึกว่าน่าสนใจ จึงยิ้มถามว่า ”เชิงฮวา วันนี้มีความคิดสร้างสรรค์พรั่งพรูดุจน้ำพุหรือไร คือเพลงที่เจ้าแต่งขึ้นมาใหม่หรือ?”
แม่นางน้อยหยุดการกระทำลง พูดอย่างโมโห ”คนอื่นสอนข้าท่องอยู่ตั้งนาน นางบอกว่าหากข้าท่องไม่ได้ก็จะกินข้า
ไม่ช่วยให้แก้หิว แต่ก็พอจะยัดซอกฟันได้”
เฟยชุ่ยยิ้มถาม “เชิงฮวา ทำไมวันนี้ไม่แทงหุ่นฟางแล้วล่ะ?” แม่นางน้อยเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ ”ลืมเอามาน่ะสิ”
น่าหลันเซียนซิวอมยิ้มบางๆ ”คนในสถานการณ์ยังไม่คิดอะไร
เจ้าที่เป็นแม่นางน้อยซึ่งถูกนางเก็บมาจะต้องรู้สึกไม่เป็นธรรมแทนนางทำไม”
แม่นางน้อยยกสองมือเท้าเอว แก้มพองป่องด้วยความโกรธ “คอยดูไปเถอะ หากได้เจอหน้ากับคนเลวผู้นั้น ข้าจะต้องป้อนหมัดให้เขาสักรอบ”
เฟยชุ่ยกลั้นขำ น่าหลันเซียนซิวร้องเอ๊ะ “ก่อนหน้านี้เจอกันแล้วทำไมไม่เห็นเจ้าออกหมัดเลยเล่า?”
แม่นางน้อยถามอย่างสงสัย ”อะไร?” น่าหลันเซียนซิวหัวเราะ “ไม่มีอะไร”
อุตรกุรุทวีป สำนักชิงเหลียงการถามกระบี่ที่วางแผนซุ่มโจมตีอย่างตั้งใจ หากไม่เป็นเพราะนักพรตฉุนหยางผู้นั้นลงมือ
เผชิญหน้ากับป่ายฉางที่เป็นขอบเขตบินทะยานก็ยากมากที่เฮ้อเสี่ยวเหลียงจะถอยกลับออกมาได้เต็มตัว
ในเรื่องนี้เฮ้อเสี่ยวเหลียงเป็นฝ่ายหาเรื่องป่ายฉางก่อนจริงๆ การเข่นฆ่าบนภูเขาที่เอะอะก็สะบั้นอนาคตบนมหามรรคาของผู้อื่นประเภทนี้
ชื่อของลู่เฉินผู้เป็นอาจารย์ เจ้าลัทธิลู่แห่งป่ายอวี้จิงมิอาจข่มขู่ให้คนอื่นกลัวได้
ต่อให้ป่ายฉางฆ่าเฮ้อเสี่ยวเหลียงให้ตายคาที่ นั่นก็เป็นสิ่งที่เฮ้อเสี่ยวเหลียงรนหาที่เอง ถือเป็นหายนะจากการต่อสู้ที่ถูกลิขิตมาแล้วในชีวิตของนาง
ต่อให้เจ้าลัทธิลู่ผู้เกียจคร้านจะยินดีแหกกฎเพื่อลูกศิษย์แค่ไหน อันที่จริงก็ไม่สะดวกจะพูดหรือจะทำอะไร
ก่อนหน้านี้ไม่นานแสงกระบี่เส้นหนึ่งตกลงมาฟันข้อมือของเฮ้อเสี่ยวเหลียงขาดไปโดยตรง
เรื่องของการต่อข้อมือ เฮ้อเสี่ยวเหลียงต้องเสียเวลาไปมาก สูญเสียวัตถุดิบแห่งสวรรค์ไปเป็นจำนวนไม่น้อย
เพราะถึงอย่างไรก็เป็นแสงกระบี่ของผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตสิบสี่คนหนึ่ง สองเรื่องไม่ราบรื่นเกิดขึ้นติดกัน
เฮ้อเสี่ยวเหลียงกลับไม่มีสีหน้าห่อเหี่ยวหม่นหมอง อีกทั้งยังไม่ใช่การเสแสร้งแกล้งทำด้วย
ใต้ชายคาผูกกระดิ่งไว้พวงหนึ่ง เคลื่อนไหวไปกลางสายลม ส่งเสียงกรุ้งกริ่งเหมือนอธิบายหลักธรรม
มีลูกศิษย์หญิงสามคน ฉายาของพวกนางได้แก่ชิงหยา ต่าเจี้ยว และกานจี๋
พวกนางมารวมตัวกัน ใช้เวลาให้หมดไปกับอาจารย์อย่างเอ้อระเหยลอยชาย
นักพรตหญิงที่มีฉายาว่ากานจี๋รู้สึกมาโดยตลอดว่าอาจารย์ลำเอียง ตั้งฉายาให้นางไม่น่าฟังก็ช่างเถิด
แต่ทำไมแม้กระทั่งของขวัญที่มอบให้กลับคืนจากการกราบอาจารย์ก็ยังต้องไร้ความพิถีพิถันเช่นนั้นด้วย
สิ่งที่มอบให้ศิษย์พี่หญิงสองคน หากไม่ใช่กวางเจ็ดสีก็เป็นวัตถุจื่อชื่อ แต่กลับมอบส้มไม่กี่ลูกที่ในตลาดก็ยังมีค่าไม่กี่แดงให้กับนาง!
เจอกันครั้งแรกริมหน้าผา เจอกันอีกครั้งบนเรือข้ามฟากภูเขาต่าเจี้ยว ที่ริมทะเลของอุตรกุรุทวีปก็ได้เจอกันอีก


VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!